เวลางวดเข้ามาเรื่อยๆ
เปิดหน้าหนังสือพิมพ์ หรือสื่อออนไลน์ จะเห็นความเคลื่อนไหวผิดหูผิดตา
เป็นสภาพใหม่ที่เกิดขึ้น หลังจากเก็บเนื้อเก็บตัวกันมา 4 ปีเศษ
ถ้าไม่มีเหตุขัดข้อง การเลือกตั้งจะเกิดในวันที่ 24 ก.พ.2562 เต็มที่ไม่เกินวันที่ 10-11 พ.ค. 2562
ทั้งนี้ เป็นไปตามกฎหมาย และปฏิทินที่ กกต.วางไว้ ไม่ขอนำมากล่าวถึง เพราะเป็นข่าวไปมากแล้ว
โฆษกรัฐบาลก็แถลงวันก่อนว่า คาดว่าจะได้ ครม.ใหม่ ประมาณเดือน มิ.ย.2562
ถือว่าเป็นมหกรรมใหญ่ของประเทศ หลังจากนั่งตาปริบๆ ดูต่างประเทศเขาเลือกกันไปหลายรอบ
วันสองวันก่อนหน้านี้ ก็มีการเลือก ส.ส.และวุฒิสภากลางเทอมของสหรัฐ
นั่นคือกระบวนการประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนเป็นหลักกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง ที่หายไปจากบ้านเราหลายปี
ระหว่างที่หายไป และมีเสียงถามหา ดังบ้างแผ่วบ้าง ก็มีการเผยแพร่ความเชื่อว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้ง
ความเชื่อที่ว่ามีคนเชื่อหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่สุดท้าย ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกลับมาสู่จุดที่นำไปสู่การเลือกตั้ง
คำว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้ง ฟังดูฉลาดลึกซึ้งดี แต่ประชาธิปไตยถ้าไม่เลือกตั้ง ก็แสดงว่ามีคนฉลาดๆ ได้ประโยชน์ อิ่มหมีพีมันและเพลิดเพลินกับการได้อำนาจโดยไม่ต้องเลือกตั้งอยู่
การเลือกตั้งเป็นวิธีการให้ประชาชนตัดสินปัญหาต่างๆ ด้วยการลงคะแนน จะกี่สิบกี่ล้านคน ยากดีมีจนยังไงก็โหวต 1 เสียงเหมือนกัน
ผลออกมาอย่างไร ย่อมตีความได้ว่า นั่นคือความประสงค์ของเสียงข้างมาก
จะชอบหรือไม่ชอบ กลายเป็น “ความชอบธรรม” ที่จะให้บ้านเมืองเดินไปในทิศทางนั้น
บ้านเราตอนนี้เข้าสู่ขั้นตอนที่กลุ่มการเมือง พรรคต่างๆ ก้มหน้าก้มตาจัดการกับตัวเอง ให้เป็นไปตามกฎกติกาที่ยกร่างกันขึ้นมาใหม่
กฎกติกาจะพิสดารพิลึกกึกกือยังไง ก็ยอมทำตามกัน
คงเพราะอยากจะไปสู่กระบวนการเลือกตั้งให้รู้ดำรู้แดงกันว่า ประชาชนเจ้าของประเทศจะเอายังไงกันแน่
จากข่าว จะเห็นความเคลื่อนไหวแปลกๆ ของพรรคการเมือง ซึ่งเที่ยวนี้งอกขึ้นมาจำนวนมาก จำชื่อกันไม่หวาดไม่ไหว
ก็ต้องเข้าใจว่า การตั้งพรรคไม่ใช่เรื่องสนุก ที่ต้องไปตั้งกันมามากๆ ก็เพราะกติกากำหนดให้เป็นอย่างนั้น
พรรคการเมืองถ้าต้องการชนะ เพื่อนำนโยบายไปปฏิบัติ ก็ต้องหาหนทางเอาชนะ จัดทัพให้ได้เปรียบ หรือไม่เสียเปรียบ ภายใต้ช่องทางและกรอบของกติกา
โดยหลักคนร่างกฎกติกาน่าจะได้เปรียบ แต่ถ้าพลิกไปจากนี้ ก็ต้องลุ้นกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น
วรศักดิ์ ประยูรศุข

