“จากสองเก้า ถึงหกหนึ่ง ซึ้งทุกรส
ได้จารจด ความทรงจำ อันล้ำค่า
มีวันนี้ เพราะมี ‘ศิลปอาชา’
ดินกลบหน้า กี่ร้อยชาติ มิอาจลืม”
เป็นบทกลอนตบท้ายหลังข้อความ “ลาก่อน…… เพราะรักจึงต้องลาไม่เคยคิดว่าชีวิตจะต้องมีวันนี้ บ้านที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง บ้านที่เป็นทั้งชีวิต วิญญาณ และลมหายใจ เมื่อรู้ว่าจะทำให้บ้านต้องมีปัญหา เพราะตัวเรา
เราต้องเลือกรักษาบ้าน ยอมเสียสละ อวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต 32 ปีกับบ้านที่แสนอบอุ่น ลาก่อน เพราะรัก…
จึงต้องลา”
เป็นข้อความในหน้าเฟซบุ๊กของ “Somsak Pris” อันคือ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” นักการเมืองคู่จังหวัดอ่างทอง อดีต ส.ส.หลายสมัย อดีตรัฐมนตรี
ท่ามกลางข่าวไม่คาดฝันมากมายที่เกิดขึ้นกับการเมืองยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่านจาก “ประชาธิปไตยรุ่งเรือง” มาหมักดองใน “เผด็จการยาวนานเกือบ 5 ปี” และคล้ายว่ากำลังเคลื่อนสู่ “ประชาธิปไตยเว้าแหว่ง” ด้วยกติกาที่เขียนขึ้นด้วยเจตนาปฏิเสธอำนาจของประชาชนส่วนใหญ่ หากพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ความไม่คาดฝันที่อุบัติขึ้นในสถานการณ์การเมืองถอยหลังเข้าคลองเช่นนี้ ย่อมมีมากมาย ด้วยมีไม่น้อยสำหรับนักการเมืองที่ถูกตัณหาฉุดกระชากไป ไม่สามารถกระชับสติประคองปัญญาให้แกร่งพอที่จะยืนในหลักการเพื่อเคียงข้างประชาชนได้
ทว่าความไม่คาดฝันที่ดูจะกระตุกความสนใจได้แรงไม่น้อย แม้จะดูเป็นความไม่คาดฝันเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวกับความเหลือเชื่อแบบส่วนรวม
นั่นคือ “คำประกาศ” ของ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ดังกล่าว
แน่นอนว่า เป็นประกาศยุติบทบาทในพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ “สมศักดิ์” ผงาดอยู่ในฐานะขุนพลคนสำคัญ
“ชาติไทยพัฒนา” ที่ขยับปรับเปลี่ยนตามชะตากรรมการเมืองมาจาก “พรรคชาติไทย” ย่อมชัดเจนในภาพของ “บรรหาร ศิลปอาชา” ที่รับรู้กันในพื้นที่ ฐานะ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 21”
ด้วยเป็นที่รับรู้กันว่า ไม่ว่าจะศึกเหนือ เสือใต้ ความยินดีปรีดา หรือวิกฤตทุกสถานการณ์ เมื่อปรากฏร่าง “บรรหาร ศิลปอาชา” ซ้ายขวาย่อมประกบด้วย “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” กับ “นิกร จำนง”
ทั้ง 2 คือขุนพลที่พร้อมเผชิญหน้าทุกสถานการณ์
ระดับที่รับรู้กันเลยว่าที่ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” พูดนั้นคือ “สิ่งที่บรรหารคิด” หรือที่ “บรรหารไม่เคยปฏิเสธ”
“สมศักดิ์” เป็นขุนพลที่อ่านใจผู้นำได้ถึงขนาดนั้น
ที่สำคัญคือ ไม่ว่าคลื่นลมการเมืองจะกระหน่ำ “ชาติไทยพัฒนา” ให้โคลงเคลงรุนแรงแค่ไหน แต่ความชัดเจนในอุดมการณ์ประชาธิปไตยของ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ทำให้อธิบายเพื่อนำพรรคกลับมายืนเคียงข้างประชาชนได้เสมอ
ถ้าจะบอกว่า “สมศักดิ์” เป็นเสาหลักหนึ่งที่ค้ำ “ชาติไทยพัฒนา” ไว้ ให้มั่นคงใน “หลักการประชาธิปไตย” ได้ ย่อมไม่ใช่การพูดที่เกินเลย
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อ “สมศักดิ์” ประกาศอำลาพรรคชาติไทยพัฒนา
จึงเป็นเรื่องเกินคาด
แม้เหตุผลที่เจ้าตัวพยายามบอกว่า เนื่องจากอยู่ระหว่างถูกตัดสิทธิทางการเมือง การเข้าไปวุ่นวายกับพรรคจะกลายเป็นคนนอกที่เข้าไปแทรกแซงครอบงำพรรค เสี่ยงต่อการจะทำให้พรรคถูกยุบ
“จะทำให้บ้านมีปัญหาเพราะตัวเรา”แต่ทุกคนที่ได้รับทราบประกาศทางเฟซบุ๊ก ต่างเว้นช่องว่างสำหรับการเติมความจริงให้กับตัวเองมากกว่าคำชี้แจงในแนวทางที่ว่า
เรื่องราวใน “พรรคชาติไทยพัฒนา” ยังเป็นคลื่นกระเพื่อมต่อเนื่อง ในทางไม่คาดฝัน
อนาคตของ “ปริศนานันทกุล” ที่ “ภราดา ปริศนานันทกุล” ทายาท “สมศักดิ์” ที่บอกว่า “วันนี้ยังอยู่ในชาติไทยพัฒนา แต่วันหน้าจะยืนยันเช่นนี้หรือไม่เป็นเรื่องอนาคต”
ย่อมสะท้อนบางความจริงในใจ
เป็นความจริงที่ผู้คนต่างครุ่นคิดว่า หาก “บรรหาร ศิลปอาชา” เป็นผู้ตัดสิน จัดการ ผลจะออกมาเป็นอย่างไร
และเรื่องนี้ ใครจะรู้ทาง “มังกรการเมือง” อย่าง “บรรหาร” มากกว่า “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล”
ทว่าแม้จะรู้ทาง แต่การจัดการให้เป็นไปตามทางที่รู้ ดูจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การ์ตอง

