หน้าแรก คอลัมนิสต์ เน วินกับระบอ...

เน วินกับระบอบเผด็จการทหารในพม่า (9) : โดย ลลิตา หาญวงษ์

16.11.18 | 13:00 น.
อาคารที่ทำการของห้างโรว์แอนด์โค ในย่างกุ้ง ปัจจุบันเป็นที่ทำการของธนาคารแห่งหนึ่ง

เมื่อเน วินเข้ามาฟอร์มรัฐบาลรักษาการในปี 1958 (พ.ศ.2498) จุดประสงค์หลักของเขามีอยู่ 3 ประการ จัดระเบียบการเมือง จัดระเบียบเศรษฐกิจ-กำจัดอิทธิพลของนักธุรกิจต่างชาติ และจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ในช่วงแรก รัฐบาลรักษาการเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาสังคม อาชญากรรมร้ายแรงลดลงกว่า 1 ใน 3 ตลาดมืดและสินค้าหนีภาษีถูกกวาดล้าง และมีการจัดระเบียบสลัมขนาดใหญ่ในย่างกุ้งใหม่ แม้วาระของรัฐบาลรักษาการจะสั้น และจบลงด้วยการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 1960 แต่ในช่วงเวลานี้เองที่กองทัพเริ่มเล็งเห็นผลประโยชน์จากเศรษฐกิจในพม่า กองทัพเป็นเจ้าของบริษัทหลายแห่ง อาทิ บริษัทขนส่งสินค้า บริษัทนำเข้า-ส่งออก และยังเป็นบริษัทแห่งเดียวที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าถ่านหินได้

บทเรียนระหว่าง 1958-1960 สอนกองทัพว่าเศรษฐกิจพม่าเป็นเหมือนบ่อน้ำมันที่มีมูลค่าสูง และเป็นแหล่งหาประโยชน์ของนักธุรกิจจากยุโรปและอินเดียมานานนับร้อยปี แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจทำให้กองทัพเริ่มเล็งเห็นความสำคัญของการผูกขาดเศรษฐกิจ เมื่อเน วินรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลอู นุในปี 1962 (พ.ศ.2502) นโยบายของคณะปฏิวัติจึงมีกลิ่นอายของเศรษฐกิจนำนโยบายทางการเมืองในพิมพ์เขียวว่าด้วยวิถีพม่าสู่สังคมนิยม ที่ออกมาหลังรัฐประหารเพียง 1 เดือน คณะปฏิวัติชี้ชัดว่า “สภาปฏิวัติไม่เชื่อว่ามนุษย์จะหลีกหนีจากความเลวร้ายทางสังคมได้ ตราบใดก็ตามที่ระบบเศรษฐกิจอันฉ้อฉล มนุษย์กดขี่มนุษย์ด้วยกันเองและกินอยู่บนความอยุติธรรมนั้น สภาปฏิวัติเชื่อว่าการกดขี่จะสิ้นสุดลงได้เมื่อประเทศเปลี่ยนมาใช้เศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่ยุติธรรม…ด้วยความเชื่อดังกล่าว สภาปฏิวัติจึงจะขอจับมือประชาชนเพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยกันเพื่อขับเคลื่อนสหภาพพม่าไปสู่ระบอบสังคมนิยมให้จงได้”

ดังที่กล่าวไปตั้งแต่สัปดาห์ก่อนๆ ว่าระบอบสังคมนิยมในทรรศนะของเน วินคือการมุ่งกำจัดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของชาวต่างชาติ เน วินจึงไม่รีรอที่จะควบรวมกิจการของอังกฤษมาเป็นของรัฐ เริ่มตั้งแต่เข้าไปซื้อหุ้นของชาวอังกฤษทั้งหมดในบริษัทเบอร์ม่าออยล์ (ก่อตั้งปี 1954) โอนธนาคารต่างชาติ 14 แห่ง เช่น ธนาคารชาร์เตอร์, ธนาคารเมอร์คันไทล์ และฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ (HSBC) มาเป็นของรัฐ ในเวลาใกล้เคียงกัน บริษัทตะวันตกอีกหลายแห่ง เช่น เบอร์ม่า คอร์ปอเรชั่น, บริษัทการค้าบอมเบย์เบอร์ม่า และบริษัทลูกของยูนิลีเวอร์, บริติช อ๊อกซิเจน, บริษัทผลิตไม้ขีดไฟพม่า และบริษัทอุตสาหกรรมเคมี (Imperial Chemical Industries) ก็กลายเป็นของรัฐบาลพม่าทั้งหมดทั้งสิ้น

กิจการของชาวตะวันตกไม่ใช่เป้าหมายเดียวของนโยบายการกีดกันทางการค้าของรัฐบาลเน วิน แต่ยังรวมถึงกิจการของชาวอินเดีย ที่เคยเติบโตเต็มที่ในยุคอาณานิคม ธนาคารพาณิชย์เกือบครึ่งหนึ่งเป็นของชาวอินเดีย และธุรกิจอีกจำนวนมากก็เป็นของชาวอินเดียเช่นกัน การกวาดล้างธุรกิจของชาวอินเดีย ทำให้ระหว่างปี 1963-1964 มีพ่อค้า-นักธุรกิจชาวอินเดียต้องออกจากพม่าไปกว่า 300,000 คน

