แร็พ Thailand 4.0 เป็นได้แค่เพลง 2.0 โดย สุกรี เจริญสุข

18.11.18 | 13:00 น.

ประชาชนคนทั่วไปก็คงจะงงและสงสัยกับศัพท์ทางวิชาการ (รหัสลับ) “Thailand 4.0” ของผู้มีภูมิรู้นักวิชาการที่ว่า “4.0” แปลว่าอะไรและหมายถึงอะไร ผู้เขียนเองก็ยังทำความเข้าใจอยู่เหมือนกัน พยายามทำความเข้าใจและพยายามศึกษาขยายความให้กระจ่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะขอนำเสนอความเข้าใจให้เป็นภาษาชาวบ้านว่า หากจะศึกษาพัฒนาการของสังคมไทยผ่านเพลง ใช้เพลงเป็นตัวสะท้อนพัฒนาการของประเทศแล้วจะเป็นอย่างไร เพลงเป็นเครื่องมือที่สะท้อนความเจริญของประเทศได้อย่างไร จึงขอไล่เรียงจากเพลง 1.0-5.0 ว่ามีสภาพเป็นอย่างไร

เพลง Thailand 1.0 น่าจะเป็นเพลงดั้งเดิมของชุมชน เป็นเพลงบ้านๆ ซึ่งน่าจะเป็นเพลงกล่อมลูก อาทิ เจ้านกกาเหว่าเอย เจ้าการะเกด เจ้านกขุนทอง หากจะมองถึงตัวแทนของบุคลิกคนในเพลง ก็น่าจะเป็นกลุ่มอีเรียม อีกลอย ไอ้ขวัญ ไอ้เท่ง หนูนุ้ย ไอ้เกลอ เสี่ยว เป็นต้น ส่วนคนเขียนเพลงก็จะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ชาวบ้านที่ต้องทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง เป็นช่างไม้ที่ปลูกบ้านเอง เป็นชาวนา เป็นชาวสวนที่ต้องทำทุกอย่างได้เอง รวมทั้งเป็นนักดนตรี แต่งเพลงซึ่งใช้ความเป็นกวีในตัวเอง สามารถที่จะทำเครื่องดนตรีเอง เล่นดนตรีได้รอบวง คือเล่นได้ทุกชิ้นด้วย เป็นทุกอย่างในคนคนเดียว

เพลง Thailand 1.0 สะท้อนความสามารถที่ช่วยตัวเองได้ โดยพึ่งตนเองและเป็นสังคมที่พอเพียง เป็นผู้ด้อยโอกาส

เพลง Thailand 1.0 เป็นแรงบันดาลใจที่ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาอย่างซื่อๆ ดิบๆ ตรงไปตรงมา และเป็นการบันทึกของสังคมอีกวิธีหนึ่งด้วยการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยอาศัยสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติซึ่งเป็นวิถีชีวิตจริง ไม่ได้ปรุงแต่งเพื่อการค้าแต่อย่างใด นักดนตรีที่เล่นประกอบก็เป็นชาวบ้าน เล่นกันตามมีตามเกิด “ไม่เก่งแต่ชำนาญ ไม่เชี่ยวชาญแต่เคยมือ”

ผลงานเพลงที่ออกมานั้น “ดิบและจริงใจ” คนทำงานเพลงเหล่านี้ไม่ได้สนใจผู้ฟัง ทำเพลงตามใจชอบ ไม่มีลูกค้า ไม่มีตลาด แต่เพลงเป็นความรู้สึกของหัวใจ

