หน้าแรก คอลัมนิสต์ เน วินกับระบอ...

เน วินกับระบอบเผด็จการทหารในพม่า (8)โดย ลลิตา หาญวงษ์

9.11.18 | 13:00 น.
นิกิตา ครุชชอฟ เมื่อครั้งเยือนพม่าอย่างเป็นทางการในปี 1955 (พ.ศ.2498)

วิถีพม่าสู่สังคมนิยม (Burmese Way to Socialism) เป็นทั้งนโยบายทางการเมือง พิมพ์เขียวทางเศรษฐกิจ และเป็นพิมพ์เขียวสำหรับการบริหารงานของ BSPP (Burmese Socialist Programme Party) พรรครัฐบาลเพียงพรรคเดียวที่เน วินตั้งขึ้นมาหลังรัฐประหารในปี 1962 (พ.ศ.2505) เหนือสิ่งอื่นใด “วิถีพม่าสู่สังคมนิยม” คืออุดมคติของรัฐบาลทหารและปรัชญาการสร้างชาติให้เข้มแข็งสำหรับผู้นำ เฉกเช่นเดียวกับระบอบประชาธิปไตยแบบชี้นำ ที่ซูการ์โนนำมาใช้ในอินโดนีเซีย หรือระบอบบูชาตัวบุคคล (personalism) ที่โง ดิ่ญ เสี่ยมใช้ในเวียดนามใต้

การสร้างวาทกรรมรักชาติผ่าน “วิถีพม่าสู่สังคมนิยม” เป็นความพยายามของกองทัพเพื่อชี้นำประชาชนและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในห้วงเวลาที่สหภาพพม่าอาจแตกสลายได้ทุกเมื่อ ในอันที่จริง แนวคิดสังคมนิยมถูกหยิบยกนำมาพูดถึงมาตั้งแต่ปี 1958 เมื่อครั้งเน วินเข้ามาเป็นผู้นำในรัฐบาลรักษาการ รับช่วงต่อจากอู นุ ที่ขอเว้นวรรคทางการเมืองชั่วคราว น่าสนใจว่า แนวคิดของผู้นำระดับสูงในกองทัพพม่าช่วงนี้มีกลิ่นอายของปรัชญามาร์กซ์ผสมอยู่มาก เห็นได้จากบางช่วงบางตอนในหนังสือ The National Ideology and the Role of the Defence Services (อุดมคติของชาติและบทบาทของกองทัพ) ที่กล่าวว่า “ความพยายามของมนุษย์ที่จะสร้างสังคมที่ไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า และที่อยู่อาศัย และสามารถมีความพึงพอใจทางจิตวิญญาณได้ด้วย เชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์ศรี และความงดงามของชีวิต จะต้องเชื่อในระบบทางการเมือง-เศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนหลักการของความยุติธรรม เสรีภาพ และความเท่าเทียม นี่คือความเชื่อของเรา [กองทัพ]”

หลังการขึ้นมาของเน วิน ท่าทีของกองทัพแข็งกร้าวขึ้นตามลำดับ ความมั่นคงเป็นประเด็นหลักที่เน วินยกขึ้นมาหารือกับผู้นำในกองทัพเป็นอันดับแรก เขายืนยันว่าการสร้างชาติให้สมบูรณ์และแข็งแรงต้องมาพร้อมกับประชาชนที่มีทัศนคติที่ถูกต้อง มีความรักชาติ ที่จะร่วมกันสกัดกั้นอิทธิพลของชาวต่างชาติในทุกระดับ รัฐบาลยังยกเลิกการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย (คล้ายกับนโยบายเศรษฐกิจใหม่ในมาเลเซียในปี 1969 ที่หันมาเน้นการเรียนการสอนเป็นภาษามาเลย์ แทนภาษาอังกฤษเดิม)

นอกจากนี้กลิ่นอายความเป็นตะวันตกอื่นๆ ก็ถูกกำจัดไปด้วย เช่น การประกวดนางงาม การแข่งม้า ฯลฯ

เป้าหมายของรัฐบาลเน วินคือการสร้าง “รัฐสังคมนิยมประชาธิปไตย” หมายถึงการมุ่งสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนในระดับล่าง ได้แก่ เกษตรกรและแรงงาน สร้างความเท่าเทียมผ่านนโยบายการโอนกิจการของต่างชาติและของเอกชนบางส่วนมาเป็นของรัฐ นโยบายของเน วินสร้างความฮือฮาในกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น นิกิตา ครุชชอฟ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตเคยส่งจดหมายเตือนเน วินไปว่ารัฐบาลพม่าไม่ควรนำแนวทางสังคมนิยมมาใช้ทั้งหมด เพราะเศรษฐกิจสังคมนิยมที่เน วินนำเสนอจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟื้อ ภาวะว่างงาน และการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคได้ง่าย ครุชชอฟยังกล่าวด้วยว่า โซเวียตเองก็เคยผิดหวังกับนโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมสุดโต่งมาแล้วหลังโอนกิจการเอกชนเกือบทั้งหมดมาเป็นของรัฐ เน วินควรพิจารณาให้บริษัทเอกชนดำเนินกิจการของตนต่อไป หรือแม้แต่โจว เอินไหล รองประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เตือนเน วินในทิศทางเดียวกัน

