กว่า 20 ปีของการทำงานในแวดวงขยะต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนและหน่วยงานหลากหลาย ตั้งแต่ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐ/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ นักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว พบกับการมีส่วนร่วมและการต่อต้านคัดค้านแม้กระทั่งการข่มขู่นานารูปแบบ ปัญหาขยะจึงไม่ใช่แค่ปัญหาทางวิชาการหรือปัญหาทางเทคนิค มันรวมเอาปัญหาเงินๆ ทองๆ ผลประโยชน์ ปัญหาสังคม จนถึงปัญหาการเมือง
ในตอนแรกๆ ของบทความชุดนี้ได้เล่าถึงการผลิตเชื้อเพลิงขยะหรือ RDF (Refuse Derived Fuel) ในประเทศญี่ปุ่นที่ต้องคัดเอาพลาสติกประเภทพีวีซี (PVC) ออก เพราะการเผาพลาสติกพวกนี้ด้วยเตาเผาที่ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมได้จะทำให้เกิดก๊าซไดออกซินที่รู้กันว่าเป็นก๊าซอันตรายก่อให้เกิดมะเร็งได้ และยังทำให้เกิดไอกรดเกลือที่ทำให้เตาเผาถูกกัดกร่อน ชำรุดได้อย่างรวดเร็ว
ทุกวันนี้ ทั้งท้องถิ่นและเอกชน ต่างกล่าวถึง RDF แต่ด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน สำหรับท้องถิ่นแล้ว มีความหวังว่าหากขยะในพื้นที่สามารถแปรรูปเป็น RDF ได้ ปัญหาขยะน่าจะลดลง ส่วนเอกชนมีทั้งฝ่ายที่ต้องการขายเครื่องจักร และฝ่ายที่ต้องการใช้ประโยชน์จาก RDF ในรูปแบบเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตพลังงาน
การผลิตเชื้อเพลิงขยะ RDF จากขยะชุมชนที่มีขยะอื่นๆ ปะปนซึ่งส่วนใหญ่คือเศษอาหารที่มีความชื้นมาก ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่จะคัดแยกขยะที่ถูกทิ้งปนเปื้อนกันมาให้แยกออกเป็นขยะประเภทต่างๆ ตามที่ต้องการ ท้องถิ่นหลายแห่งที่ติดตั้งเครื่องจักรคัดแยกขยะและต้องการผลิตเชื้อเพลิงขยะกำลังประสบปัญหา ไม่สามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตได้ เนื่องจากขยะที่เข้าสู่ระบบแปรเปลี่ยนตลอดเวลา วันนี้มีเปลือกทุเรียน วานนี้เจอมะพร้าว พรุ่งนี้ไม่รู้จะเจออะไร วันไหนฝนตกขยะเปียกชื้นมาก การคัดแยกด้วยคนและเครื่องจักรเป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ราคาขายของเชื้อเพลิงขยะก็ไม่แน่นอน
นอกจากนั้น ยังมีอีกปัญหาคือเมื่อเดินระบบได้ระยะหนึ่ง ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินระบบ การซ่อมแซมดูแลเครื่องจักรสูงกว่าที่ประมาณการ จากสาเหตุที่เครื่องจักรชำรุดเร็วกว่าที่คาดไว้
ท้องถิ่นที่ติดตั้งเครื่องจักรเหล่านี้โดยส่วนใหญ่เป็นท้องถิ่นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปริมาณขยะไม่มากพอที่จะลงทุนก่อสร้างระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า (Waste to Energy) หรือที่เรียกกันว่าโรงไฟฟ้าขยะ เป็นไปตามนโยบายของรัฐตามแนวทางโรดแมป (Roadmap) การจัดการขยะและของเสียอันตรายและนโยบายการรวมกลุ่มท้องถิ่นเพื่อการจัดการขยะที่รู้จักกันว่านโยบายคลัสเตอร์ (Cluster) เพื่อให้ท้องถิ่นขนาดเล็กและขนาดกลางทำหน้าที่คัดแยกและผลิตเชื้อเพลิงขยะ ส่งไปให้ท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีโรงไฟฟ้าขยะหรือขายเชื้อเพลิงขยะให้โรงไฟฟ้าขยะหรือโรงงานอุตสาหกรรมของเอกชน