Advertisement

เพลง Thailand 2.0 เป็นเพลงที่ได้ปรุงแต่งแล้ว มีภาษาที่สละสลวย โดยการเลียนแบบและทำซ้ำๆ ใช้ทำนองเก่าใส่เนื้อร้องใหม่ เป็นเพลงแบบร้อยเนื้อทำนองเดียว นักแต่งเพลงมีความรู้ มีความชำนาญที่จะเลียนแบบได้ดี มีความชำนาญในการเล่นดนตรี มีความรักความชอบดนตรี และร้องเพลงได้ มีผู้ฟังชื่นชอบ สามารถแต่งเพลงได้ตามความพอใจของผู้ว่าจ้าง พอจะมีความรู้เรื่องความต้องการของตลาด มีนายทุนจ้างให้ทำงานทำเพลงเพื่อลูกค้า เป็นสังคมมือใครยาวสาวได้สาวเอา ตามเขาว่าเก่งทำเองว่าโง่ และชื่นชมความเป็นอื่น

เพลง Thailand 2.0 คนแต่งเพลงนิยมเอาทำนองเก่า (ทำนองเดิม) ที่มีอยู่แล้ว มาใส่เนื้อร้องใหม่ อาจจะดัดแปลงทำนองเดิมหรือดัดแปลงแนวทางเสียใหม่ให้แตกต่างออกไปบ้าง เพลงทำนองไทยแล้วใส่เนื้อร้องใหม่ อาทิ กุหลาบในมือเธอ หนุ่มนารอนาง ท่าน้ำ ยอยศพระลอ แล้งในอก เดือนเพ็ญ (พม่าเห่) หรือการเอาทำนองนานาชาติมาใส่เนื้อร้องไทย อาทิ คิดถึง (Gypsy Moon) ม่านไทรย้อย (Violin Concerto/Tchaikovsky) สามัคคีชุมนุม (Auld Lang Syne) เพลงชาติไทย (Twinkle) จากทำนองเพลงจีน อาทิ หัวใจมีปีก หัวใจกระดาษ คืนทรมาน ทำไมถึงทำกับฉันได้ เป็นต้น

เพลง Thailand 3.0 เป็นเพลงที่แสวงหาความสุดยอดและเป็นตัวของตัวเอง โดยเริ่มจากการแหกคอกออกจากขนบ ขบถต่อจารีต เป็นการทดลองใหม่ ซึมซาบและเรียนรู้จากสังคมแล้วย่อยออกมาเป็นเพลงแนวใหม่ อาทิ เพลงคนึงครวญ ไม่อยากจากเธอ เพลงของครูเอื้อ สุนทรสนาน เพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน เพลงของสุรพล สมบัติเจริญ เพลงของเรวัต พุทธินันทน์ ผลงานวงคาราบาว เป็นต้น

ศิลปินมีความเชื่อมั่น มีความสามารถที่จะสร้างงานที่เป็นของตัวเองได้ชัดเจน เป็นเพลงที่สุดยอด แต่อยู่ในแวดวงสังคมไทยเท่านั้น

เพลง Thailand 4.0 เป็นเพลงที่ได้พัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศของมนุษย์ไทย ได้นำเสนอผลงานระดับชาติและระดับนานาชาติ มีความเป็นตัวของตัวเอง สร้างเอกลักษณ์ให้เป็นของตัวเองได้ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นตัวแทนของชาติ คนในชาติต้องร้องเพลงตาม อาทิ ลอยกระทง ลาวดวงเดือน แต่ก็ยังไม่มีเพลงไทยที่ผลิตออกไปเป็นสินค้าสู่ตลาดโลกได้ หรือเป็นเพลงที่ชาวโลกนิยมคลั่งไคล้ เป็นเพลงที่สะท้อนสังคมของความเสมอภาคและโอกาสที่เท่าเทียม

เพลง Thailand 5.0 เป็นผลงานเพลงสำหรับชาวโลก เพลงที่เป็นสมบัติทรัพย์สินที่ชาวโลกต้องรู้จักและชาวโลกให้การยอมรับ ชาวโลกร้องเพลงตาม เป็นเครื่องหมายวัฒนธรรมชาวโลกและเป็นรสนิยมของนานาชาติ อาทิ เพลงคลาสสิก อาทิ เพลงของบาค (Bach) โมสาร์ต (Mozart) เบโธเฟน (Beethoven) ไชคอฟสกี (Tchaikovsky) เป็นต้น หรือเพลงสมัยนิยมวงเดอะบีเทิลส์ (The Beatles) เพลงของเอลวิส (Elvis) เพลงของวงซานตาน่า (Santana) เป็นต้น

