หน้าแรก คอลัมนิสต์ ชีวิตของ LGBT...

ชีวิตของ LGBT หรือบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในเวียดนาม โดย ธัญญาทิพย์ ศรีพนา

19.11.18 | 13:00 น.

ความหลากหลายทางเพศได้เกิดขึ้นมานานแล้วนับตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้นแห่งมนุษยชาติ เพียงแต่อาจจะไม่ค่อยมีการพูดถึง หรือ เปิดเผยแพร่หลาย บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศจำนวนไม่น้อย ทั้งในอดีต หรือแม้แต่ในปัจจุบันในหลายๆ ประเทศ จะไม่เปิดเผยตัวเอง ไม่บอกใคร ไม่บอกเพื่อน เพื่อนร่วมงาน สังคม หรือ แม้แต่พ่อแม่ ครอบครัว ญาติพี่น้องให้รับรู้ถึงตัวตน หรือ อัตลักษณ์ที่แท้จริงของเขา และอาจปกปิด โดยแสดงออกไปในทางตรงกันข้ามกับความเป็นตัวตนของเขา

บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจำนวนไม่น้อยที่ต้องทนทุกข์จากการปกปิด อัตลักษณ์ของตนเอง หรือต้องแสดงออกในสิ่งที่มิใช่ตัวตนของเขาเอง ด้วยเหตุที่หวั่นเกรงการดูถูกเหยียดหยาม การปิดกั้นจากโอกาสต่างๆ จากหน้าที่การงาน หรือ แม้แต่การปิดกั้นในมิตรภาพและความรักในหมู่เพื่อนฝูง และเกรงกลัวการถูกต่อต้านจากสังคม จากคนรอบข้าง หรือแม้แต่จากครอบครัวของตนเอง

ความหลากหลายทางเพศ ซึ่งนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมทางเพศและการเลือกปฏิบัติ ได้กลายมาเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบัน ในทุกทวีปในโลก ทั้งในทวีปอเมริกา ทั้งอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ในยุโรป แอฟริกา เอเชีย ทั้งในเอเชียตะวันออก เอเซียใต้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม

กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ บางทีเรียกย่อๆ ในภาษาอังกฤษว่า LGBT

L ย่อมาจากคำว่า Lesbian (เลสเบี้ยน) หมายถึง ผู้หญิงที่รักผู้หญิงด้วยกัน ทั้งทางอารมณ์ จิตใจและทางความสัมพันธ์ทางเพศ หรือ ทางกาย

Advertisement

G ย่อมาจากคำว่า Gay (เกย์) หมายถึง ผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกัน ทั้งทางอารมณ์ จิตใจ ทางความสัมพันธ์ทางเพศ หรือ ทางกาย บางคนให้ความเห็นว่า คำว่า เกย์ ใช้ได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่รักเพศเดียวกัน

B ย่อมาจากคำว่า Bisexual (ไบเซ็กชวล) หมายถึง บุคคลที่รักได้ทั้งชายและหญิง ทั้งทางอารมณ์ จิตใจและทางความสัมพันธ์ทางเพศ หรือ ทางกาย

T ย่อมาจากคำว่า Transgender (ทรานส์เจนเดอร์) หรืออาจเรียกว่า คนข้ามเพศ หรือ บุคคลข้ามเพศ

บุคคลข้ามเพศ หรือ Transgender หมายถึง บุคคลที่มีอัตลักษณ์ที่ตรงข้ามกับเพศกำเนิด หรือ เพศที่มีมาตั้งแต่เกิดของตน อาจมีความพึงพอใจกับร่างกายที่ธรรมชาติให้มา และไม่รู้สึกว่าตนจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในร่างกาย ไม่รู้สึกว่าจะต้องผ่าตัดแปลงเพศ แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลข้ามเพศ ก็อาจจะหมายถึง บุคคลที่มีอัตลักษณ์ที่ตรงข้ามกับเพศกำเนิดของตนดังกล่าวข้างต้น แต่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงเพศจากเพศเดิมที่ธรรมชาติให้มาเป็นอีกเพศหนึ่ง เพื่อให้เพศสภาพ หรือสภาพทางร่างกายใหม่ตรงกับจิตใจของตน บางทีอาจเรียกบุคคลดังกล่าวนี้ว่า ทรานส์เซ็กชวล (Transsexual)

กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ จึงประกอบด้วยกลุ่มบุคคลดังกล่าวข้างต้นนี้ และบางครั้งอาจมี I และ Q รวมอยู่ด้วย

I ย่อมาจากคำว่า Intersex (อินเตอร์เซ็กซ์) หรือ บุคคลที่มีเพศกำกวม หมายถึงคนที่มีโครโมโซมเพศ หรือ ลักษณะเฉพาะทางเพศที่ไม่ได้เป็นหญิงหรือชายเพียงอย่างเดียว เช่น มีอวัยวะเพศทั้งหญิงและชายอยู่ในคนเดียวกัน เป็นต้น

Q ย่อมาจากคำว่า Queer (เควียร์) ซึ่งบางกระแสบอกว่า คำนี้ใช้เรียกกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งหมด ไม่มีการแบ่งแยกเพศ ไม่มีข้อจำกัดใดๆ เป็นคำที่ครอบคลุมบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศทุกกลุ่ม

การให้คำนิยามบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศแต่ละกลุ่มข้างต้น โดยนักคิด นักวิชาการแต่ละคน แต่ละสำนักอาจแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียด

ในปัจจุบัน กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในหลายประเทศ ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ต้องเผชิญกับความรุนแรง ถูกรังเกียจ ถูกข่มขู่ เหยียดหยาม เย้ยหยัน ถูกกลั่นแกล้ง ถูกเลือกปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ จากสถานที่ทำงาน จากสถานศึกษาจากเพื่อนและแม้แต่ครู จากสถานพยาบาลที่เข้าไปขอรับการรักษา และการรับบริการด้านสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่เป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่ หรือ ในประเทศที่มีความเป็นอนุรักษนิยม หรือ มีความเคร่งทางศาสนา

อีกทั้ง ยังถูกตัดโอกาสในการเข้าทำงานและถูกตัดโอกาสในความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ถูกต่อต้านทั้งจากสังคม ถูกลงโทษจากครอบครัวของตัวเอง เพียงเพราะมิได้มีความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงตามบรรทัดฐานของสังคม กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้ จึงกลายเป็นกลุ่มที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอีกกลุ่มหนึ่งในสังคมของหลายประเทศ

ความหลากหลายทางเพศในเวียดนามในอดีตความหลากหลายทางเพศ รวมถึง การรักเพศเดียวกัน หรือ การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุคคลเพศเดียวกันเกิดขึ้นมานานแล้วในสังคมเวียดนาม แม้ว่าจะไม่มีการกล่าวถึงกันมากนัก

แต่ดั้งเดิม เรื่องเพศถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ และความสัมพันธ์ทางเพศในเวียดนามในอดีตอันยาวนานมิได้เป็นเรื่องต้องห้าม จนกระทั่งศาสนาพุทธและลัทธิขงจื้อเข้ามายังเวียดนาม เรื่องเพศจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าเอามาเปิดเผยต่อสาธารณะ

การบันทึกครั้งแรกเกี่ยวกับบุคคลข้ามเพศ ย้อนหลังไปสู่คริสต์ศวรรษที่ 14 ซึ่งในพงศาวดาร Đại Việt sử ký toàn thư (Complete Annals of Đại Việt) ได้กล่าวถึงหญิงที่กลายเป็นชายในจังหวัดเหงะอาน (Nghệ An) และกรณีของอานเวืองต๋วน (An Vương Tuấn) บุคคลในราชสำนักที่ชอบแต่งกายเป็นหญิง

