หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘หลง’ในปรารถน...

‘หลง’ในปรารถนา โดย จันทร์รอน

18.11.18 | 13:00 น.

กับการทำความเข้าใจว่า ความเจ็บช้ำ ทุกข์ทน หม่นเศร้าทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตเรานั้น เกิดจากความเป็นไปไม่ใช่อย่างที่อยากให้เป็น

ไม่ยากที่จะนึกคิดได้เช่นนั้น

เข้าใจได้อยู่ว่าเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุต่างๆ ที่มาประกอบกัน และความปรารถนาของเราที่จะให้เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่เข้าไปประกอบด้วยเท่านั้น

จะเป็นไปได้อย่างที่ปรารถนาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความปรารถนานั้นมีพลังที่เหนือกว่าปัจจัยอื่นๆ ที่มาประกอบเข้าด้วยกันหรือไม่

ที่ว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ

Advertisement

เพราะหากได้ตั้งอกตั้งใจรับฟังการบอกเล่า และคิดหรือจินตนาการตามที่ได้รับการชี้แนะ ไม่ว่าจะจากการอ่าน การฟัง หรือการชม เราก็จะเห็นภาพของแรงปรารถนาเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งที่เข้าไปมีส่วนในการขับเคลื่อนเรื่องราวหนึ่งเรื่องราวใด และบ่อยครั้งความปรารถนาของเราแทบไม่มีความหมายสำหรับความเป็นไปนั้น

จึงไม่เป็นไปตามความปรารถนา หมายถึง ผิดหวังอันนำมาซึ่งความหม่นเศร้า อาจจะเลยไปถึงแค้นเคือง

ไม่ยากอีกเช่นกันที่จะเรียนรู้ว่า ควรจะวางไว้ให้การมองเห็นสิ่งที่เป็นไปอย่างที่มันเป็น แม้จะใส่ความปรารถนาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน แต่ไม่ควรวางไว้ให้ที่ความปรารถนาแต่เพียงอย่างเดียว

ความคิดควรดำเนินไปด้วยการมองเห็นความเป็นจริงของภาพรวมๆ แตะต้องความปรารถนาได้แค่รับรู้ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งของเรื่องราวที่ดำเนินไปเท่านั้น

ผลออกมาอย่างไรขึ้นอยู่การผสมผสาน ปะทะ ปรับตัวของปัจจัยต่างๆ

ความเป็นจริงนี้ หากได้เรียนรู้ ย่อมไม่ยากที่จะนึกออก จินตนาการเห็น

แต่ก็อย่างว่า คนเรานั้นใช่ว่านึกออกและมองเห็นแล้วจะทำใจให้ยอมรับความเป็นไปที่ดำเนินไปตามความเป็นจริงเช่นนั้นได้

ความปรารถนามีพลังมากมายที่จะก่อให้เกิดความรู้สึก

สมปรารถนาก็ดีอกดีใจ พลาดจากที่หวังก็จะเสียใจ เลยไปถึงขัดเคือง ตรมเศร้าขึ้นมา

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเป็นธรรมดาของปุถุชนที่ความรู้สึกไม่เป็นไปตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น แค่มักเป็นไปตามแรงปรารถนา

การที่จะทำให้พ้นไปเสียจากชีวิต ขึ้นกับความรู้สึกนึกคิด เปลี่ยนมาอยู่กับความเป็นจริง โดยเห็นพลังของปรารถนาเท่าที่มันเป็น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกฝน

เพราะการให้พ้นไปเสียจากอิทธิพลของแรงปรารถนา มาอยู่กับความเป็นจริงนั้น เป็นเรื่องที่ต้องนำจิตไปสู่ “ภาวะชนะใจตัวเอง”

อันหมายถึง ไม่ถูกควบคุมบงการด้วยปรารถนาอย่างหลับหูหลับตา โดยไม่เห็นพลังขององค์ประกอบในเรื่องราวนั้นๆ ทั้งหมด

และ “ภาวะ” จะเกิดขึ้นได้จำเป็นจะต้องฝึกฝนนี่เอง

ทำให้สังคมมนุษย์เรา มีมากมายที่เรียนรู้มาอย่างดีว่าอะไรเป็นไปตามอะไร

มีคนมากมายที่สามารถอธิบายได้เป็นฉากๆ ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น และอย่างโน้นๆ อีกมากมายมาประกอบกันเข้า ส่งผลต่อกันและกันให้ออกมาเป็นผลในภาพรวมอย่างนั้นอย่างนี้

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ได้แค่อธิบายด้วยข้อมูลที่เรียนรู้และนึกคิดจินตนาการมา

เป็นเพียงความรู้และจินตนาการ ที่แทบไม่มีบทบาทอะไรเลยกับการทำให้ใจตัวเองพ้นไปเสียจากความหม่นเศร้าอันเกิดจากเรื่องราวไม่เป็นไปตามปรารถนา

รู้ทั้งรู้ และจินตนาการถึงสภาวะที่ควรจะเป็นได้ไม่ยาก

แต่ไม่ง่ายเลยที่จะนำจิตให้เข้าถึงการยอมรับความเป็นจริงที่ไปคนละทางกับความปรารถนา