หน้าแรก คอลัมนิสต์ จากการแสวงหาค...

จากการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ สู่การแสวงหาบัลลังก์ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร

29.04.16 | 13:07 น.

บทความใหม่โดย Dr.Veerayooth Kanchoochat ตีพิมพ์ใน Journal of Contemporary Asia, Special Issue ปี 2016 เสนอว่า ความพยายามกำจัดพฤติกรรมแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า rent-seeking อันเป็นการหารายได้หรือกำไรในอัตราสูงกว่าที่จะได้จากระบบตลาดแข่งขันตามปกติ ได้กำลังก่อให้เกิดพฤติกรรมการแสวงหาบัลลังก์ (reign-seeking) อันได้แก่ตำแหน่งในองค์กรแต่งตั้งทั้งหลายั้

นักธุรกิจใหญ่ทรงอิทธิพลมักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้แสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ที่พบเห็นกันบ่อยก็คือการใช้เส้นสายกับ รมต.กับข้าราชการระดับสูง หรือจ่ายเงินเพื่อให้ได้สัมปทานกิจการผูกขาดทำกำไรสูง จ่ายเงินเพื่อเปลี่ยนทรัพย์สินสาธารณะ เช่น ที่ดินเป็นของตนเอง หรือให้ได้เช่าในราคาถูก จ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้โครงการก่อสร้างจากภาครัฐ ฯลฯ

นักการเมืองที่เข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งเป็นรัฐมนตรี ยิ่งถูกมองว่ามีช่องทางหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจได้แนบเนียนโดยใช้อำนาจในตำแหน่งทางการนั่นเอง

การแสวงค่าเช่าทางเศรษฐกิจดังกล่าว ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่ ถือว่าให้ผลเสียกับเศรษฐกิจ เพราะไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาใหม่ ทั้งยังเป็นสาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540-41 ก็เกิดขึ้นเพราะทุนนิยมพวกพ้อง หรือ crony capitalism

เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงมีกระแสใหม่เรียกร้องให้เอาการเมืองออกมาเสียจากการตัดสินใจของภาครัฐ ทำให้การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ของชาติ “ปราศจากการเมือง” เสีย และกระแสนี้เองที่ผู้เขียนเห็นว่าทำให้เกิดวัฒนธรรมแสวงหาบัลลังก์

Advertisement

หลังปี 2540 กระแสการปฏิรูปในแนวของเสรีนิยมใหม่ ที่เน้นการปลอดการเมือง ปลอดคอร์รัปชั่น ให้ความสำคัญกับการแข่งขันในตลาดเป็นตัวกำหนดความมีประสิทธิภาพ พุ่งขึ้นเป็นกระแสนำ เป็นแนวทางซึ่งองค์ระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลกสนับสนุน ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือ การจัดตั้งองค์กรและคณะกรรมการชุดใหม่ๆ ขึ้น เพื่อตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือเศรษฐกิจ แล้วก็แต่งตั้งคนดีมีความสามารถที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้ามารับตำแหน่ง

ไม่น่าแปลกใจ กระแสนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มชนชั้นนำแนวอนุรักษนิยมในเมืองไทย

เห็นได้ในขบวนการปฏิรูปการเมืองหลังทศวรรษ 2530 เรื่อยมาจนถึงขบวนการต่อต้านนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในทศวรรษ 2540 และขบวนการสนับสนุนให้ทหารล้มรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั้งสองครั้ง เพื่อที่จะทำให้เกิดปฏิรูปที่ “ปลอดการเมือง”

ผลของกระแสดังกล่าวที่เห็นได้ชัดมาก คือการพุ่งขึ้นของตำแหน่งต่างๆ ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลหลังการรัฐประหาร ปี 2549 และ 2557 บรรดานายทหาร เทคโนแครต ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณและไม่เกษียณ

เอ็นจีโอ ผู้บริหารและนักวิชาชีพจากภาคเอกชน รวมทั้งนักวิชาการในมหาวิทยาลัย เข้ามานั่งเป็นนักปฏิรูปั้

ทหารที่ทำการรัฐประหารเข้ารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี บ้างได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือคณะกรรมการพิเศษต่างๆ ทั้งหมดพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่ใช่นักการเมือง เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พวกเขาปลอดการเมือง มีนัยยะว่าดีและบริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง เช่น เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือเป็นรมต. พวกเขาก็มีเงินเดือนพอๆ กับ ส.ส. สามารถแต่งตั้งผู้ช่วยและเบิกค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเบี้ยประชุมเพิ่มได้อีก และมีโอกาสอยู่ในตำแหน่งยาวกว่า ส.ส.ด้วย

เช่น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสมาชิกสภาปฏิรูป ได้รับเงินเดือนเดือนละ 113,560 บาท เท่ากับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ยังมีพิเศษอีกคือ ได้ค่าเบี้ยประชุมครั้งละ 1,500 บาท มีค่าเดินทางภายในประเทศเท่ากับที่ข้าราชการระดับสูงได้รับ สามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ช่วยส่วนตัวได้สองคน ในระดับเงินเดือน 20,000 และ 24,000 บาท และผู้ช่วยระดับธรรมดาอีกหนึ่ง ในระดับเงินเดือน 15,000 บาท คงจำกันได้ว่ามีกรณีอื้อฉาวที่บางรายจ้างภรรยาตนเองคนเดียวทั้งสามตำแหน่งรับเงินเดือนเดือนละ 59,000 บาท เมื่อถูกวิจารณ์ ก็ได้รับการปกป้องว่าไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้จ้างสมาชิกครอบครัว