หลักฐานชิ้นแรกที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน (homosexual) คือ ในศตวรรษที่ 16 ในสมัยราชวงศ์หมาก (Mạc Dynasty)

จากข้อมูลบางแหล่ง ระบุว่า ในราชสำนักเวียดนามในอดีต มีกษัตริย์บางองค์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 และคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ชื่นชอบบุคคลเพศเดียวกัน ชื่นชอบกลุ่มเพื่อนชาย และมีคู่ชายอยู่ในรั้ววัง กษัตริย์เวียดนามที่มีการกล่าวถึงมากที่สุด คือ กษัตริย์ขายดิ่งห์ (Khải Định) (ค.ศ.1885-1925) ที่แม้ว่าจะมีภรรยา 12 คน แต่ก็มีโอรสเพียงองค์เดียว และเป็นโอรสที่เป็นบุตรบุญธรรม

เอกสารทางประวัติศาสตร์ระบุว่า กษัตริย์ขายดิ่งห์ ชอบแต่งกายสวยงาม หรูหราชอบการออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตนเองและให้กับคนรอบข้าง และในการชมการแสดง ท่านจะออกคำสั่งให้นักแสดงชายแสดงบทละครของผู้หญิง ท่านมีความพึงใจในชาย

นี่เป็นการยืนยันว่า ความหลากหลายทางเพศ การรัก ชอบบุคคลเพศเดียวกันในเวียดนามเกิดขึ้นนานมาแล้วนับตั้งแต่ในอดีต และอาจจะก่อนคริสต์ศวรรษที่ 14 เสียด้วยซ้ำ แต่ไม่มีการบันทึก หรือ ถึงแม้จะมี ผู้เขียนก็อาจจะไม่สามารถเข้าถึงการบันทึกได้

แม้ว่าการรักเพศเดียวกันจะไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานของสังคมเวียดนามดั้งเดิม แต่ก็มิได้ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงเสมือนอาชญากรรม

มีการพูดถึงการรักเพศเดียวกัน บุคคลข้ามเพศ และการแต่งกายที่ไม่ตรงกับเพศ ว่าเป็นบาป ซึ่งความคิดแบบนี้นั้น มีความเป็นมาจากวรรณกรรมฝรั่งเศสในปลายคริสต์
ศตวรรษที่ 19

ในช่วงอาณานิคมฝรั่งเศส การรักเพศเดียวกันในโคชินไชน่า (Cochinchina) หรือเวียดนามภาคใต้ ถูกอธิบายโดยชาวฝรั่งเศสว่ามีที่มาจากวัฒนธรรมจีน แต่ความจริงจะเป็นเช่นไรนั้นไม่ทราบได้ ในช่วงเวลานั้นชายชาวยุโรปที่รักชอบเพศเดียวกันมักจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายหนุ่มเวียดนามและจีนที่มีอายุระหว่าง 15-25 ปี มีการใช้คำเรียกชายเหล่านี้ว่า เปเด (pédé) ซึ่งมาจากคำว่า pédéraste ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส หมายถึงชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และเวียดนามก็ใช้คำนี้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยใช้คำสั้นๆ ว่า เปเด ดังเช่นที่ใช้กันในประเทศฝรั่งเศส

ในช่วงที่สหรัฐเข้ามาทำสงครามในเวียดนามและได้นำเอาวัฒนธรรมบางประการเข้ามาด้วย เอกสารที่ชื่อว่า Continuum Complete International Encyclopedia of Sexuality on the web at the Kinsey Institute ได้ระบุว่า ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1960 ปรากฏมีบาร์เกย์อยู่ 18 แห่ง และบาร์เลสเบี้ยน 3 แห่ง อยู่ในเมืองไซ่ง่อนและมีหญิงบริการที่ให้บริการกับลูกค้าหญิงเป็นการเฉพาะ นั่นหมายความว่า เวียดนามในระบบทุนนิยม ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นระบบสังคมนิยมก็มีความหลากหลายทางเพศปรากฏอยู่ด้วยเช่นกัน

