เป็นเรื่องไม่ง่ายนักกับผลสำเร็จของ “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ในวันนี้
วันที่…คนไทย 48 ล้านคนทั่วประเทศ มีหลักประกันสุขภาพรองรับอย่างทั่วถึง
วันที่…ระบบมีสิทธิประโยชน์ครอบคลุมการรักษาและสาธารณสุขที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน
วันที่…กองทุนบรรลุเป้าหมายสำคัญ ลดความยากจนและล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล
และวันที่…ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับการยกย่องในเวทีโลก และไทยได้กลายเป็นประเทศต้นแบบของการดำเนินงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง
หากมองย้อนหลังกลับไป กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 พร้อมกับการก่อตั้ง “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” (สปสช.) ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เพื่อเป็นหน่วยงานของการขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ขณะนั้นมี นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นเรือธงสำคัญในการบุกเบิก นอกจากผลักดันจนเป็นนโยบายประเทศแล้ว ยังเป็นผู้วางรากฐานและระบบการบริหารจัดการกองทุนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพ หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายผู้ป่วยและภาคประชาชน โดยมีการเข้าถึงบริการของ “ประชาชน” เป็นเป้าหมาย
หลักการสำคัญของ “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” คือ “การแยกผู้ซื้อและผู้ขาย” และ “การจัดสรรงบประมาณตามจำนวนประชากรในพื้นที่” หรือที่เรียกว่า “งบเหมาจ่ายรายหัว” เพื่อให้เกิดการกระจายทรัพยากรด้านสุขภาพตามประชากร ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดการปฏิรูประบบสุขภาพครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย แต่ยังก่อให้เกิดแรงเสียดทานรอบด้านอย่างมากมาย ทั้งกับตัวระบบและ สปสช.เอง ในฐานะองค์กรด้านสุขภาพจัดตั้งใหม่ที่มีบทบาทในการทำหน้าที่แทนประชาชนเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการสุขภาพ ภายใต้เงื่อนไขการบริหารจัดการอย่างครอบคลุม ทั่วถึง มีคุณภาพและมาตรฐานการแพทย์ ด้วย “งบประมาณจำกัด” ที่นับเป็นสิ่งท้าทาย
การปฏิรูประบบสุขภาพที่เกิดขึ้นในวันนั้น แม้ว่ามีผลบวกอย่างมากมายกับประชาชนในการเข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุข ขจัดอุปสรรคการเงินที่เป็นข้อจำกัดเช่นในอดีต แต่ด้วยความครอบคลุมจำนวนประชากรผู้มีสิทธิกว่า 48 ล้านคนกระจายอยู่ทั่วประเทศ ก่อให้เกิดภาระงานที่หนักเพิ่มขึ้นอย่างมาก กระทบต่อความพอเพียงในการบริการเมื่อต้องรองรับ รวมถึงบุคลากรด้านสุขภาพที่มีอยู่อย่างจำกัด กลายเป็นคลื่นยักษ์ถาโถมระบบและ สปสช.อย่างต่อเนื่อง ไม่นับรวมปัญหาความเข้าใจที่มีต่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งในตอนนั้นยังถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และข้อกังขาต่อ “การบริการรักษาฟรี” ในแง่ของความเชื่อมั่นที่มีต่อคุณภาพและมาตรฐานการรักษา
แต่ด้วยรูปแบบการดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ถูกวางรากฐานมาอย่างแน่นหนา เน้นความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับบริหารจัดการระบบ “คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” (บอร์ด สปสช.) ประกอบด้วยผู้แทนทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ผู้แทนวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุข ผู้แทนภาคประชาชน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับอนุกรรมการชุดต่างๆ ในระบบ และการบริหารกองทุนในระดับเขตที่ประกอบด้วยผู้แทนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ มีการทำงานร่วมกับองค์กรวิชาชีพด้านการแพทย์ หน่วยบริการสุขภาพในทุกสังกัด หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงกลไกการรับฟังความเห็นที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการบริหาร ทำให้มีการสะท้อนปัญหาและจุดบกพร่องของระบบจากมุมมองต่างๆ นำมาสู่การแก้ไข ปรับปรุงและพัฒนาระบบมาโดยตลอด จนกระทั่งนำระบบร่องคลื่นนาวาผ่านพ้นมาได้
ตลอด 16 ปีของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แม้ว่าเป็นเวลาไม่นานนักเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ที่ดำเนินระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาก่อนหน้านี้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บรรลุเป้าหมายในระดับหนึ่ง ทั้งในด้าน “สิทธิประโยชน์การรักษาและบริการสาธารณสุข” ได้ถูกพัฒนาจนเกิดความครอบคลุม แม้ผู้ป่วยโรคค่าใช้จ่ายสูง อาทิ การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์, บริการบำบัดทดแทนไตผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ทั้งการล้างไตผ่านช่องท้อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการปลูกถ่ายไต, การเข้าถึงยาในบัญชียา จ.2 ที่เป็น
กลุ่มยาราคาแพง โดยเฉพาะยารักษามะเร็ง และกลุ่มยากำพร้า การปลูกถ่ายอวัยวะและการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเฉพาะ เป็นต้น
รวมถึงการจัดระบบเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการ อาทิ การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Long term care: LTC) เน้นการดูแลที่บ้านและใช้ชุมชนเป็นฐาน รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่ได้ร่วมกับ อปท.ในการเดินหน้ากองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ การพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตให้เข้าถึงการรักษาที่ได้ร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในด้านความครอบคลุมเพื่อให้ประชากรกลุ่มต่างๆ เข้าถึงบริการ นอกจากการสนับสนุนหน่วยบริการในการจัดบริการเพิ่มเติมผ่านโครงการต่างๆ แล้ว อาทิ การผ่าตัดหัวใจ การผ่าตัดตาต้อกระจก และบริการทันตกรรมฟันเทียม เป็นต้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังดำเนินการเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงบริการเพื่อคุ้มครองสิทธิ ทั้งกลุ่มพระภิกษุสงฆ์ ผู้ต้องขังในเรือนจำ ผู้พิการและผู้สูงอายุ เป็นต้น ที่มีความคืบหน้าไปมาก
ขณะที่ในส่วนของการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของโรงพยาบาลในช่วงการบริหาร โดย ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช.ทั้งในระดับส่วนกลางและระดับเขต หรือที่เรียกว่า คณะกรรมการ 7×7 และ 5×5 ซึ่งเป็นกลไกการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ในการค้นหาสาเหตุและแก้ไข ที่ผ่านมาสามารถลดจำนวนหน่วยบริการที่มีปัญหาสภาพคล่องได้
นอกจากนี้ในส่วนของประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุนนั้น ด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้การบริหารต้องดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใส ที่ผ่านมาจึงได้มีการบริหารจัดการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ การจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์รวมระดับประเทศ กลไกการต่อรองราคายา การดำเนินโครงการในกลุ่มโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ เป็นต้น เหล่านี้การันตีโดยรางวัลที่ สปสช.ได้รับมอบอย่างต่อเนื่อง ทั้งรางวัลกองทุนหมุนเวียนดีเด่น รางวัลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ และรางวัลองค์กรผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เป็นต้น
ก้าวย่าง “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสู่ปีที่ 17” จากนี้ สปสช.ยังคงมุ่งมั่นร่วมกับหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินกองทุนให้บรรลุ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 4 พ.ศ.2560-2564” ภายใต้วิสัยทัศน์ “ทุกคนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ได้รับความคุ้มครองหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าด้วยความมั่นใจ” ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและอุปสรรคท้าทายรอบด้าน เพื่อทำให้ระบบคงอยู่และยั่งยืน เป็นหลักประกันด้านสุขภาพให้ประชาชนตลอดไป