สำหรับสมาชิกคณะกรรมการปฏิรูปต่างๆ ก็มีเงินค่าเบี้ยประชุม คราวละ 1,500 บาท ถึง 9,000 บาท สำหรับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีเงินเดือนประจำ แต่มีค่าเบี้ยประชุม ตั้งแต่ 6,000 ถึง 9,000 บาทต่อครั้ง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2557 ถึงสิงหาคม 2558 คณะกรรมการชุดแรก 36 คนประชุมกัน 140 ครั้ง ได้รับค่าเบี้ยประชุมรวมประมาณ 35 ล้านบาท เฉลี่ยต่อคนเท่ากับ 963,000 บาท

บทความชิ้นนี้ได้แสดงให้เห็นโครงสร้างของระบอบการเมืองใหม่ที่มาจากการรัฐประหารนำโดยทหาร คู่ขนานไปกับโครงสร้างตำแหน่งใหม่ๆ ในขบวนการปฏิรูป และให้ตัวอย่างคณะกรรมการที่ก่อตั้งขึ้นมาอย่างน้อย 35 คณะ ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีหลังรัฐประหาร ตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้นับรวมกันก็หลายร้อยเก้าอี้

การเข้ามาของรัฐบาลรัฐประหาร จึงหมายถึงการสร้างแรงจูงใจให้ผู้หวังจะได้รับการแต่งตั้ง ทำให้ตัวละครทางการเมืองที่เคยวางตัวอยู่กลางๆ เช่น เทคโนแครต นักวิชาการ และคนทำงานในองค์กรทางสังคม หันมาแสวงหาบัลลังก์ในองค์กรแต่งตั้ง เพื่อหวังให้กระบวนการกำหนดนโยบายปลอดจากการเมืองและลดค่าเช่าทางเศรษฐกิจ

แต่เอาเข้าจริงนี่เป็นการกำจัดการเมืองในกระบวนการกำหนดนโยบายจริงละหรือ?

บทความที่กล่าวถึงอธิบายปรากฏการณ์ที่นักวิชาการนักวิชาชีพระดับนำในสาขาต่างๆ ของไทยเข้าร่วมการกระทำรวมหมู่เพื่อสนับสนุนรัฐประหารในปี 2557 และรัฐบาลทหารหลังจากนั้น โดยเสนอคำอธิบายใหม่ว่า เป็นแรงจูงใจในการแสวงหาบัลลังก์ (reign-seeking) แต่ก็เสนอด้วยว่า การขยายตัวของผู้มีตำแหน่งทางการเมืองจากการแต่งตั้ง ไม่ได้เกิดเฉพาะที่เมืองไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ทั่วโลกทั้งในประเทศประชาธิปไตยและไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการปฏิรูปปลอดการเมืองที่นำโดยผู้สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมใหม่ แต่ข้ออ้างที่ว่า พวกเขาปลอดการเมืองและไม่ใช่นักการเมือง ฟังไม่ขึ้นเลย พวกเขาอาจแค่กำลังปรับการเมืองให้เข้ากับพวกเขา

ผู้เขียนบทความสรุปผลของการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจ จึงสมควรอ้างมาดังนี้

“ก็ความต้องการกำจัดการเมืองนี่แหละที่กระตุ้นต่อมการเมืองของบรรดาตัวละครที่เคยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายไหนมาก่อน ต่อให้พวกเขาไม่ได้เข้าไปคอร์รัปชั่น แต่ผลประโยชน์เงินเดือนและชื่อเสียงที่มากับตำแหน่งก็นับว่ามหาศาลตามมาตรฐานสังคมไทย..นอกจากนั้น พวกเขายังจะได้อยู่ในเก้าอี้นานกว่านักเลือกตั้งเสียอีก อำนาจก็พิเศษกว่า ส่วนกระบวนการตรวจสอบก็แทบจะไม่มี การแสวงหาบัลลังก์จึงกลายเป็นแรงจูงใจชั้นเยี่ยม…ต่อให้รัฐบาลทหารประสบความยุ่งยากทางการเมืองและเศรษฐกิจ บรรดาผู้แสวงหาตำแหน่งและองค์กรแต่งตั้งของพวกเขาจะยังคงอยู่สืบต่อไปเพราะรัฐธรรมนูญปกป้องพวกเขาไว้แล้ว ทำให้นึกถึงคำที่ ฌาคส์ รองสิแยร์ (Ranciere 1995) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ว่า…

การก่นด่าระบอบการเมืองนี่แหละคือหัวใจของการเล่นการเมือง”

ผู้สนใจงานชิ้นนี้หาอ่านได้ที่ http://dx.doi.org/10.1080/00472336.2016.1165857