เดินหน้าชน : ปั่นกระแสมั่ว : โดย สัญญา รัตนสร้อย

หลัง 25 กันยายนที่ผ่านมา กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดให้เอกชนที่สนใจยื่นซองประมูลขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่ง “เอราวัณ” และแหล่ง “บงกช” ในอ่าวไทย

แหล่ง “เอราวัณ” มี 2 กลุ่มยื่น กลุ่มแรกได้แก่บริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “ปตท.สผ.” ร่วมกับบริษัท เอ็มพีจี2 (ประเทศไทย) จำกัด เครือมูบาดาลา จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)

อีกกลุ่มคือบริษัท เชฟรอน ประเทศไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่จับมือกับบริษัท มิตซุยออยล์ เอ็กโปลเรชั่น คัมปานี ลิมิเต็ด

แหล่ง “บงกช” มี 2 รายยื่น คือบริษัท ปตท.สผ. กับบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยฯ ที่จับมือกับบริษัท มิตซุยออยล์ฯ

ผู้ที่ร่วมประมูลต้องยื่น 4 ซอง คือ 1.ซองด้านคุณสมบัติของผู้ประกอบการปิโตรตามกฎหมาย 2.ซองการยอมรับเงื่อนไขให้ภาครัฐเข้าร่วมในสัดส่วน 25% 3.ซองข้อเสนอทางเทคนิค ที่ประกอบด้วยแผนการลงทุน แผนพัฒนาแหล่ง แผนช่วงรอยต่อ และแผนบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และ 4.ซองข้อเสนอด้านราคาขายก๊าซธรรมชาติและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ

ขณะนี้คืบหน้าไปตามแผน โดยคณะอนุกรรมการปิโตรเลียม เปิดซองที่ 4 แล้ว คาดว่าภายในเดือนธันวาคมนี้ จะเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติ และจะประกาศผู้ชนะการประมูลไม่เกิน 25 ธันวาคมนี้

หลังจากนั้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะลงนามกับผู้ชนะการประมูลภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี)
ขณะที่ช่วงนี้ การเมืองกำลังเข้มข้นก่อนจะมีการเลือกตั้งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ตามโรดแมปของ คสช.

ทำให้กลุ่มคนหน้าเดิม ที่เปลี่ยนชื่อ-แซ่ ไม่รู้กี่ครั้ง กระทั่งแปรรูปขบวนเป็นพรรคการเมือง และคงไม่รู้จะเอานโยบายอะไรไปหาเสียง เลยหยิบยกเรื่องพลังงานมาปั่นกระแส เพื่อหวังจะเรียกคะแนนเสียงให้ตัวเองได้บ้าง แต่ก็เป็นข้อมูลที่บิดเบี้ยวที่ทำให้คนในสังคมไขว้เขวและเข้าใจผิด

อย่างเช่นนโยบายเพ้อฝันว่าจะลดราคาน้ำมันให้ลิตรละ 3 บาท โดยไม่มีตรรกะ ไร้เหตุผลรองรับ หวังแค่จะโดนใจชาวบ้านอาจได้คะแนนเสียงบ้าง

รวมทั้งประกาศจะล้มประมูลแหล่งปิโตรเลียมครั้งนี้ ด้วยข้ออ้างเดิมๆ ว่าล็อกสเปกและประเทศจะเสียหาย

แต่ทั้งระดับ “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ “ศิริ จิระพงษ์พันธ์” รมว.กระทรวงพลังงาน และ “กุลิศ สมบัติศิริ” ปลัดกระทรวงพลังงาน ต่างออกมายืนยันว่าการประมูลครั้งนี้โปร่งใส เป็นธรรม ยึดประโยชน์ชาติและประชาชนเป็นหลัก

อย่าลืมว่า กว่าจะเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมนี้ได้ ถูกยื้อมานานมากจากกลุ่มคนหน้าเดิม นานจนเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศชาติเสียหาย

ด้วยเพราะแหล่ง “เอราวัณ” และแหล่ง “บงกช” มีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งหลักที่ผลิตก๊าซธรรมชาติได้มากกว่า 70% ของประเทศ ที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานเดิมในปี 2565

ทั้งนี้ ต้องหาเอกชนรายใหม่ให้ได้ก่อน 5 ปีสุดท้ายที่จะสิ้นอายุสัมปทาน นั่นคือควรจะมีรายใหม่เข้ามาตั้งแต่ปี 2560 แล้ว และในปี 2563 จะต้องเลือกแท่นที่มีศักยภาพจาก 278 แท่นในการดำเนินงานและส่งมอบให้รายใหม่ หากล่าช้าไปอีกจะไม่สามารถส่งมอบทรัพย์สินให้รายใหม่เข้ามาดำเนินการต่อได้ทันเวลา

ดังนั้น การประมูลแหล่ง “เอราวัณ” และ “บงกช” ครั้งนี้จึงสำคัญต่อประเทศมาก

ผลที่จะตามมาคือ รัฐจะมีรายได้จากค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และส่วนแบ่งกำไร รวมกว่า 8 แสนล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทย 80% ในปีแรก และอย่างน้อย 90% ในปีที่ 5 ตามเงื่อนไขในทีโออาร์

รวมทั้งช่วยลดการนำเข้าก๊าซแอลพีจีประมาณ 22 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 4.6 แสนล้านบาท และก่อให้เกิดการลงทุนหมุนเวียนในประเทศอีกกว่า 1.2 ล้านล้านบาท

ดังนั้น อย่านำความมั่นคงด้านพลังงานและผลประโยชน์ของประเทศ มาปั่นกระแสทางการเมืองด้วยอคติและบิดเบี้ยวข้อมูลอย่างมั่วๆ เลย

สัญญา รัตนสร้อย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้โฆษก ทษช.ข้องใจ รบ.แจกงบใกล้เลือกตั้ง หาเสียงล่วงหน้าหรือไม่ ชี้เอาเปรียบพรรคอื่น
บทความถัดไปพ่อ”รุจ เดอะสตาร์”เข้าพปชร. ฉะ คนด่าคสช.สืบทอดอำนาจ เห็นแก่ตัว ชี้ ลูกมาช่วยหาเสียงแน่