ในช่วงก่อนปี 1975 แม้ว่าการรักเพศเดียวกันจะเป็นสิ่งที่ถูกตำหนิและไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมและหมู่ชาวเวียดนาม กระนั้นก็ตาม ในสังคมเวียดนามภาคใต้ บุคคลที่รักชอบเพศเดียวกัน ก็ยังมีพื้นที่ของตนเอง ผู้ที่มีฐานะจะพบปะกันอย่างเปิดเผยสม่ำเสมอในร้านอาหารหรูในนครไซ่ง่อน และครั้นเมื่อเวียดนามเปลี่ยนระบบการปกครองมาอยู่ภายใต้ระบบสังคมนิยมทั้งประเทศนับจากปี ค.ศ.1975 ความหลากหลายทางเพศรวมทั้งการรักบุคคลเพศเดียวกันก็กลับกลายเป็นสิ่งต้องห้าม

แม้ว่าเวียดนามภายใต้ระบบสังคมนิยม จะเน้นถึงความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง แต่เรื่องเพศก็ถูกบดบังด้วยประเด็นของวีรบุรุษและความเสียสละของผู้ที่ต่อสู้ในสงครามเพื่อความเป็นอิสระของประเทศ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่มีการให้ความรู้ด้านเพศศึกษาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการรักเพศเดียวกันและบุคคลข้ามเพศ จะมิได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรงดังเช่นอาชญากรรม แต่ความหลากหลายทางเพศก็กลายเป็นเรื่องสับสนและคลุมเครือ

ในช่วง 10 ปี หลังจากสงครามเวียดนามได้ยุติลง กล่าวคือ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 บุคคลข้ามเพศในจังหวัดภาคใต้ของเวียดนาม มีบทบาทในการแสดงเพื่อความบันเทิง ทำให้สังคมทางใต้คุ้นเคยกับบุคคลข้ามเพศอยู่บ้าง โดยเฉพาะบุคคลข้ามเพศที่แต่งตัวเป็นหญิง ในขณะที่เวียดนามทางเหนือไม่คุ้นเคยกับสิ่งนี้และไม่ค่อยปรากฏให้เห็น ในเวียดนามทางเหนือส่วนใหญ่บุคคลกลุ่มนี้จะแอบร่วมอยู่ในพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อ

การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลข้ามเพศทำให้บุคคลข้ามเพศกลายเป็นคนชายขอบ และจำต้องหลบเข้าไปทำงานเกี่ยวกับการแสดง เช่น ร้องเพลง หรือ บทตลกเพื่อหาเลี้ยงชีพ อีกทั้ง การขายบริการทางเพศ โดยไม่สามารถประกอบอาชีพด้านอื่นได้ นอกจากนี้ บุคคลกลุ่มนี้มักจะถูกปฏิเสธเข้าทำงานและมักจะถูกเอารัดเอาเปรียบ อีกทั้งเผชิญกับการลวนลามทางเพศและความรุนแรง

การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ในเวียดนาม

สังคมและวัฒนธรรมเวียดนามส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากคำสอนขงจื้อซึ่งเน้นบทบาทและหน้าที่ของชายและหญิง ผู้วิจัยพบว่า แม้ว่าคำสอนขงจื้อจะไม่ได้ห้ามความหลากหลายทางเพศ แต่การเน้นบทบาทชายหญิงที่เด่นชัดก็ทำให้แนวทางการดำรงชีวิตของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ อย่างไรก็ตาม จากการที่คำสอนขงจื้อไม่ได้ห้ามความหลากหลายทางเพศ (ผู้เขียนเชื่อเช่นนั้น) แม้จะกำหนดบทบาทและหน้าที่ของชายหญิงก็ตาม ก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความพยายามที่จะเปิดกว้างในความหลากหลายทางเพศในปัจจุบันเป็นไปได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตราบจนปัจจุบัน สังคมเวียดนามบางส่วนยังมองว่า วิถีชีวิตของผู้รักเพศเดียวกันเป็นผลจากการเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตกและเป็น “สิ่งชั่วร้ายทางสังคม”

