หน้าแรก คอลัมนิสต์ หลักประชาธิปไ...

หลักประชาธิปไตยกับพระพุทธศาสนา โดย ไพรัช วรปาณิ

21.11.18 | 13:00 น.

วันก่อน ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ ท่านปลัดอนันต์ อนันตกูล อดีต “คนดัง” แห่งกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต ซึ่ง “เสี่ยใหญ่” ประทีป กิจจาพิพัฒน์ จัดขึ้น โดยมี อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ผู้ซึ่งรังสรรค์รัฐธรรมนูญปี 40 นามกระเดื่อง, สมัคร
เจียมบุรเศรษฐ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์, พล.ต.ท.ปิยะ สอนตระกูล อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.และเพื่อนมิตร มาร่วมงานด้วยอย่างชื่นมื่น ที่ห้องอาหารจีนในโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง

ท่ามกลางวงสนทนาในวันดังกล่าว ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ได้ยื่นเอกสารให้แก่ผู้เขียนชิ้นหนึ่ง ครั้นเมื่อเปิดอ่านแล้วปรากฏว่า เป็นบทความที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสาระประโยชน์อันควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง นับเป็นบทความที่กลั่นจากวิสัยทัศน์อันแหลมคมของท่านอุทัย ด้ายลีลาการเขียนเปรียบเทียบในเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีในระบอบประชาธิปไตย กับพระพุทธศาสนา อย่างตรงไปตรงมาแต่มีนัยสำคัญ ดังนี้

ผู้เขียน จึงใคร่ขอเขียนถ่ายทอดเนื้อหาสาระอันเป็นประโยชน์ ดังกล่าวนี้ต่อให้แก่นักศึกษาประชาธิปไตยทั้งหลาย เพื่อเป็นวิทยาทานและเป็นแนวทางในการนำพาไปสู่การปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา อันยึดมั่นใน “ธรรมมะ” เป็นสรณะ

ทั้งนี้ ท่านอุทัยได้เน้นให้เห็นว่า ประชาชนพลเมืองไทยได้รับอิสรภาพ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาสคืนอิสรภาพให้แก่ปวงชนและประชาชนมีเสรีภาพภายใต้ร่มเงาของระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเมื่อครั้งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 แต่ประเทศไทยเรายังคงตกอยู่ในภาวะล้มลุกคลุกคลานของระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้หมักหมมจนเกิดการตกผลึก ส่งผลให้นิสิต นักศึกษา นักเรียน และประชาชน ได้รวมตัวกันลุกขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตยให้กลับคืนชีพขึ้นมา เมื่อ 14 ตุลาคม 16 ที่เรียกว่า “วันมหาวิปโยค” และความเป็นอิสระ เสรีภาพ และภราดรภาพ ได้เริ่มเบ่งบานอีกครั้ง เมื่อหลังเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เมื่อปี พ.ศ.2535 และหลักการแห่งประชาธิปไตยได้เริ่มเบ่งบานอย่างเต็มที่ เมื่อประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

เจตนารมณ์และจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตยจะหยั่งรากลึกและฝังแน่นในจิตใจของพี่น้องประชาชนชาวไทยได้อย่างมั่นคงสืบไป เพื่อความวิวัฒนาถาวรของชาติไทยได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าที่จะร่วมกันรังสรรค์และทำนุบำรุงรักษาไว้อย่างเต็มพลัง เพื่อให้ประเทศไทยของเรามีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ควบคู่ไปกับพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่ช่วยเหลือประชาชาติให้พ้นภัยสืบมา โดยประชาชนต้องเคารพ ศรัทธา และเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยให้เหมือนกับเคารพและศรัทธาในศาสนา กล่าวคือ ต้องมีศรัทธาใน “ประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นเครื่องพลวัตประเทศไปสู่จุดหมายอันน่าจะยังประโยชน์สูงสุดให้เกิดแก่ประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม ฉะนั้น ระบอบประชาธิปไตยจึงมีค่าควรแก่การรักษาและเคารพศรัทธาเช่นเดียวกับศาสนา

