กระแสเรียกร้องความเป็นธรรมในแวดวงธุรกิจ กระหึ่มขึ้นอีกครั้ง
เมื่อ ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ จำกัด กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กรรมการคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เอ็ตด้า)
ออกมาตั้งคำถามถึงความเหลื่อมล้ำในการทำธุรกิจ ระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับบิ๊กในแวดวงธุรกิจออนไลน์
อย่าง กูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ กับผู้ประกอบการขายของออนไลน์รายย่อย
ทำไมถึงไม่เก็บภาษี 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ ที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมใช้ทั่วบ้านทั่วเมือง ฟันรายได้เข้ากระเป๋ามหาศาล
ทำให้สงสัยว่า ทำไมไม่เก็บจากคนตัวใหญ่ก่อนมารีดกับรายย่อย เพื่อไม่ให้เกิด “ความเหลื่อมล้ำในยุคดิจิทัล”
เพราะประเทศไทยยุค 4.0 ควรใช้ดิจิทัลหรือเทคโนโลยีเป็นตัวนำของการเติบโต
ที่สำคัญจะต้องใช้เป็นเครื่องมือหรือกลไกในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ
ต้องสร้างแพลตฟอร์มหรือพื้นที่การแข่งขันเท่าเทียมกัน
เพราะการแข่งขันทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ จะสังเกตได้ว่านวัตกรรมจะมาจากคนเล็กๆ กลางๆ กลุ่มสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี
ไม่ได้เริ่มมาจากคนตัวใหญ่ๆ แม้ว่าจะมีงบวิจัยและพัฒนาหรืออาร์แอนด์ดีมหาศาลก็ตาม
ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐต้องเข้ามาช่วยฝึกฝนสร้างเสริมให้คนตัวเล็กๆ พัฒนาทักษะฝีมือให้สูงขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น การเก็บภาษีคริปโทเคอร์เรนซี ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สินทรัพย์ดิจิทัล
ออกมาด้วยความเร่งด่วน เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายอื่น
จึงถามกลับไปว่ากฎหมายอื่นไม่เร่งด่วนกว่าหรือไม่ เพราะภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล เก็บภาษีคนซื้อขายเหรียญ
ส่วนใหญ่เป็นพวกรายย่อย กลุ่มสตาร์ตอัพหรือเอสเอ็มอี เป็นกลุ่มคนที่ใช้คนซื้อขายเหรียญ
ดังนั้น ในเมื่อเร่งเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ทำไมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ฟินเทค พ.ร.บ.ดาต้าไพรเวซี่ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจ จึงยังไปไม่ถึงไหน
รัฐบาลจึงต้องแสดงให้เห็นถึงการสร้างความเป็นธรรมในแวดวงธุรกิจให้ชัดเจนกว่านี้
ออกมาเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อน
เพื่อไม่ให้กลายเป็นการตอกย้ำข้อสงสัยว่า
ตกลงแล้วรัฐบาล “บิ๊กตู่” เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่มากกว่ารายย่อย
เพราะเกรงใจขาใหญ่จริงหรือไม่
ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไมเรื่องที่ดำเนินการกับบรรดาเศรษฐีที่มีที่ดินเยอะๆ อย่าง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
รวมถึงการเรียกเก็บภาษีจากขาใหญ่ออนไลน์ ทั้ง 3 ราย ถึงไปไม่ถึงไหน
แล้วอย่างนี้จะให้เข้าใจว่าอย่างไร
หรือจะรอให้ประชาชนเป็นผู้ชี้ชะตาว่า รบ.นี้ สมควรจะยังเข้ามาทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองต่อไปอีกหรือไม่
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