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในเวียดนาม ได้ผ่านความทุกข์ยาก ความขมขื่น การถูกกดดัน อีกทั้ง ถูกเลือกปฏิบัตินานัปการจากสังคมทั้งในสังคมเมืองและสังคมชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากครอบครัวของตนเอง จากคนรอบข้างในโรงเรียน ในสถานที่ทำงานซึ่งมักจะถูกก่อกวนกลั่นแกล้ง ถูกตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งในที่สาธารณะก็ถูกมองเสมือนเป็นสิ่งประหลาด

หลายคนถูกครอบครัวกดดัน ถูกพ่อแม่ด่าทอ หรือ ถูกขับไล่ออกจากบ้านและกลายเป็นผู้ขายบริการทางเพศ บุคคลเหล่านี้ต้องเก็บความขมขื่นชอกช้ำไว้แต่เพียงผู้เดียว ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนให้ใครรับรู้ได้ อีกทั้ง ยังต้องแสดงตนตามแบบแผนที่สังคมกำหนดไว้ บางคนถูกกดดันจนคิดฆ่าตัวตาย สิ่งนี้คงจะมิได้เกิดขึ้นแต่เพียงในสังคมเวียดนามเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในสังคมของหลายประเทศเช่นกัน

นอกจากสังคมเวียดนามบางส่วน จะมองว่า บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เป็น “สิ่งชั่วร้ายทางสังคม” แล้ว ยังมองว่าเป็นผู้ที่เจ็บป่วย เป็นโรคติดต่อ และสังคมบางส่วนยังมองว่า บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็น “โรคติดต่อแต่รักษาได้” และเป็นผู้มี “ความเบี่ยงเบนทางเพศ” ซึ่งมีสาเหตุมาจากที่บุคคลเหล่านี้ขาดความรัก ขาดการดูแลเอาใจใส่ ขาดการชี้นำจากพ่อแม่ เป็นแฟชั่น เป็นความนิยมทางสังคม หรือไม่ก็เป็น “เทรนด์ของสังคม”

จากการรายงานของ USAID/UNDP Report on LGBT rights in Vietnam ในปี 2014 พบว่า ความรุนแรงทำร้ายร่างกาย การคุกคามทางเพศ การละเมิดด้วยคำพูด ในสถานศึกษาที่มีต่อบุคคลกลุ่มนี้ในเวียดนาม ทำให้บุคคลกลุ่มนี้รู้สึกไม่ปลอดภัยและนำไปสู่การลาออกจากโรงเรียน หรือแม้แต่ ความคิดที่จะฆ่าตัวตาย

เคยมีกรณีที่นักเรียนพยายามฆ่าตัวตายโดยกินยาจำนวนมากเนื่องจากความกดดันจากการล้อเลียนดูถูกเหยียดหยามของเพื่อนในโรงเรียนไม่หยุดหย่อน พร้อมไปกับการถูกตำหนิติเตียนจากพ่อแม่

สิ่งที่ขมขื่นที่สุดที่บุคคลในกลุ่มนี้ต้องประสบคือ การถูกกดดัน การถูกเลือกปฏิบัติ การใช้ความรุนแรงจากครอบครัวซึ่งเป็นที่พักพิงทั้งทางใจและกาย

ชายรักชายบางคนเล่าว่า เขาถูกพ่อทุบตีและถูกขับไล่ออกจากบ้าน เพราะพ่อไม่ยอมรับให้ลูกชายที่รักเพศเดียวกันอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจของครอบครัวเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ อันสร้างความขมขื่นยิ่งให้กับบุคคลกลุ่มนี้ และจากการที่เวียดนามเป็นสังคมที่บิดาเป็นใหญ่ การที่ลูกชายในครอบครัวรักเพศชายด้วยกัน ไม่สร้างครอบครัวและเพิ่มลูกหลาน ทำให้เกิดความอับอายต่อเพื่อนบ้านและสังคม

สิ่งเลวร้ายอีกกรณีหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นกับลูกสาวของครอบครัวหนึ่ง คือ พ่อผิดหวังที่ลูกสาวของตนรักผู้หญิงด้วยกัน จึงใส่ยานอนหลับในเครื่องดื่ม และให้ผู้ชายที่ตนเลือกสรรให้มาเป็นเจ้าบ่าว ทำการละเมิดทางเพศกับลูกสาวของตน ด้วยหวังว่า การที่ลูกสาวมีความสัมพันธ์กับผู้ชายแล้ว จะ “หาย” จากการรักเพศเดียวกัน ด้วยพ่อมีความเชื่อว่า การรักเพศเดียวกันนี้ เป็น “โรค” ที่จะรักษาให้หายได้หากมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย โดยหารู้ไม่ว่า ตนได้ฆ่าลูกให้ตายทั้งเป็น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเพียงส่วนน้อยของความทุกข์ยาก ขมขื่น ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในเวียดนามที่ผู้เขียนได้รับรู้มาจากการสัมภาษณ์บุคคลกลุ่มนี้ในเวียดนาม และจากเอกสารของเวียดนาม

เชื่อว่าความทุกข์ยาก ขมขื่นที่กล่าวมานี้ก็เกิดขึ้นด้วยเช่นกันกับบุคคลกลุ่มนี้ในประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่มีความเป็นอนุรักษนิยม

ในกรณีในอินโดนีเซีย ในบางพื้นที่ซึ่งกลุ่มมุสลิมสายอนุรักษนิยมบังคับใช้กฎหมายอิสลามอย่างเคร่งครัด เช่น ในจังหวัดอาเจะห์ การแสดงออกถึงการรักเพศเดียวกันถือเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด

ในราวเดือนพฤษภาคม 2017 ได้มีการลงโทษโดยการเฆี่ยนคู่ชายรักชายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้มีการออกกฎหมายต่อต้านคนรักเพศเดียวกันเมื่อราวปี 2015 โดยชายสองคนอายุ 20 และ 23 ปี ถูกกลุ่มผู้รักษากฎทางศาสนาจับได้ว่ามีเพศสัมพันธ์กันขณะที่อยู่ในห้องพักส่วนตัวโดยเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2017 โดยกลุ่มผู้รักษากฎได้แอบถ่ายคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่คนทั้งสองในสภาพเปลือยกาย และได้พังประตูห้องเข้าไป อีกทั้งยังได้นำคลิปวิดีโอไปเผยแพร่

ชายทั้งสองคนนี้ถูกลงโทษโดยการเฆี่ยนด้วยหวาย 85 ครั้ง โดยการเฆี่ยนมีขึ้นที่เวทีด้านหน้ามัสยิดแห่งหนึ่งในเมืองบันดาอาเจะห์ มีผู้มารอสังเกตการณ์แน่นขนัด ฝูงชนต่างโห่ร้องส่งเสียงเชียร์ดังสนั่น ร้องตะโกนให้เฆี่ยนให้แรงขึ้นและสำทับว่า “นี่เป็นบทเรียนที่สาสมแล้ว”

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ทางการและสังคมอินโดนีเซียมีแนวโน้มที่จะต่อต้านกลุ่มบุคคลรักเพศเดียวกันมากยิ่งขึ้น

การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่ม LGBT (บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ) ในเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในเวียดนาม มิได้รุนแรงดังเช่นที่ในอินโดนีเซีย ในทางตรงกันข้าม เวียดนามในปัจจุบัน มีการเคลื่อนไหวในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่สังคม ครอบครัว ผู้เป็นพ่อแม่เกี่ยวกับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศและสิทธิของบุคคลกลุ่มนี้ พยายามขจัดความคิดเก่าๆ ที่แสดงความรังเกียจ ดูถูก เลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ อีกทั้ง มีการก่อตั้งองค์กรอย่างเป็นทางการ ในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่สังคมและเรียกร้องสิทธิให้แก่กลุ่มบุคคลดังกล่าว

การเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลนี้มีการทำงานที่แข็งขัน มียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเป็นขั้นตอนทั้งภายในประเทศ ในต่างประเทศ รวมทั้งบนเวทีระหว่างประเทศ ดังเช่น สหประชาชาติ

อาจกล่าวได้ว่า แม้ว่าสังคมเวียดนามจะยังมีความเป็นอนุรักษนิยมอยู่ แม้ว่าการดูถูกเหยียดหยาม การรังแก และการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศยังคงมีอยู่ และแม้ว่าการเคลื่อนไหวนี้จะเกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่ในวันนี้ การเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลนี้ มีความก้าวหน้าในการสร้างความเข้าใจให้กับสังคมมากขึ้น มีความก้าวหน้าในการเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียม สามารถผลักดันให้รัฐบาลและสภาแห่งชาติเวียดนามหันมาให้ความสนใจและใส่ใจต่อสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายางเพศนี้ได้

ในที่สุด ในวันที่ 19 มิถุนายน 2014 สภาแห่งชาติเวียดนามได้แสดงความเห็นชอบให้ยกเลิกการห้ามการจัดงาน หรือ พิธีแต่งงานระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน (ก่อนหน้านี้ ข้อบังคับ หรือ คำสั่ง (Decree 87/2001/N?-CP) ที่ได้ออกในปี 2001 ได้บัญญัติว่า การแต่งงานระหว่างบุคคลเพศเดียวกันเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการยอมรับดังกล่าวนี้ จะยังมิได้เป็นการยอมรับการแต่งงานโดยกฎหมาย และแม้ว่าคู่ชีวิตของบุคคลเพศเดียวกันจะยังมิได้รับสิทธิดังเช่นคู่สมรสระหว่างหญิงชาย แต่ก็ถือว่าความเห็นชอบของสภาแห่งชาติครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและเป็นการตระหนักถึงความสำคัญถึงประเด็นนี้ของผู้กำหนดนโยบายของเวียดนาม

และเป็นก้าวสำคัญของการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศหลังจากช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของบุคคลกลุ่มนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การขับเคลื่อนในเรื่องความหลากหลายทางเพศในเวียดนามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีความเป็นรูปธรรม ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และเป็นที่ยอมรับในหลายๆ ประเทศว่า เวียดนามซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยม เป็นประเทศที่เคยอยู้ในภาวะสงครามกับต่างชาติมามากกว่า 1,000 ปี มีความเป็นอนุรักษนิยมทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง กลับมีความสามารถในการปรับตัวอย่างชาญฉลาดในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสังคมและวัฒนธรรม กลับเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าประเทศหนึ่งในการขับเคลื่อนเพื่อการยอมรับการมีอยู่ของความหลากหลายทางเพศและบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในสังคม อีกทั้ง เพื่อสิทธิของบุคคลกลุ่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มบุคคลที่รักเพศเดียวกัน และบุคคลข้ามเพศ

ก้าวต่อไปของการเรียกร้องก็คือ การยอมรับการแต่งงาน หรือ การสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันโดยกฎหมาย และการยอมรับสิทธิต่างๆ ของคู่สมรส อีกทั้ง สิทธิด้านต่างๆ ของบุคคลข้ามเพศ

เวียดนามและไทย ใครจะก้าวไปถึงจุดนี้ก่อนกัน?

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยเรื่อง “สิทธิความหลากหลายทางเพศในรัฐสังคมนิยมเวียดนามกับการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในด้านสิทธิมนุษยชนอาเซียน” ที่ได้รับทุนอุดหนุนจากกองทุนรัชดาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย