เมื่อสถานการณ์การเมืองลุกโชนถึงขั้นที่มวลชนถูกแบ่งออกเป็น 2 ข้าง พอจะเข้าใจได้ว่า สติสัมปชัญญะและความยับยั้งชั่งใจใคร่ครวญครุ่นคิดก็จะเหือดหายไป
ที่ยังคงเหลืออยู่คือ เป้าหมาย ที่แต่ละฝ่ายมุ่งจะพิชิต
ฝ่ายหนึ่ง ก่อรูปสร้างตัวตนขึ้นมา เฉกเช่นเดียวกับสินค้าที่มี “การสร้างแบรนด์” เพื่อให้ผู้คนรับรู้ในคุณค่า ชื่นชอบ เชื่อถือ เชื่อมั่น กระทั่งสามารถชักนำพฤติกรรมไปสู่ “การตัดสินใจ”
ในด้านแบรนด์สินค้า จุดหมายคือ การตัดสินใจซื้อ ในด้านการเมือง คือ การตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ด้วยการก้าวเดินตาม “คำชี้แนะ” ของผู้นำ ซึ่งในคราครั้งนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้สถาปนาแบรนด์ทางการเมืองขึ้นมาชื่อว่า “กปปส.”
นายสุเทพทำคนให้เป็นแบรนด์ และทำแบรนด์ให้เป็นคน จน “กปปส.” กับ “สุเทพ” เป็นเนื้อเดียวกัน
การต่อสู้ทางการเมืองครั้งนั้น “กปปส.” ได้รับชัยชนะ ผู้คนจำนวนหนึ่งสะใจที่ผู้นำเหล่าทัพในนาม “คสช.” ก่อรัฐประหาร ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
เพื่อให้สังคมเชื่อว่า แกนนำ กปปส.ไม่ข้องเกี่ยวกับแผนรัฐประหาร “สุเทพ” เล่นบทหลบลี้หนีหน้าขึ้นไปอยู่บนภูด้วยการห่มผ้ากาสาวพัสตร์
แต่ที่ชวนให้ประหลาดใจก็คือ “พระสุเทพ” กล้าที่จะประกาศขณะครองผ้าเหลืองว่า “เลิกเล่นการเมือง”
พุทธศาสนิกชนร่วมอนุโมทนาสาธุ
ทิ้งช่วงเวลาผ่านพ้นไปไม่นาน เมื่อลาสิกขา อดีตพระสุเทพในวันนี้กลายเป็น “แกนนำคนสำคัญที่สุด” ในการจัดตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย”
“สุเทพ” เลือกที่จะใช้ตัวเองเป็น “แบรนด์สินค้า” ทางการเมืองอีกครั้งด้วยการจัดอีเวนต์ภายใต้ชื่อว่า “เดินคารวะแผ่นดิน”
คราวนี้มีทั้งดอกไม้ ก้อนหิน อิฐ น้ำลาย และการส่งคืนนกหวีด
มีทั้งโอบกอด เสียงเชียร์ ก่นด่า ขับไล่ ไม่ให้เข้าบ้าน กระทั่งโพสต์เฟซบุ๊กประณาม ทวงถาม “ความหวัง” ที่สูญหายไปกับรัฐทหาร ถึงกับว่า “ถ้าไม่มีประชาชนผู้ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างพวกผมที่ออกมาสู้ด้วยหัวใจบริสุทธิ์ พวกคุณก็ไม่มีทางจะมีวันนี้”
การจุดไฟสร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงข้าม ทำลายสินค้าคู่แข่ง เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้ “แบรนด์” ของตัวเองเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนจน “เคลิ้ม” และ “หวัง”
แต่วิธีการแบบนั้นไม่เคยเป็นคุณแก่ประเทศ !?!!!

