ทั้งๆ ที่เหล่า JUNTA แห่งเมียนมามีความเหี้ยมหาญที่สุด ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับทหารแห่งอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับทหารแห่งฟิลิปปินส์
แต่ทำไม JUNTA จึงต้องค่อยๆ “เปิด” ประเทศ
เห็นได้จากคำประกาศในปี พ.ศ.2543 ผ่าน “โรดแมปสู่ประชาธิปไตย” อันนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญและนำเข้าทำ “ประชาชาติ” ในปี พ.ศ.2553
อัน สุรชาติ บำรุงสุข ตั้งข้อสังเกตผ่านหนังสือ “ความมั่นคงโลก:การเมืองและการทหารในโลกที่เปลี่ยนแปลง” เมื่อ พ.ศ.2557 ว่า เป็นความพยายามในการสร้างความเข้มแข็งแก่รัฐบาลทหารมากกว่าจะนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตย
ปรากฏการณ์นี้ถูกตอกย้ำอย่างชัดเจนจากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผู้นำพรรคฝ่ายค้านถูกขจัดออกไปจากเวทีการเมือง และอำนาจก็ถูกรวบอยู่ในมือของผู้นำทหารอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
ผลก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญสามารถผ่านประชามติด้วยคะแนนร้อยละ 92.48 ของผู้มาใช้สิทธิ
เป็นร้อยละ 92.48 ซึ่ง JUNTA เคลื่อนไหวอย่างด้านเดียว ขณะที่ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ถูกทั้งมาตรการ “จำกัด” และ “กำจัด” กระทั่งรุนแรงถึงขั้นพยายามที่จะ “ขจัด” ออกจากเวที
กระนั้น ในห้วงปลายปี พ.ศ.2554 ต่อต้นปี พ.ศ.2555 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
มีข้อสังเกตในหมู่นักรัฐศาสตร์และนักวิชาการทางการเมืองระหว่างประเทศสรุปร่วมกันว่า ปัจจัยอันทำให้ JUNTA จำเป็นต้อง “เปิดประเทศ”
ทั้งๆ ที่ “ไม่ต้องการ” และ “ไม่ปรารถนา”
1 เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ เพราะว่าการพัฒนาตามแนวของ JUNTA นับแต่ยึดครองอำนาจเมื่อ พ.ศ.2505 ต่อเนื่องมาประสบความล้มเหลว สร้างความทุกข์ยาก ลำเค็ญให้กับประชาชนอย่างแสนสาหัส
1 เป็นปัจจัยจากต่างประเทศ
เพราะการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ทำให้ไม่เพียงแต่ก่อปัญหาภายในประเทศ หากแต่ยังสร้างคลื่นอพยพอย่างอึกทึกครึกโครมเพื่อไปแสวงหาโอกาสในต่างประเทศ
ปัญหาของ “เมียนมา” กลายเป็นปัญหาของ “โลก”
2 ปัจจัยนี้เองที่บีบรัดเหมือนกับคีมเหล็กทำให้ JUNTA จำเป็นต้องเปิดตาให้กว้าง แทนที่จะปิดและ “แช่แข็ง” ประเทศ จึงค่อยๆ เปิดประเทศ
นำประเทศออกจากช่องฟรีซทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ
ยิ่งผ่านการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2553 ยิ่งจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศแห่งระยะเปลี่ยนผ่านให้เป็นรัฐบาลพลเรือนมากยิ่งขึ้น พล.อ.เต็งเส่ง ก็ต้องเป็น นายเต็งเส่ง เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งเป็น “ประธานาธิบดี”
ระยะเปลี่ยนผ่านนี้เองที่ก่อการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง มหาศาล
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2553 แม้จะเป็นการร่างเพื่อรักษาและสืบทอดอำนาจของ JUNTA อย่างไร และอาศัยกระบวนการ “ประชามติ” ในแบบลวงโลกอย่างไร
แต่ภายในรัฐธรรมนูญก็มี “ปัจจัย” อันเป็น “ประชาธิปไตย”
นี่คือ ช่องทางให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NKD) โดย ออง ซาน ซูจี สามารถเคลื่อนไหวได้ภายในกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด
แล้วการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2558 ก็เป็น “สงครามสั่งสอน”
ประชาชนอาจไม่สามารถเคลื่อนไหวและแสดงเจตจำนง “ร่วม” ได้ผ่านการทำ “ประชามติ” ในปี พ.ศ.2553 แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2558 ทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยความคึกคัก
ร้อยละ 90 เทคะแนนให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD)
แม้บัญญัติของรัฐธรรมนูญจะยังเปิดช่องให้กับ JUNTA สามารถ “ลากตั้ง” คนของตนได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 แต่ก็มิอาจแสดงบทบาทอะไรได้
NLD ยึดได้ทั้ง “รัฐสภา” และ “รัฐบาล”
แม้ประชาชาติแห่งเมียนมามิได้ยึดกุมแนวทาง “10 ปีล้างแค้นก็ยังไม่สาย” ตามแบบชาวจงหยวน แต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ก็แสดงออกอย่างแจ้งชัด
แจ้งชัดในการ “ปฏิเสธ” อำนาจของเหล่า JUNTA
แจ้งชัดในการทำ “สงครามสั่งสอน” และชี้ออกในเชิงประจักษ์ว่า “พอกันที” การปกครองซึ่งมองไม่เห็นหัวและมิได้ให้ความเคารพต่อประชาชน
นี่คือการแปร “คะแนนเสียง” มาเป็น “อาวุธ” อันทรงพลัง
ชัยชนะของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เป็นชัยชนะอันเป็นบาทก้าว 1 ทางการเมือง
เพราะว่าการเมืองมิได้หมายถึง “การเลือกตั้ง” อย่างเดียว การเมืองยังดำรงอยู่ภายในองค์ประกอบใหญ่แห่ง “อำนาจรัฐ” อันมหึมา
“กองทัพ” ยังอยู่ในอุ้งมือของ JUNTA เหมือนก่อนเดือนพฤศจิกายน 2558

