หน้าแรก คอลัมนิสต์ พรรคนอมินี ระ...

พรรคนอมินี ระวัง โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

1.11.18 | 13:00 น.

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง อนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 24-26 ตุลาคม จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศจำนวน 1,258 ตัวอย่าง ผลออกมาน่าคิด น่าสนใจ น่าร่วมวงวิวาทะให้เอิกเกริกยิ่งขึ้น

เพราะพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 63.51 ระบุว่าคิดว่าจะกลับมา ร้อยละ 35.77 ระบุว่าคิดว่าจะไม่กลับมา นั่นแสดงว่าคนตอบแบบสำรวจคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะลงสู่สนามการเมืองต่อไปมากกว่าเก็บของกลับบ้าน

ส่วนคำถามที่ว่าจะสนับสนุนให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังการเลือกตั้งปีหน้าหรือไม่ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.74 ระบุว่าไม่สนับสนุน เพราะผลงานที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

ครับ ผลสำรวจเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ทีมงานฝ่ายเสนาธิการคงต้องวิเคราะห์กันให้ละเอียดต่อไป ก่อนนำเสนอนายว่าควรจะรับฟังแค่ไหน ควรทำตามผลโพลหรือไม่ และที่ต้องเอาผลไปขบคิดพิจารณาเป็นพิเศษก็คือ บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายที่ประกาศตัวเป็นนอมินี เพื่อปูทางให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อสืบทอดงานตามโมเดลแม่น้ำห้าสายซึ่งลงหลักปักฐานไว้ให้เดินหน้าต่อไป

เพราะสถานการณ์การเมืองเวลานี้แตกต่างกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา มีการพูดถึงโอกาสแลนด์สไลด์ แบบผลการเลือกตั้งมาเลเซียที่ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรี วัย 93 ปี คว่ำนายนาจิบ ราซัค ลงได้อย่างถล่มทลาย จนกลับมานั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอายุมากที่สุดในโลก

Advertisement

เหตุผลสำคัญก็เพราะความคิดเห็น ความรู้สึกของประชาชนมาเลเซียมีความเคลือบแคลงสงสัยจนกระทั่งรังเกียจ ต่อการที่นายนาจิบ ราซัค บริหารงานจนมีฐานะร่ำรวยมหาศาล ถูกกล่าวหาคอร์รัปชั่นมโหฬารโด่งดังไปทั่วโลก

แต่สำหรับกรณีประเทศไทย แม้สถานการณ์จะต่างกันและไม่รุนแรงถึงขั้นนั้น แต่ก็มีเงื่อนไขปัจจัยที่มิอาจละเลยไปได้เลยว่าจะกระทบต่อความนิยมและคะแนนเสียงที่มีต่อพรรคนอมินี จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่สั่งสมความไม่พอใจให้กับกลุ่มคนต่างๆ หลายกลุ่มนับตั้งแต่การยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มาจนถึงขณะนี้

ได้แก่ ผู้ออกเสียงลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญกว่า 10 ล้านคน กลุ่มคนที่ถูกคำสั่ง คสช.เรียกเข้าไปควบคุมตัวการปรับทัศนคติ กลุ่มคนที่ถูกดำเนินคดีข้อหาต่างๆ โดยฝ่ายกฎหมายของ คสช.เป็นโจทก์ กลุ่มคนที่ถูกคำสั่งมาตรา 44 โยกย้ายตำแหน่งที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นข้าราชการระดับต่างๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ทั้งที่ผลสอบสวนยุติแล้วและยังไม่ยุติ ฯลฯ

กลุ่มคนเหล่านี้รวมถึงญาติ พี่น้อง เพื่อนพ้อง บริษัทบริวาร รวมกันแล้วมีเป็นจำนวนมาก ล้วนมีความหลังฝังใจกับการใช้อำนาจของคณะผู้บริหารด้วยกันทั้งสิ้น

ความไม่พอใจอาจไม่ถึงขั้นรังเกียจเดียดฉันท์รุนแรงถึงขนาดที่คนมาเลเซียมีต่อนายราจิบ แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะทวงคืนความหลัง ให้บทเรียนด้วยการ ไม่ลงคะแนนให้กับพรรคนอมินี

ทุนใหญ่ ทุนย่อย ที่ลงทุนไปกับพรรคนอมินีทั้งหลาย อย่างลืมคิดถึงปัจจัยนี้เป็นอันขาด มีหวังขาดทุนตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว

แม้ว่าจะโฆษณาประชาสัมพันธ์ป่าวประกาศเชิญชวนให้ลืมความหลังและมาร่วมกันพาประเทศไทยเดินหน้าไปด้วยกันทุกเช้า เย็น ยันค่ำหลังคืนวันศุกร์ อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดรวดร้าวจากการถูกกระทำ ทำให้รู้สึกว่าโดนรังแก ละเมิดสิทธิ ศักดิ์แห่งความเป็นมนุษย์ จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงอย่างแน่นอน

ฉะนั้นที่บรรดาพรรคนอมินีคาดหวังว่า อิทธิฤทธิ์ อิทธิพลของอดีต ส.ส.และหัวคะแนนในหลายพื้นที่ ตลอดจนมวลมหามิตรทั้งหลาย จะทำให้ได้เสียง ส.ส.มากกว่าพรรคคู่แข่ง และมากพอที่จะส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ยืนอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้นั้น อาจจะต้องกลับมาคิดใหม่ คิดให้หนักว่าจะเป็นไปได้เช่นนั้นจริงหรือ เมื่อกลุ่มคนที่ไม่พอใจมีความเป็นกลุ่มเป็นก้อนชัดเจนกว่าทุกครั้ง

กับอีกปัจจัยหนึ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกโดยอำนาจของ คสช.เพื่อเป็นไม้ค้ำยัน และเป็นช่องทางคืนสู่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง หากไม่เลือกสรรผู้ที่เหมาะสมได้ในระดับที่เคยมีมาแล้วอย่างสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความหลากหลาย คุณสมบัติเหมาะสม ผู้คน สังคม รับได้ แต่เลือกแต่งตั้งกลุ่มคนใกล้ชิด ต่างตอบแทนที่มีแต่เสียงร้องยี้ตามมา ยิ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ
คสช. พล.อ.ประยุทธ์ และคะแนนเสียงของพรรคนอมินี ให้ลดลงหนักขึ้นไปอีก