แต่ยังไม่มีเพลงอะไรของไทยที่เป็นเพลงของโลกได้เลย

ทีนี้กลับมาดูเพลงแร็พ Thailand 4.0 ซึ่งนำเสนอและสนับสนุนโดยรัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อการโฆษณานโยบายรัฐ เพื่อดับความนิยมคลั่งไคล้ของเพลงประเทศกูมี และเพื่อนำเสนอสิ่งที่เชื่อว่าดีกว่าให้กับสังคมไทย หากได้พิจารณาถึงทำนองเพลงแร็พ Thailand 4.0 ก็คือการเอาทำนองเพลงสามัคคีชุมนุม (Auld Lang Syne) มาเลียนแบบและทำซ้ำ ซึ่งคิดทำนองเองยังไม่ได้ แล้วจะเป็น 4.0 ได้อย่างไร

เพลงออลด์แลงไซน์ (Auld Lang Syne) แปลว่า สิ่งที่ดีในวันเก่า เพลงทำนองโบราณของชาวสก๊อต โรเบิร์ต เบิร์นส (Robert Burns) ได้บันทึกทำนองไว้เป็นตัวโน้ตเมื่อ พ.ศ.2331 (ต้นรัตนโกสินทร์) และเพลงออลด์แลงไซน์เป็นบทเพลงอมตะได้แพร่กระจายความนิยมไปทั่วโลก เพลงออลด์แลงไซน์ถูกนำทำนองไปใส่เนื้อร้องใหม่เป็นภาษาต่างๆ หลายร้อยเนื้อเพลง อาทิ ภาษาญี่ปุ่นหมายถึง “แสงหิ่งห้อย” เนื้อเพลงของรพินทรนาถ ฐากูร นักปราชญ์อินเดีย ใช้ชื่อ “สิ่งที่ดีในวันเก่า” เพลงนี้ต้นฉบับใช้ขับร้องในพิธีงานศพ พิธีสำเร็จการศึกษา การร่ำลา และนิยมร้องในคืนสุดท้ายแห่งปีเพื่อให้เริ่มต้นกันใหม่ (นาฬิกาตีหลังเที่ยงคืน) เพื่อการให้อภัยและลืมความบาดหมางทั้งปวง ทำนองให้ความรู้สึกคิดถึงความหลังที่เคยร่วมกันมา

เพลงออลด์แลงไซน์ ได้ใส่เนื้อภาษาไทยชื่อ “สามัคคีชุมนุม” โดยเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล อดีตเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ)

อังกฤษนั้นใช้เพลงในการล่าอาณานิคม อังกฤษรับนักศึกษา (ชาวโลก) ซึ่งเป็นผู้นำของสังคมทั่วโลก อาทิ ลูกนักปกครอง ลูกเศรษฐี นักศึกษาทหาร ไปเรียนที่โรงเรียนในอังกฤษ โดยการปลูกฝังประเพณี วัฒนธรรม การเรียนภาษา วรรณคดี วิถีชีวิต การเล่นกีฬา การเล่นดนตรี การฟังเพลง การจิบน้ำชา ฯลฯ ต่อมาศิษย์เก่าอังกฤษก็กลับไปเป็นผู้นำในประเทศของตน และนำเอาสิ่งที่ได้ศึกษาไปเผยแพร่ในประเทศของตนด้วย ดังนั้น ภาษาและวัฒนธรรมอังกฤษ จึงเป็นใหญ่ในโลก

เพลงชาติอังกฤษ (God Save the Queen) เคยเป็นเพลงประจำชาติในหลายๆ ประเทศมาก่อน รวมทั้งประเทศไทยด้วย “จอมราชจงเจริญ” ใช้ทำนองเพลงก็อดเซฟเดอะควีน ใส่เนื้อร้องไทยโดยพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับเพลงออลด์แลงไซน์ (Auld Lang Syne)

ถือเป็นเพลงวัฒนธรรมของนักเรียนเก่าอังกฤษทั้งหลายที่นำไปเผยแพร่ในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตน โดยเชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมของผู้ดี ทำให้หลายประเทศในโลกตกเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมอังกฤษ ซึ่งไม่แตกต่างไปจากการเล่นกีฬาที่ได้นำไปแพร่ขยาย อาทิ ฟุตบอล เทนนิส สนุกเกอร์ เป็นต้น

เพลงแร็พ Thailand 4.0 ที่ได้แต่งขึ้นเพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ตัวเพลงและนโยบายขัดแย้งกัน เพราะว่าเพลงแร็พ Thailand 4.0 นั้น เป็นทำนองเพลงที่อยู่ในยุค Thailand 2.0 แต่นโยบายและเนื้อหาเป็น Thailand 3.0 ซึ่งความตั้งใจของผู้ทำนั้นเป็น Thailand 4.0 สร้างความสับสนในตัวเอง และรัฐไม่ควรผิดพลาดในเรื่องที่ตื้นเขินเหล่านี้เลย

บทเพลงแร็พ Thailand 4.0 ของรัฐควรทำอย่างไร เมื่อรัฐต้องการมวลชน รัฐควรเปิดการประกวดแต่งเพลงแร็พ Thailand 4.0 เพื่อให้ทุกคนในสังคมได้มีส่วนร่วม สร้างความเสมอภาคและเท่าเทียม เพื่อจะกระจายโอกาสให้นักแต่งเพลงทั้งประเทศได้แสดงฝีมือ รัฐอาจจะให้โจทย์ว่าต้องการอะไรจากเพลง รัฐเป็นผู้ให้รางวัล มอบหมายให้ศิลปินแห่งชาติทั้งหลายเป็นกรรมการตัดสินและให้รางวัลแก่ผู้ชนะ ถ้าหากว่ารัฐได้
ทำอย่างนี้ รัฐก็จะมีแต่ได้ หนึ่ง รัฐได้เพลงแร็พ Thailand 4.0 ที่รัฐต้องการ สอง รัฐได้มวลชน ให้ความเสมอภาค สาม รัฐได้ทำงานประชารัฐโดยตรง สี่ รัฐได้มอบเพลงและรางวัลให้แก่ประชาชน โดยที่รัฐไม่ต้องไปปะทะกับประชาชน เพราะการที่รัฐมอบงบประมาณให้แก่คนหนึ่งคนใดหรือบริษัทหนึ่งบริษัทใดทำเพลงแร็พ Thailand 4.0 ซึ่งเป็นการจ้างทำของ แบบโฆษณาชวนเชื่อ และตอกย้ำความเหลื่อมล้ำของสังคม “อยู่ใกล้ก็ได้ไป”

อย่าลืมว่า รัฐนั้นมีกรมประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กรมและกองดุริยางค์ทหาร ซึ่งเป็นส่วนงานของรัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานวัฒนธรรม (เพลง) ให้กับรัฐโดยตรงอยู่แล้ว หน่วยงานเหล่านี้ก็จะว่างงาน เพราะเมื่อรัฐเอางานเพลงที่มีไปมอบหมายให้คนอื่นทำ เข้าตำรา (ทำนอง) “เมื่อไม่มีเงินก็จะมาหาฉัน อ้อนวอนบอกความดีงามของฉัน ครั้นเมื่อมีเงิน ก็หันไปหาคนอื่น”

เพลงแร็พ Thailand 4.0 ที่รัฐทำออกมาแล้ว มีแต่จะขาดทุนและเสียตัว หากทำเพลงแล้วไปหักล้างและสู้ความนิยมของเพลง “ประเทศกูมี” ไม่ได้ ก็เพิ่มความเสียหน้าอีกต่างหาก