Make America Great Again : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

รัฐบาลสหรัฐประกาศเมื่อต้นเดือนตุลาคมว่า จะถอนตัวออกจาก “สนธิสัญญาความสัมพันธ์การทูตเวียนนา” (Vienna Convention on Diplomatic Relations) อันเกี่ยวกับข้อกำหนดการควบคุมของศาลโลก ซึ่งเป็นประกาศฉบับล่าสุดที่ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศ

อัน “ลัทธิฝ่ายเดียว” (Unilateralism) ของสหรัฐ ถือเป็นการทำลายระเบียบวินัยสากล คาดว่าต่อไปนี้สังคมโลกจะต้องตกอยู่ในภาวะที่สับสนปั่นป่วนและวุ่นวายอย่างยาวนาน

ตั้งแต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สหรัฐได้ถอนตัวออกจากหุ้นส่วนสนธิสัญญาและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งได้แก่

สนธิสัญญาหุ้นส่วนแปซิฟิก (TPP)
สนธิสัญญาความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศปารีส
สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน
องค์กรยูเนสโก (United Nations Educational Scientific and Cultural Organization)
คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC)

ในขณะเดียวกัน สหรัฐยังได้เรียกร้องให้เปิดการเจรจาใหม่ในสนธิสัญญาที่มีอยู่อีกหลายฉบับ อันได้แก่ สนธิสัญญาทางการค้าที่มีต่อสหภาพยุโรป อเมริกาเหนือและญี่ปุ่น

ทั้งในและต่างประเทศไม่สามารถพินิจว่าการกระทำของ “ทรัมป์” เรื่องใดถูกเรื่องใดผิด

แรกเริ่มคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นกลยุทธ์ในการเจรจา เพื่อต้องการให้ได้มาซึ่ง “อเมริกา เฟิร์สต์” เท่านั้น จึงยอมถอย แต่พฤติกรรมของเขานับวันชัดเจนยิ่งขึ้น ชัดเจนในมาดใหม่ที่มาดหมายคงความเป็นใหญ่ของสหรัฐ เพื่อครองตำแหน่ง “พี่ใหญ่ของโลก” อีกวาระหนึ่ง

เป็นยุทธศาสตร์ที่มาเหนือเมฆ

การที่สหรัฐถอนตัวออกนั้น หากมองในเชิงลึกแห่งสนธิสัญญาการค้า ตั้งแต่การถอนตัวออกแล้วเปิดเจรจากันใหม่จนสุดท้ายบรรลุข้อตกลง สหรัฐก็ต้องเป็นผู้นำที่มีอำนาจในการปกครองตลาดการค้า มีสิทธิชี้นิ้วและสามารถเพิ่มเงื่อนไขใหม่อันเป็นเหตุให้บรรดาประเทศสมาชิกที่เป็นหุ้นส่วนของสนธิสัญญาต้องตกอยู่ในภาวะจำยอมโดยสละผลประโยชน์ให้แก่สหรัฐโดยปริยาย

ที่ประจักษ์คือ สนธิสัญญาการค้าใหม่ระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรป ตลอดจนสนธิสัญญาการค้าระหว่างสหรัฐกับแคนาดา เม็กซิโก เป็นต้น

กลยุทธ์การเจรจาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน

วิธีการเช่นนี้มิใช่เป็นเรื่องใหม่สำหรับสหรัฐ บ่อยครั้งที่สหรัฐใช้กฎหมายการค้ามาตรา 301 เป็นประโยชน์และสัมฤทธิผล ซึ่งเคยใช้บังคับญี่ปุ่นให้ยอมรับปริมาณสินค้าส่งออกของสหรัฐจนได้รับความสำเร็จ การปฏิบัติต่อจีนก็ไม่ต่างไปจากญี่ปุ่น ในที่สุดจีนก็ต้องยอม

อันกฎหมายการค้ามาตรา 301 คือกฎหมายที่สามารถบังคับใช้นอกอาณาเขตซึ่งว่าด้วยการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า เป็นประกาศิตและเป็นอาณัติ

ก็เพราะมาตรา 301 จีนจึงต้องเจ็บหนักกว่าญี่ปุ่น เพราะจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ สหรัฐกังวลว่าจีนจะแซงขึ้นหน้า จึงพยายามสกัดขัดขวาง

ดูจากสงครามการค้า สิ่งที่สหรัฐเรียกร้องจากจีนนั้น ไม่เพียงประเด็นความยุติธรรม หากได้ล้ำเส้นทางการค้าไปไกลมาก ล้ำไปถึงการทหาร การเมือง และวัฒนธรรม ล้วนผิดฝาผิดตัว

องค์กรที่สหรัฐถอนตัวออกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นหน้าที่ผูกมัดระหว่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาเกี่ยวกับภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงปารีส

ส่วนองค์กรยูเนสโกนั้น สหรัฐแก้ตัวว่า เป็นประเทศที่บริจาคเงินมากที่สุด แต่เวลาหย่อนบัตรได้เพียง 1 เสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐ

ข้ออ้างไม่สอดคล้องกับหลักของตรรกะ จึงไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้

หากพินิจสถานการณ์โลกให้ละเอียดถี่ถ้วน ก็จะเห็นว่าสหรัฐกับองค์กรของสหประชาชาติส่วนหนึ่งศรศิลป์ไม่กินกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ไม่ตามใจสหรัฐและอิสราเอล ล่าสุดจึงได้ถอนตัวออกจากศาลโลก วัตถุประสงค์คือหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้องจาก “ปาเลสไตน์”

การที่สหรัฐย้ายสถานเอกอัครราชทูตจาก “เทลอาวีฟ” ไปที่ “เยรูซาเลม” นั้น “ทั้งที่รู้ว่าเป็นการท้าทายบรรดาประเทศอิสลาม แต่ “ทรัมป์” ก็ยังทำ เขากำลังแกว่งเท้าไปหาเสี้ยน

ส่วนการถอนตัวออกจากสนธิสัญญานิวเคลียร์อิหร่านนั้น เป็นความตั้งใจและประกาศตั้งแต่เมื่อเขาขึ้นดำรงตำแหน่ง ทั้งที่ประเทศสหภาพยุโรปซึ่งเป็นคู่สัญญา ก็ไม่ปรากฏมีประเทศใดร้องทุกข์กล่าวโทษว่าอิหร่านฝ่าฝืนข้อสัญญาแต่ประการใด

พฤติกรรมของเขาเป็นที่น่าสงสัยของนานาประเทศ สงสัยเพราะเขาละทิ้งภาระหน้าที่ซึ่งเป็นข้อผูกมัดระหว่างประเทศ และไม่สนใจไยดีต่อโลกภายนอก เป็นเจตนาละเลยวินัยสากล

บัดนี้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ลุยบทเข้ม ไม่ว่าการเมือง ไม่ว่าการทหาร ไม่ว่าการค้า

เด่นชัดยิ่งว่า ต้องการครองความเป็น “พี่ใหญ่ของโลก” อีกวาระหนึ่

เด่นชัดยิ่งว่า ต้องการเป็น “ประธานาธิบดี” อีกสมัยหนึ่ง

กรณีน่าจะเป็นการเสพติดอำนาจ

กาลอดีตสหรัฐกับสหภาพโซเวียต เกิดศึกแย่งชิงความเป็นใหญ่ และหลังจากโซเวียตล่มสลาย สหรัฐก็ครองความเป็นใหญ่มาโดยตลอด ไม่มีประเทศใดหรืออำนาจใดมาเป็นคู่แข่ง

บัดนี้ ประเทศจีนแจ้งเกิด กำลังมาแรง และสหภาพยุโรป ตลอดจนอาเซียนต่างได้ยกระดับในทุกด้าน ล้วนมีโอกาสและมีสิทธิเป็นผู้ท้าชิง แล้วทำการจัดระเบียบสากลขึ้นใหม่

เป็นประเด็นที่สหรัฐกังวล กังวลว่าประเทศจีนจะขึ้นมาเป็นใหญ่แทนที่

อุปมาเหมือนกับ “ปีศาจ” ที่ตามมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา

ฉะนั้น สหรัฐจึงต้องพยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นใหญ่อีกวาระหนึ่งตามคำขวัญของพรรครีพับลิกัน “Make America Great Again” และยังเป็นคำขวัญของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2016 อีกด้วย

เป็นคำขวัญที่กินใจอเมริกันชน และก็เป็นคำขวัญที่มีส่วนทำให้เขาได้รับเลือก

ครั้นเมื่อ “ทรัมป์” ขึ้นดำรงตำแหน่ง ก็ต้องปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาตามที่ได้หาเสียงไว้

นักการเมืองในอารยประเทศ เวลาหาเสียงเขาประกาศนโยบาย แสดงวิสัยทัศน์ เคร่งในระเบียบวินัย ส่วนใหญ่พูดไหนเป็นนั่น ไม่ตระบัดสัตย์ ซึ่งต่างกับนักการเมืองบางประเทศเวลาหาเสียง ใครขออะไรให้หมด เมื่อเข้าสภาได้แล้วก็พูดเหมือนคนบ้า

“ทรัมป์” คงเห็นว่าคำขวัญของพรรคมีความขลัง จึงได้ยื่นจดทะเบียน “MAGA” ให้เป็นคำขวัญในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2020 (MAGA ย่อจาก Make America Great Again)

กรณีน่าเชื่อว่า ต่อไปสหรัฐจะต้องเพิ่มมาตรการเข้มข้นทั้งการเมืองและการทหาร

แม้ปัจจุบันยังไม่มีพลังใดสามารถสกัดสหรัฐ แต่เขาก็ยังกังวล เสมอกินปูนร้อนท้อง

อดีต สหรัฐมีระบบการเมืองที่จูงใจ นโยบายการค้าเปิดกว้าง และมีความรับผิดชอบต่อข้อผูกมัดระหว่างประเทศ เป็นที่นิยมของสังคมโลก เป็นการผูกมิตรเจริญไมตรีที่สัมฤทธิผล

ปัจจุบัน นโยบาย “อเมริกาเฟิร์สต์” ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คือลัทธิฝ่ายเดียว เป็นการเอาตัวรอด โดยละทิ้งรูปแบบเดิมที่ปฏิบัติต่อชาวโลก และเป็นการโดดเดี่ยวตนเอง จึงน่ากังวล

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสหรัฐต้องใช้ทุกช่องทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นใหญ่สมดังปณิธาน

Make America Great Again !

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

บทความก่อนหน้านี้อาเหยื่อถูกพ่อข่มขืน แจงดราม่า! ถอนเงินบริจาค-ซื้อรถ เคลียร์ใจ”อ้อ-อ้อย”แฉมีมือที่3ป่วน
บทความถัดไปเอเอฟเอฟอนุญาต ‘ช้างศึก’ ไว้อาลัยเจ้าสัววิชัยก่อนเกมกับติมอร์ เลสเต