คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ออกประกาศให้ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ ยื่นบัญชีทรัพย์สิน อาทิ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ข้าราชการตุลาการ ตุลาการศาลปกครอง อัยการ ตั้งแต่อธิบดีขึ้นไป ผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงและตําแหน่งอื่นที่กฎหมายกําหนดผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ต่อมามีประกาศคณะ ป.ป.ช. ให้นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย และอธิการบดี มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วย ส่งผลให้นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัย พากันยื่นใบลาออก ด้วยเหตุผลว่า สร้างภาระเกินควร มีเวลาจำกัด หากผิดพลาด อาจมีโทษทางอาญา
ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ซึ่งมี นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นประธาน เผยว่า ทปอ.ได้ประชุมหารือร่วมกับตัวแทนที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (และอธิการบดีมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ เห็นด้วยในหลักการป้องกันและตรวจสอบการทุจริตภาครัฐผู้บริหารระดับสูงควรยื่นบัญชีทรัพย์สินแต่นายกสภาไม่มีอำนาจจัดซื้อจัดจ้างกรรมการสภาไม่มีส่วนได้เสียในการบริหาร ควรยกเว้น จึงมีมติให้ ป.ป.ช.ทบทวนประกาศ นอกจากนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงประกาศดังกล่าวว่าจุกจิก ยุ่งยาก น่ารำคาญ เหมือนกับหลายครั้งได้เชิญคนเข้ามาเป็น สนช.หรือคณะรัฐมนตรี
เป็นอีกตัวอย่างของการปฏิบัติสองมาตรฐาน ซึ่งทำให้การปราบปรามทุจริตมีปัญหา ที่ผ่านมาประเทศไทยโหมกระแสปราบทุจริตคอร์รัปชั่น แต่เน้นปราบนักการเมืองหรือบุคคลฝ่ายตรงข้าม หากเป็นพรรคพวกของผู้มีอำนาจแล้ว จะยกเว้น หรือล่าช้า ขณะที่องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการปราบทุจริตเอง ยังรับรองให้คะแนนรัฐบาลว่าปราบทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทักท้วงระเบียบ ป.ป.ช.ดังกล่าว สะท้อนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่ยุติและพัฒนาต่อไป การทุจริตเกิดขึ้นได้เสมอ หากบุคคลอยู่ในระบบอำนาจ และไม่จำเป็นต้องลงมือทำเอง การออกกฎหมายเอง แต่ไม่ปฏิบัติตาม ไม่เกี่ยวกับความจุกจิกยุ่งยาก แต่คือความหวาดเกรงการตรวจสอบ เหมือนกับที่พวกตนเองใช้กล่าวหาผู้อื่นนั่นเอง

