“ผมอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาจะได้มีการเลือกตั้งปี 2560 และเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วจะได้คืนอำนาจ คืนประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทยทั้งหมด ดังนั้น มติจะออกมาอย่างไรก็ต้องแล้วแต่คนไทยทุกคน แต่ส่วนตัวผมคิดว่าพอรับได้”
วาทกรรมการเมืองสุดท้ายของนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2559 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี
ที่ว่าเช่นนั้น เพราะ “ผมอยากให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามที่นายกฯ พูดมา เลือกตั้งไปเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป มันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ได้ ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียเลยปัญหาอาจเกิดขึ้น เดี๋ยวก็ไปร่างขึ้นมาใหม่ ถ้าแย่ยิ่งกว่าเดิมก็ยิ่งไปกันใหญ่เลยทีนี้ แล้วปี 2560 ก็ไม่มีการเลือกตั้ง ถ้าต้องยืดไปอีกกว่านี้คงไม่ไหวแล้ว ก็ผู้ใหญ่ในรัฐบาล ผู้ใหญ่ใน คสช.บอกว่าจะมีการเลือกตั้งนี่นา เราก็ถือคำมั่นสัญญาของท่านเอาไว้ เพราะเห็นว่าคำมั่นสัญญานั้นสำคัญ ผมมั่นใจว่าจะไม่มีการเลื่อนเลือกตั้ง คำมั่นของผู้ใหญ่นั้นสำคัญมาก สัจจะนี้สำคัญ ผมคิดว่าไม่เลื่อนเด็ดขาด”
ประการสำคัญในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของประเทศไทย คือการมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร และการเลือกตั้งมาตั้งแต่แรกเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 จากนั้นมีการรัฐประหารหลายครั้ง บางครั้งนับสิบปี บางครั้งช่วงเวลาสั้นๆ บางครั้งล้มเหลว บางครั้งนิสิตนักศึกษาและประชาชนรวมตัวกันล้มล้างเผด็จการ
แต่ทุกครั้งหลังจากนั้นกลับมาเป็นประชาธิปไตยด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เป็นอย่างนี้มากระทั่งถึงยุคสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 เห็นว่าประชาธิปไตยควรมีพื้นฐานมาจากรัฐธรรมนูญของประชาชน จึงดำเนินการให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่งและผู้ทรงคุณวุฒิส่วนหนึ่ง คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
แม้วุฒิสมาชิกขณะนั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่นายกรัฐมนตรีบรรหารกำหนดให้มาจากตัวแทนสมาคมตามกฎหมาย แล้วจึงให้มีการเลือกตั้งจากประชาชน
ก่อนหน้านั้น ระหว่างที่นายบรรหารเริ่มมีบทบาททางการเมือง พอดีกับนายเติ้ง เสี่ยว ผิง เป็นนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยเหตุที่นายกฯ “เติ้ง” มีบทบาทผู้นำ และมีร่างเตี้ย กับมีนโยบายชัดเจนทางการเมือง สื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์จึงพากันตั้งสมญานามให้กับนายบรรหาร ว่า “เติ้ง เสี่ยว หาร” นับเป็นสมญานามที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง และเจ้าตัวมิได้รังเกียจรังงอนแต่อย่างใด
ครั้งหนึ่งนายบรรหารไปเป็นประธานทำบุญที่วัดดอกบัว อำเภอบางปลาม้า สุพรรณบุรี ของชาวคณะมติชน พิธีกรขึ้นไปประกาศว่า ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 เป็นประธานในพิธี
ตั้งแต่นั้นมา ทุกครั้งที่มีการประกาศตำแหน่งนายบรรหาร ต้องประกาศว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 21 นายบรรหารเป็นผู้หนึ่งที่รับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายสื่อมวลชน
แม้หลายครั้งขณะดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นรัฐบาลอาจขัดใจบ้างเมื่อสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์แต่หลังจากนั้น เมื่อมีโอกาสรู้จักและพูดคุยกับสื่อมวลชนหลายระดับ จึงเข้าใจและรับฟังการวิจารณ์แนะนำนั้น ซึ่งนำไปสู่แนวทางความคิดในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย และทุกครั้งมีเหตุการณ์ทางการเมือง จึงเป็นผู้หนึ่งที่สื่อมวลชนและประชาชนรับฟังความคิดของสุภาพบุรุษทางการเมืองผู้นี้
ไม่เพียงเท่านั้น แม้จะเป็นผู้พัฒนาเมืองสุพรรณบุรีในด้านสาธารณูปโภคอย่างที่ได้พบเห็นกัน นายบรรหารยังได้พัฒนาความเป็นเมืองในประวัติศาสตร์ของสุพรรณบุรี ซึ่งเดิมคือเมืองอู่ทองอย่างขะมักเขม้น
วันนี้ไม่เพียงแต่ชาวสุพรรณเท่านั้นที่อาลัยบุรุษผู้นี้ แต่ประชาชนคนไทยยังอาลัยรักนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่จากไปกับวาทกรรมทางการเมืองคือการรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้ง
ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยอย่างแท้จริง