Advertisement

คนอย่างเน วิน ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ความรั้นของเขาทำให้พม่าดำเนินนโยบายสังคมนิยมแบบสุดโต่งจนสร้างความเสียหายรุนแรงให้เศรษฐกิจในประเทศ และกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนตัวเล็กตัวน้อยโดยตรง

นโยบายทางเศรษฐกิจแรกที่เน วินทำคือการโอนกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐ บริษัทที่เป็นเป้าหมายชิ้นใหญ่ที่สุดของเน วินคือบริษัทของชาวต่างชาติที่เติบโตขึ้นในยุคอาณานิคม ในวันที่ 1 มกราคม 1963 (พ.ศ.2506) รัฐบาลคณะปฏิวัติโอนกิจการของบริษัทน้ำมัน Burmah Oil Company และ Indo-Burma Oil Company มาเป็นของรัฐ และประกาศว่าบริษัทของรัฐบาล ในนามบริษัทพัฒนาเศรษฐกิจพม่า หรือ BEDC (Burma Economic Development Corporation) จะเข้าไปผูกขาดการส่งออกน้ำมันทั้งหมด

นโยบายสุดขั้วนี้สร้างความไม่พอใจให้ชาวพม่า หรือแม้แต่ผู้นำในสภาปฏิวัติเอง การแก้ปัญหาของเน วินคือการใช้ความกลัวเพื่อชักจูงให้ผู้คนเชื่อมั่นในความสามารถและบารมีของตน และกำจัดผู้ที่ไม่เชื่อมั่นในนโยบายของเขาออกจากทุกตำแหน่งในรัฐบาล รวมทั้งอ่อง จี นายทหารคนสนิท ที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลคณะปฏิวัติด้วย แน่นอน ความไม่พอใจเน วินยิ่งเพิ่มขึ้น และมีความพยายามจากหลายฝ่ายเพื่อล้มล้างอำนาจของนายทหารผู้ทะเยอทะยานผู้นี้ เมื่อเน วินยึดอำนาจไปแล้วไม่กี่เดือน อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลอู นุ นักธุรกิจ และอดีตนักชาตินิยมบางส่วนรวมตัวกันในนาม “คณะกรรมการ 19” และคิดแผนเพื่อล้มล้างเน วิน โดยเชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากอ่อง จี และคนในกองทัพอีกบางส่วน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเน วินเป็นคนขี้ระแวง เขาจึงจัดการตัดท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มผู้คัดค้านเขาในทุกทาง ทั้งการสั่งปิดหนังสือพิมพ์ชื่อดัง เดอะ เนชั่น และเมี้ยะวดี หนังสือพิมพ์ภาษาพม่าอีกฉบับหนึ่ง นอกจากนี้ขบวนการต่อต้านเน วินยังขาดเอกภาพ และขาดผู้นำที่ชัดเจนด้วย

ในด้านการต่างประเทศ เน วินใช้นโยบายชาตินิยมเข้ามากระตุ้นให้ประชาชนรักชาติและหวาดระแวงต่างชาติ เขาเคยพูดไว้ว่า “ความเข้มแข็งของประเทศขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในประเทศ” ใครก็ตามที่ไปรัก “ป้าๆ คนอื่นๆ” (เปรียบได้กับต่างประเทศ) แทนที่จะรัก “แม่” ของตัวเองก็คือคนที่ “ขายชาติ” และทำลายประเทศ พม่าภายใต้ BSPP ยังคงดำเนินนโยบายเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในสงครามเย็น ความหวาดระแวงประเทศรอบข้าง รวมถึงชาติมหาอำนาจ อาจมาจากประสบการณ์ทางทหารของเน วินเองที่เห็นการล่มสลายของสังคมในลาวและเวียดนามภายหลังทั้งสองประเทศกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์

ทัศนคติบางอย่างของเน วินช็อกความรู้สึกของคนพม่า ดังที่ทราบกันดีว่าเน วินเป็นเพลย์บอยมากเสน่ห์ นิยมชมการแข่งม้า และมหรสพแบบฝรั่ง และมิใช่ชาวพุทธที่เคร่งครัด แตกต่างจากนายกรัฐมนตรีคนก่อนโดยสิ้นเชิง ครั้งหนึ่ง เน วินป่าวประกาศทางวิทยุว่าประชาชนไม่ควรบริจาคเงินให้กับวัดและสถาบันสงฆ์ หรือทำบุญมากจนเกินไป เพราะเป็นการ “สิ้นเปลือง” เน วินมองว่าเศรษฐกิจที่มั่นคงย่อมเกิดขึ้นหากประชาชนมีวินัยทางการเงิน และกินอยู่อย่างประหยัดมัธยัสถ์ ตามหลักการแบบสังคมนิยม

เมื่อกล่าวถึงเน วิน หลายคนตั้งข้อสังเกตว่านายทหารผู้นี้เป็น “คนประหลาด” ยิ่ง และมีทัศนคติที่ย้อนแย้ง แม้เขาจะชอบการแข่งม้าเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก็ประกาศให้เลิกการแข่งม้า เพราะถือว่าเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่มอมเมาคนพม่า หรือความพยายามพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนพม่าผ่านนโยบายสังคมนิยมแบบพม่า ที่ต่อมาจะล้มเหลวสิ้นเชิงและยิ่งทำให้คนพม่ายากจน ผลักให้พม่ากลายเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกในปลายทศวรรษ 1980

นโยบายที่เข้าใจได้ยากของเน วินยังมีอีกมาก โปรดติดตามได้ในตอนต่อไป…