หลังกำจัดศัตรูทางการค้าไปได้แล้ว เน วินหันมาจัดการกับพ่อค้าใหญ่น้อยในประเทศ แนวคิดสังคมนิยมของเน วินให้ความสำคัญกับรัฐในฐานะเจ้าของกิจการ กิจการที่เป็นของเอกชนอาจจะมีบทบาทอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก ในเดือนตุลาคม 1963 (พ.ศ.2506) รัฐบาลออกกฎหมายห้ามไม่ให้บริษัทเอกชนนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ การค้าขายกับต่างประเทศจะเป็นหน้าที่ของรัฐเพียงฝ่ายเดียว ร้านค้าใหญ่น้อย ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เช่น โรว์แอนด์โค (Rowe & Co.) โซแฟร์แอนด์โค (Sofaer & Co) ไปจนถึงร้านรวงหรือสหกรณ์ขนาดเล็กถูกสั่งปิดและโอนกิจการไปเป็นของรัฐ ประเมินกันว่ามีห้างร้านถึง 15,000 แห่งที่กลายเป็นของรัฐ

Advertisement

คำถามที่มักเกิดขึ้นคืออะไรเป็นแรงผลักดันให้เน วินใช้มาตรการเด็ดขาดและรุนแรงเพื่อกำจัดธุรกิจเอกชน ทั้งที่เป็นของชาวต่างชาติและชาวพม่าด้วยกันเองออกไป ในขณะนั้น ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกกำลังตื่นเต้นกับนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการ “มองออกไปข้างนอก” (outward-looking policy) ที่เน้นการส่งออก และการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น แต่สำหรับเน วินแล้ว ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอาจทำให้ซีไอเอ (หน่วยสืบราชการลับ) แทรกซึมเข้าไปในพม่าได้ ขณะเดียวกัน เน วิน ผู้ได้ชื่อว่าเกลียดชังระบอบคอมมิวนิสต์อยู่เป็นทุนเดิม ก็ไม่พร้อมจะเป็นมิตรกับสหภาพโซเวียตและจีน เน วินจึงมองว่าหนทางเดียวที่พม่าจะมีสถานะเป็นกลางในยุคสงครามเย็นได้คือหลีกเลี่ยงอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลกตะวันตก และหันมาใช้นโยบายที่เป็นตัวของตัวเอง

นโยบายเศรษฐกิจที่สภาปฏิวัติของเน วินนำมาใช้อีกประการหนึ่งคือการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่เป็นไปในกรอบแคบๆ เป็นการพัฒนาเพื่อทดแทนการนำเข้าทั้งหมด จริงอยู่ รัฐบาลโอนกิจการขนาดใหญ่มาเป็นของรัฐ แต่รัฐบาลไม่มีขุมพลังเพียงพอที่จะบริหารจัดการบริษัทเหล่านี้ บริษัทที่เคยรุ่งเรืองจึงกลายเป็นอดีตในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี การปฏิเสธการส่งออกทำให้เศรษฐกิจพม่าขาดตลาดปริวรรตเงินตรา และเมื่อไม่มีการนำเข้า บริษัทของรัฐก็ไม่สามารถ (หรือไม่ต้องการ) นำเข้าเครื่องจักรที่ทันสมัยจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่ม เครื่องจักรที่มีอยู่แล้วขาดการดูแล ถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพอนาถา ระบอบสังคมนิยมของพม่ายังทำให้แรงจูงใจของภาคการผลิตเป็นศูนย์ ภาคค้าปลีกที่เคยเติบโตเข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ในยุคอู นุ มีธุรกิจค้าปลีกราว 100,000 ร้าน มีร้านขายส่งอีกราว 12,000 แห่ง และมีสหกรณ์ทั่วประเทศ 4,000 แห่ง แต่ภายใต้คณะปฏิวัติ ภาคธุรกิจในพม่าลดขนาดลงอย่างชัดเจน ร้านค้าทั้งหมดเหลือรอดมาเพียง 3,000 แห่งเท่านั้น หน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทแทนกิจการค้าปลีกของเอกชนคือบริษัทร้านค้าประชาชน (People’s Store Corporation) และร้านค้าที่มีเครือข่ายเชิงอุปถัมป์กับคนในรัฐบาล

หายนะของระบอบสังคมนิยมในพม่าตลอดยุคของเน วินไม่ได้มาจากการโดดเดี่ยวตนเองเพียงอย่างเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน คณะปฏิวัติเข้าใจดีว่าการส่งออกสินค้าบางอย่าง โดยเฉพาะข้าว ยังจะเป็นรายได้หลักที่นำมาหล่อเลี้ยงรัฐบาลต่อไปได้ แต่ในทศวรรษ 1960 ราคาข้าวในตลาดโลกกลับตกต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มูลค่าการส่งออกข้าวของพม่าตกลงครึ่งหนึ่งในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 มูลค่าการส่งออกโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่อีกหนึ่งทศวรรษต่อมา มูลค่าการส่งออกจะลดลงไปเหลือเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แน่นอน การลดลงของการนำเข้า-ส่งออกทำให้ระบบเศรษฐกิจในพม่าขาดแรงขับ อยู่ในภาวะ “ซังกะตาย” เมื่อผนวกกับความซบเซาของตลาดการค้าโลก และการบริหารบ้านเมืองโดยคณะปฏิวัติภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร ยิ่งทำให้ประเทศที่เคยเป็นมหาอำนาจทางการเกษตรของโลกกลายเป็นเพียงหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกในที่สุด