หากย้อนกลับไปดูก่อนหน้าที่จะมีระบบคัดแยกและการผลิตเชื้อเพลิงขยะ ท้องถิ่นขนาดกลาง ขนาดเล็กส่วนใหญ่กำจัดขยะด้วยการเทกองหรือเผาทิ้งกลางแจ้งที่ไม่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล สาเหตุเกิดจากการขาดกำลังคน ขาดผู้ชำนาญการและขาดงบประมาณ ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะกำจัดขยะด้วยวิธีฝังกลบที่ซับซ้อนน้อยที่สุด แต่ด้วยนโยบายของรัฐ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพลังงานได้จัดงบประมาณให้ท้องถิ่นเหล่านั้นติดตั้งเครื่องจักรคัดแยกขยะและผลิตเชื้อเพลิงขยะ ท้องถิ่นบางแห่งได้รับงบประมาณเพื่อเดินระบบระยะหนึ่งด้วยซ้ำ เมื่องบประมาณอุดหนุนให้เดินระบบหมดลง ปัญหาเดิม ขาดกำลังคน ขาดงบประมาณก็เกิดขึ้นอีก เราจึงเริ่มเห็นเครื่องจักรไม่ได้รับการซ่อมแซม บำรุงรักษา บางแห่งถูกทิ้งไม่ใช้งาน มีสภาพเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับโครงการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก หรือกระทั่งโครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้วปัจจุบันเครื่องจักรเหล่านั้นถูกทิ้งร้างในท้องถิ่น ในชุมชนทั่วประเทศ
สรุปได้ว่า การผลิตเชื้อเพลิงขยะจากขยะชุมชนด้วยเครื่องจักรทำได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท้องถิ่นที่ยังคงมีปัญหาด้านกำลังคนและงบประมาณต้องรับผิดชอบดำเนินการ เว้นแต่หากขยะชุมชนได้รับการคัดแยกจากต้นทางเหมือนที่หลายประเทศจัดระบบให้ประชาชนคัดแยกขยะเป็น “ขยะที่เผาไหม้ได้” หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า “ขยะแห้ง” เพื่อลดการปนเปื้อนที่เป็นสาเหตุทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพของเชื้อเพลิงขยะได้
นอกเหนือจากขยะชุมชนแล้ว ขยะอุตสาหกรรมที่ไม่อันตรายซึ่งได้แก่เศษผ้า เศษหนัง เศษยาง เศษพลาสติกและเศษกระดาษจากกระบวนการผลิตสินค้าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่จะนำมาผลิตเชื้อเพลิงขยะหรือใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานโดยตรง
รายงานสถานการณ์มลพิษ ปี 2560 จัดทำโดยกรมควบคุมมลพิษ รายงานว่าในปี 2560 ที่ผ่านมาปริมาณกากของเสียอุตสาหกรรมที่เข้าสู่ระบบการจัดการมีถึง 32.95 ล้านตัน และเป็นขยะหรือกากของเสียที่ไม่เป็นอันตรายถึง 31 ล้านตัน ในจำนวนนี้มีการนำกลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบต่างๆ ถึง 20 ล้านตัน การนำกลับมาใช้ใหม่ได้แก่การนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังงาน การแปรรูปเป็นวัสดุใหม่หรือการนำไปผลิตเป็นปุ๋ย เป็นต้น
รายงานนี้สอดคล้องกับข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่วิเคราะห์ว่าปริมาณขยะอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตรายสามารถนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 18.7 ล้านตันต่อปี ซึ่งหมายถึงปริมาณดังกล่าวมีศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 2,000 เมกะวัตต์
การใช้ขยะหรือกากอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตรายผลิตพลังงานมีความเหมาะสมทั้งด้านเทคนิค เนื่องจากมีค่าความร้อนที่เหมาะสม และด้านการจัดการกากของเสียโดยเฉพาะหากโรงไฟฟ้าอยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริงแค่ไหนขึ้นกับ 2 ปัจจัย ปัจจัยแรกคือ การเข้มงวดของกรมโรงงานอุตสาหกรรมเองในการรวบรวมและขนย้ายกากของเสียอุตสาหกรรม ไม่ปล่อยให้เกิดการลักลอบทิ้งกระจัดกระจาย ปัจจัยที่สองคือ กระทรวงพลังงานสนับสนุนและให้ความสำคัญในการรับซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าประเภทนี้
ดร.พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมอิสระ

