หน้าแรก บทความ เดินหน้าชน อย่าลดทอนตรวจ...

อย่าลดทอนตรวจทุจริต : โดย สุพัด ทีปะลา

12.11.18 | 13:00 น.

ยังไม่มีข้อสรุปออกมากับปมปัญหาประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องกําหนดตําแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561

ทำให้นายกสภามหาวิทยาลัยที่มาจากคนนอกจ่อลาออก เช่นเดียวกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนของสภามหาวิทยาลัยของกลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี  ราชมงคล เตรียมยื่นลาออกด้วย

เพราะเห็นว่าการกำหนดให้ตนเอง พร้อมภรรยาและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีความยุ่งยาก หากผิดพลาดจะส่งผลกระทบในด้านต่างๆ

การเตรียมลาออกของกรรมการสภามหาวิทยาลัยทำให้เกิดข้อกังวลจะทำให้เกิดสุญญากาศกับมหาวิทยาลัย เนื่องจากกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องอนุมัติหลักสูตรและปริญญาบัตร

ประกาศฉบับนี้ยังสร้างความกังวลในส่วนที่กำหนดให้ประธานสภามหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่งของไทยที่มี   พระเถระผู้ใหญ่เป็นประธานต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วย

Advertisement

จนเกิดคำถามว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

ทางออกในเรื่องนี้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบจากนายกฯ ให้เร่งหารือกับ ป.ป.ช.ออกมาชี้ช่องว่า ในท้ายประกาศให้อำนาจประธาน ป.ป.ช. ที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยความเห็นชอบจากบอร์ด ป.ป.ช.

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับทาง ป.ป.ช.ที่จะต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ

ระยะเวลาเพียง 20 กว่าวันที่ ป.ป.ช.ต้องตัดสินใจแก้ไขก่อนประกาศจะบังคับใช้ในวันที่ 2 ธันวาคมนี้       ค่อนข้างกระชั้นชิด จึงมีแนวโน้มสูงที่จะเลื่อนบังคับใช้ประกาศออกไปก่อน

เพราะหากดูกรอบระยะเวลาแล้ว ป.ป.ช.ต้องใช้เวลาพิจารณาข้อปัญหาต่างๆ จากทั้งมหาวิทยาลัย บอร์ดของหน่วยงานอื่นที่ได้รับผลกระทบด้วยอย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้หลุดจากกรอบที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต กำหนดให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

อีกทั้งยังมีการส่งสัญญาณจากทางรัฐบาล ผ่านมายัง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ได้แจ้งระหว่างหารือกับ นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ล่าสุดว่า “คณะรัฐมนตรีเป็นห่วงในประเด็นข้อกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีกรรมการสภามหาวิทยาลัยอาจลาออกเพื่อค้านการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ตรงนี้เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจขยายเวลาการบังคับใช้ออกไปจากเดิมมีผล 30 วัน เป็น 60 วัน หรืออะไรก็ตามแต่ เพราะหากให้บังคับใช้เลยใน 30 วันนี้ อาจทำให้เกิดวิกฤตปัญหาในแวดวงการศึกษา”

การหาทางออกของ ป.ป.ช.ในเรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ที่ยาก ท่ามกลางกระแสทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายที่ค้านที่มีมากกว่า

นอกจากกลุ่มมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีฟาก สนช.บางส่วนที่หนุนให้มีการทบทวนประกาศ เพื่อไม่ให้เกิด      ผลกระทบ

และมีการออกมาเปิดประเด็นการตีความผู้บริหารระดับสูงตาม พ.ร.ป.ป.ป.ป.ว่าถูกต้องหรือไม่

จนถึงขณะนี้ยังไม่ตกผลึกว่าสุดท้ายแล้ว ป.ป.ช.จะมีทางออกอย่างไร จะยกเว้นการยื่นบัญชีทรัพย์สินให้กับกลุ่มสภามหาวิทยาลัยบางส่วนเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้า หรือมีแนวทางอื่นๆ

แต่ทั้งหมดนี้จะต้องไม่ไปลดทอนประสิทธิภาพการตรวจสอบความความไม่โปร่งใส การทุจริตที่ยังมีอยู่ในหน่วยงานรัฐ