หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘แจ๊ก หม่า’นา...

‘แจ๊ก หม่า’นายท้ายเรือ‘อาลีบาบา’ วางมือก่อนวัยเกษียณ มิใช่เป็นจุดสิ้นสุด หากเป็นจุดเริ่มต้น โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

9.11.18 | 13:00 น.

พลันที่มีข่าว “แจ๊ก หม่า” ผู้สถาปนากลุ่ม “อาลีบาบา” จะลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารในเดือนกันยายน 2019 เพื่ออุทิศเวลาให้งานการกุศลและการศึกษานั้น

ก็มีข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับธุรกิจ “อีคอมเมิร์ซ” ยักษ์ใหญ่ในเครือรวม 4 แห่งเป็นระลอก

โดยมีคนใช้มุมมองทางการเมืองวิจารณ์การลาออกของ “แจ๊ก หม่า”

แท้จริงเขาได้เกริ่นเรื่องลาออกมาหลายปีแล้ว ข่าวลือจึงเป็นเรื่อง “ไร้สาระ”

ดูเหมือนเป็น “จุดอ่อน” ของวิสาหกิจจีน การจะ “รุ่ง” หรือ “ล่วง” นั้นขึ้นอยู่กับผู้ก่อตั้ง

Advertisement

ความจริง ผลสำเร็จของ “อาลีบาบา” นั้น ขึ้นอยู่กับ “วัฒนธรรมธุรกิจ” ที่สมบูรณ์แบบซึ่งเป็นระบบที่ “แจ๊ก หม่า” และผู้ร่วมงานได้สร้างขึ้นมาเสมือน “เข็มทิศ”

สำหรับใช้ในการบริหารงาน ที่เข้าแทนที่ระบบ “The rule of man”

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสร้างระบบ “The rule of raw” เหมือนกับหลักนิตินัยขึ้นมาทดแทน

ฉะนั้น หากไม่มี “แจ๊ก หม่า” ก็มิใช่วาระสุดท้ายของ “อาลีบาบา”

การที่ลาออกก่อนวัยเกษียณจึงมิใช่ “การสิ้นสุดแห่งยุค”

หากเป็น “การเริ่มต้นแห่งยุค” เริ่มต้นด้วยการบริหารที่เป็นระบบ “วัฒนธรรมธุรกิจ”

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแต่สร้างความร่ำรวยให้แก่ตนเท่านั้น

หากยังนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ดีขึ้น

จากข้อมูลทั่วไปของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคือเพียบพร้อมด้วยวลีอมตะคือ

1.Can do 2.Priority setting 3.Finding new way of the new thinking 4.Challenge

ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวของ “แจ๊ก หม่า” เสมือน “born to be.”

บทบาทของเขา คือ ไฮโปรไฟล์ มาดโดดเด่น เป็นเป้าสายตาของสาธารณชน

จึงมีทั้งคนชมและคนติ

คนชมคือยึดถือเขาเป็น “ไอดอล”

คนติคือนินทาว่า เขากระทำละเมิดลิขสิทธิ์ แสดงตนเด่น ทำอะไรตามอำเภอใจ

แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ยอมรับว่าเขาเป็นผู้ริเริ่มที่มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ยกตัวอย่าง เช่น

ตลาดหุ้นที่ฮ่องกงเกิดปัญหาโต้แย้งในประเด็นไม่เห็นด้วย “Weighted Voting Right”

(ผู้ถือหุ้นน้อยมีสิทธิควบคุมการบริหารได้)

เขาจึงละทิ้งตลาดหุ้นฮ่องกงโดยย้ายไปที่สหรัฐ

แต่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัตน์

ปีนี้จึงอนุญาตให้มีระบบ “Weighted Voting Right”

ในด้านสังคมเขาได้ช่วยเหลือการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาได้ติดตามผู้นำประเทศไปเยือนประเทศต่างๆ โดยได้รับการต้อนรับจากบุคคลสำคัญของประเทศนั้นๆ อย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรี

วันนี้ “แจ๊ก หม่า” ถือเป็นบุคคลที่มีบทบาทสูงคนหนึ่งของสังคมจีน

บริษัท อาลีบาบากรุ๊ปโฮลดิง จำกัด ประกอบด้วย “Alibaba-Baidu-Tencent-Jingdong” รวมเป็นชื่อย่อว่า “BATJ” ถือเป็น 4 ยักษ์ใหญ่ในโลกอินเตอร์เน็ตของจีน

ก่อนเปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักธุรกิจ “แจ๊ก หม่า” เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ

เขาก่อตั้ง “อาลีบาบา”เมื่อ 19 ปีก่อน เริ่มจากธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาสร้างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตชื่อ “Tao Bao” ใช้เวลา 2 ปี กลายเป็นช่องทาง “ช้อปปิ้งออนไลน์” ที่ใหญ่สุดของจีน

ขอบเขตธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ของ “อาลีบาบา” ได้ขยายไปในสาขาต่างๆ มากมายและรวดเร็ว

เบื้องต้นเพื่อแก้ไขปัญหาการซื้อขายออนไลน์ให้มีความปลอดภัยทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ จึงสร้างเครือข่ายเรียกว่า “Derived Alipay” คือธนาคารบนอินเตอร์เน็ต สามารถทำธุรกรรมด้านการเงินโดยผ่านโปรแกรมบนโทรศัพท์มือถือซึ่งผูกติดกับบัตรเครดิตหรือบัญชีเงินฝาก

ต่อมาได้พัฒนาเป็นบริษัทการเงินชื่อ “Ant Financial Company” และเริ่มเข้าสู่วงการธุรกิจการเงินคือ ธนาคารและประกันภัยอย่างเต็มรูปแบบ

“อาลีบาบา” เริ่มตั้งแต่ธุรกิจอินเตอร์เน็ต ต่อมาย่างก้าวเหยียบบาทธุรกิจการเงิน บันเทิง สื่อออนไลน์ เป็นต้น รูปแบบการพัฒนาธุรกิจเป็นการผิดฝาผิดตัว

กรณีละม้ายกับการ “ขายเป็ดขายไก่” แล้วมาทำธุรกิจ “โทรศัพท์มือถือ”

เป็นการหักมุมรูปแบบการทำธุรกิจ และเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคของคนจีน

วันนี้ มูลค่ารวมของตลาด (Market Cap) ของ “อาลีบาบา” เกินกว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

สินทรัพย์ส่วนตัวของเขาสูงกว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

“แจ๊ก หม่า” อายุเพียง 54 ซึ่งอยู่ในวัยกำลังรุ่ง ก็ประกาศวางมือ เป็นเรื่องที่ “หายาก” ในวงการธุรกิจของจีน จึงไม่แปลกที่มีข่าวลือออกมาเสมือน “คลื่นลมแรง”

ต้องยอมรับว่า ระยะนี้อาณาจักรอินเตอร์เน็ตของ “อาลีบาบา” ได้เกิดคลื่นลมแรงจริง ข่าวคราวเชิงลบออกมาเป็นระยะ ราคาหุ้นได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ก็เพราะ

1 รัฐบาลทำการกวาดล้างการเล่นเกมทางอินเตอร์เน็ต สื่อลามกอนาจาร เป็นเหตุให้ธุรกิจของ “Tencent” ได้รับผลกระทบอย่างแรง

1 “หลิว เฉียงตง” CEO ของ “Jingdong” ต้องคดีล่วงละเมิดทางเพศ และเคยถูกตำรวจสหรัฐจับกุมมาแล้วครั้งหนึ่ง

อีก 1 คือ “Baidu” ถูกโจมตีอย่างรุนแรงว่า บิดเบือนข้อเท็จจริง หวังแต่ผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อสังคม จึงเรียกร้องให้ออกมา “ขอโทษ” ต่อสังคม

กรณีเหมือนกับผีซ้ำด้ำพลอย
เข้าทำนองสำนวนไทย “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก”

พลันที่ข่าวการวางมือของ “แจ๊ก หม่า” ออกมา มีนักลงทุนกำลังจับตาอนาคตของ “อาลีบาบา”

สื่ออเมริกาป่าวประกาศว่า “ปักกิ่ง” เพิ่มมาตรการแทรกแซงธุรกิจเอกชนหนักขึ้น คุมเข้มอาณาเขตธุรกิจเทคโนโลยี บรรยากาศธุรกิจจีนเลวร้าย เป็นต้น

ฉะนั้นการเกษียณก่อนวัยของ “แจ๊ก หม่า” จึงทำให้คนเข้าใจว่า ไม่พอใจมาตรการของรัฐบาลหรือเกิดความกังวล จึงตัดสินใจวางมือก่อนวัยอันควร กอปรกับสงครามการค้า

เป็นแรงสั่นสะเทือนต่อธุรกิจอินเตอร์เน็ตของ “อาลีบาบา” อย่างเน็ต-เน็ต

สังคมโลกกำลังติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใจจดใจจ่อ

และแน่นอนการจะวางมือของ “แจ๊ก หม่า” ก็ได้กลายเป็น “Talk of the world”

ขนาดประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ต้องถามว่า “อายุยังน้อย เหตุใดจึงคิดวางมือ” กล่าวคือ

วันที่ 11 กันยายน ในที่ประชุมเศรษฐกิจภาคตะวันออกครั้งที่ 4 (Eastern Economic Forum) ที่เมืองวลาดีวอสตอค รัสเซีย ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กำลังกล่าวสุนทรพจน์นั้น ได้เหลือบเห็น “แจ๊ก หม่า”
อยู่ในที่ประชุม จึงพูดกับข้าราชการที่อยู่ด้านข้างกลางคันว่า “ข้าพเจ้าอยากถามชายหนุ่มที่นั่งกินอาหารว่างอยู่นั้น ทำไมจะเกษียณตั้งแต่ยังหนุ่ม”

เล่นเอา “แจ๊ก หม่า” ตกใจ เพราะเป็น “คำถาม” ที่ “หักมุมและแตกแถว” จากสุนทรพจน์ที่เพิ่งดำเนินไปครึ่งทาง เป็นเรื่องที่มิได้คาดคิดมาก่อน

“แจ๊ก หม่า” ลุกขึ้นตอบทันใดว่า ฯพณฯ ประธานาธิบดี ข้าพเจ้าไม่หนุ่มแล้ว เมื่อวานนี้เพิ่งฉลองวันคล้ายวันเกิด 54 ที่รัสเซีย ข้าพเจ้าทำธุรกิจมา 19 ปีแล้ว และยังมีเรื่องที่จะต้องทำ คือ “การศึกษาและการกุศล”

“ปูติน” หัวเราะแล้วกล่าวว่า “ท่านยังอ่อนวัยกว่า ข้าพเจ้า 66 แล้ว” เสียงปรบมือดังลั่น

และดังขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เมื่อ “แจ๊ก หม่า” กล่าวต่อว่า “ข้าพเจ้ามารัสเซียครั้งนี้ ก็เพื่อ
อาศัยนโยบาย ‘One belt one road’ เป็นสรณะเชื่อมความร่วมมือทางด้านเทคนิค เพื่ออบรมฝึกฝนคนรุ่นหนุ่ม และพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดย่อม อีกทั้งลงนามในสัญญาความร่วมมือกับรัสเซีย”

“ปูติน” ตอบว่า รัฐบาลรัฐเซียจะให้การสนับสนุน “อาลีบาบา” อย่างเต็มที่

เสียงปรบมือที่ดังสนั่นอย่างยาวนานย่อมแสดงถึงความศรัทธาในตัว “แจ๊ก หม่า” ที่มีอยู่แล้วยิ่งศรัทธามากขึ้น

การที่ “ปูติน” ทักทาย “แจ๊ก หม่า” กลางคัน ถ้าเป็นประชาชนเดินดิน เขาหาว่าไม่รู้จักกาลเทศะ เมื่อเป็น “ปูติน” ทุกอิริยาบถ เป็นที่ถูกตาต้องใจ แต่หารู้ไม่ว่าเป็น “กลยุทธ์” ทางการเมือง

ส่วนบรรดาข่าวลือข่าวปล่อย “แจ๊ก หม่า” ปฏิเสธ เพราะเป็นเวลานานมาแล้ว เขาพูดเสมอว่า เขาจะไม่ใช้ชีวิตไปตลอดกับบริษัท เขาต้องการวางมือก่อนวัยแล้วกลับไปสอนหนังสือ

เมื่อ 4 ปีก่อน เขาได้ก่อตั้งมูลนิธิสังคมสงเคราะห์ โดยเน้นการศึกษาเป็นหลัก ทั้งนี้ ต้องการช่วยเหลือการศึกษาของนักเรียนที่ยากจนและอยู่ไกลปืนเที่ยง

เมื่อปี 2013 เขาได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารระดับสูงนั้น ความจริงก็คือสัญญาณเตรียมตัววางมือแล้ว เพราะเขาต้องการเลียนแบบ “บิล เกตส์” (Bill Gates) ผู้สถาปนา “Microsoft” ซึ่งถือว่าอายุ 50 เศษยังมีกำลังความสามารถในการ “เริ่มต้นเรื่องใหม่” คืออุทิศเวลาให้การกุศล

ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับ “แจ๊ก หม่า” เอง และเป็นผลดีต่อวงการศึกษาของจีน

อีกทั้งเป็นการตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน

โดยหลักสัจธรรม เรือแล่นในมหาสมุทรก็ต้องอาศัย “นายท้ายเรือ” และแน่นอนธุรกิจก็ต้องอาศัย “ผู้บริหาร” เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ลงทุนก็ย่อมต้องกังวลถึงอนาคต

จึงไม่แปลกที่ปี 2011 เจ้าพ่อแอปเปิล “สตีฟ จ๊อบส์” (Steve Jobs) ป่วยหนัก จำต้องส่งไม้ต่อให้ “ทิม คุก” (Tim Cook) โลกภายนอกเป็นห่วงและกังวลว่า “ทิม คุก” จะมีความสามารถนำพาแอปเปิลไปรอดหรือไม่ แต่ผลปรากฏว่าแอปเปิลประสบความสำเร็จเกินคาด

จึงเป็นการยืนยันว่า “แอปเปิล” ไม่มี “สตีฟ จ๊อบส์” ก็อยู่ได้

กรณีนี้เป็นการบ่งบอกชัดเจนยิ่งว่า “วัฒนธรรมธุรกิจและระบบการบริหาร” ที่สมบูรณ์นั้น

ถ้ามีการเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง ก็สามารถอาศัยระบบที่มั่นคงเติบโตต่อไป

ฉะนั้นการที่ “แอปเปิล” ไม่มี “สตีฟ จ๊อบส์” ก็อยู่ได้

ถ้า “อาลีบาบา” ไม่มี “แจ๊ก หม่า” ก็ต้องอยู่ได้

คนจีนเน้นตัว “บุคคล” มากกว่า “ระบบ”

ฉะนั้นถ้าผู้ก่อตั้งตาย องค์กรก็ต้องตายตาม เป็นความคิดที่อันตรายยิ่ง

เลิกเสียได้เป็นดีที่สุด

ไม่ว่าผู้ก่อตั้งมีความเรืองรองปานใด ก็มีวันที่ต้องจากไปด้วยเหตุผลต่างกัน

ฉะนั้น ธุรกิจจีนถ้าจะให้ก้าวไปไกลก็ต้อง

1 สร้าง “วัฒนธรรมธุรกิจ” ที่สมบูรณ์

1 สร้าง “ระบบการบริหาร” ที่ครอบคลุม

สรุปคือ คนสร้าง “ระบบ” แล้วใช้ “ระบบ” มาปกครองคน

เป็นที่ประจักษ์ว่า “แจ๊ก หม่า” ได้ทุ่มเทกำลังความคิดสร้างทั้ง “วัฒนธรรมธุรกิจ” และ “ระบบการบริหาร” ที่สมบูรณ์และครอบคลุมด้วยแล้ว

ตราบใดที่ “อาลีบาบา” นำออกมาใช้ แม้ไม่มี “แจ๊ก หม่า” ก็เหมือนมี “แจ๊ก หม่า”

ก็เพราะมีวัฒนธรรมและระบบบริหารที่สมบูรณ์คือ “The rule of law”

เป็นกลไกลเข้ามาทำหน้าที่แทน “The rule of man”

นอกจากนี้ “อาลีบาบา” ยังมี “ระบบของผู้ถือหุ้น” อันหมายถึงผู้ถือหุ้นก็คืออำนาจหลักของบริษัท ถ้าไม่มี “แจ๊ก หม่า” บริษัทก็สามารถลงมติในเรื่องใหญ่ได้เช่นกัน

มีข่าวจาก “อาลีบาบา” ว่าบริษัทจะปรับโครงสร้างการบริหารให้แล้วเสร็จภายในปีหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์ให้ “ผู้ถือหุ้น” และ “ผู้บริหาร” ร่วมกันปกครององค์กร

แม้ “แจ๊ก หม่า” ได้ลาออกจากประธานกรรมการบริหาร แต่ก็ยังมีความผูกพันกับบริษัทในฐานะ “ผู้ถือหุ้น” น่าเชื่อว่าก็ยังมีอำนาจมากล้น

ถึงเวลานั้น “ผู้ถือหุ้น” อย่าง “แจ๊ก หม่า” อาจมีอำนาจมากกว่าประธานกรรมการบริหารก็ได้

เพื่อคลายความกังวลของผู้ลงทุน “อาลีบาบา” ยืนยันว่า “แจ๊ก หม่า” ยังร่วมงานกับบริษัทต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตถ้าไม่มี “แจ๊ก หม่า” ถือท้ายเรือแล้ว

“อาลีบาบา” จะก้าวหน้าต่อไปได้หรือไม่ สังคมจับตาอยู่

และแน่นอนที่สุด ธุรกิจในจีนจะพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปมิได้ ถ้าปราศจาก

“วัฒนธรรมธุรกิจ” และ “ระบบการบริหาร” ที่สมบูรณ์แบบ