Advertisement

ท่านอุทัยได้วิเคราะห์และชี้ให้เห็นต่อไปว่า ศาสดาของแต่ละศาสนา เป็นเสมือนนักรัฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ละพระองค์ได้กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อให้ปวงชนที่อยู่ในอาณาจักรของพระองค์ศรัทธาในพระองค์ แสดงตนให้ปรากฏเป็นที่ศรัทธาแก่ปวงชนที่ได้สัมผัสในพระองค์ ได้เรียนรู้และเคารพในคำสั่งสอน โดยศาสดาบางพระองค์ก็ยกกฎแห่งกรรมมาเป็นเครื่องกำหนด บางพระองค์ก็ยกคำสั่งหรือคำห้ามของพระเจ้าเป็นข้อกำหนด ปวงชนผู้เลื่อมใสในวัตรปฏิบัติ
ของแต่ละศาสนา ก็เชื่อฟังด้วยความเคารพศรัทธา ประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนอย่างเคร่งครัด เปรียบเสมือนเคารพกฎหมาย ทำให้คนในยุคอดีตกาลถึงซึ่งความสงบเรียบร้อย อยู่ในศีลธรรมอันดี มีความร่มเย็นและสงบสุขในสังคมนั้นๆ อย่างยืนยาวตลอดมา

เมื่อสังคมเปลี่ยนไป คนอยู่ร่วมกันในลักษณะประเทศใครประเทศมัน เกิดข้อขัดแย้งและผลประโยชน์จนหาความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันแบบปวงชนไม่ได้ ก็เกิดการรวมตัวร่วมกำหนดกติกาอยู่ร่วมกันขึ้นมาอีกรูปแบบหนึ่ง รูปแบบที่ว่านี้เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตย” มีธรรมนูญหรือกฎหมายเป็นตัวกำหนด ธรรมนูญหรือกฎหมายที่ว่านี้เกิดขึ้นโดยประชาชน เพื่อประชาชน ของประชาชน ทุกคนต้องเคารพ หากใครละเมิดก็จะได้ผลลัพธ์ที่เรียกว่าโทษ (คือถูกลงโทษ) ทันทีในชาตินี้ ซึ่งระบอบปกครองที่เรียกว่า ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือได้ว่าเป็นศาสนาหนึ่งที่เกิดใหม่เพียงไม่กี่ร้อยปี เป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดา เป็นศาสนาที่เกิดจากการตกผลึกของการอยู่ร่วมกันของคนหมู่มาก ได้สร้างกติกาที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสันติสุขอันเรียกว่า “รัฐธรรมนูญและกฎหมาย” มาเสริมกฎแห่งกรรม เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและยังมาซึ่งความเจริญของประเทศที่ปฏิบัติสืบมา อันเห็นได้ชัดว่าประเทศใดเลื่อมใสในระบอบนี้ ยึดถือและปฏิบัติก่อนใครก็จะเจริญก่อน ประเทศใดที่ปฏิบัติทีหลังก็จะเจริญทีหลัง ประเทศใดไม่ปฏิบัติ ก็เป็นประเทศล้าหลัง อันเป็นที่ประจักษ์

ท่านอุทัยเน้นย้ำว่า ตนไม่สงสัยในระบอบประชาธิปไตย มีแต่หวังไว้ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยของเราเป็นประชาธิปไตยที่สมบรูณ์และยืนยงต่อเนื่องยาวนานเหมือนประเทศที่เขาได้ปฏิบัติไปก่อนเรา และเขาจะเจริญจนเราไล่ไม่ทัน

ฉะนั้น เพื่อเพิ่มความมั่นใจในระบอบประชาธิปไตย จึงอยากจะเทียบเคียงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยกับศาสนาพุทธ ให้ผู้ที่ยังไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยได้หันมามองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมองศาสนาพุทธ จะได้ถึงซึ่งทางสว่างเสียทีเมื่อนำศาสนาพุทธมาเปรียบเทียบกับประชาธิปไตยแล้วจะเห็นได้ดังนี้

ศาสนาพุทธ….มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา พระพุทธได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือเป็นผู้ตรัสรู้พระธรรม แล้วประกาศให้ประชาชนได้รู้ตาม จึงเกิดพระพุทธศาสนา อันหมายถึงคำสั่งสอนของพุทธ และมี แกน สัมพันธ์ของศาสนาพุทธ หรือที่เรียกว่า พระรัตนตรัย หรือแก้วสามประการ อันมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์นั้น มีขึ้นเพื่อความสงบสุขของสังคมมนุษย์

พระธรรม หมายถึง สัจธรรม หรือความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และได้ทรงประกาศสั่งสอนเป็นศาสนาขึ้น

พระสงฆ์ หมายถึง หมู่ชนผู้ได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วได้รู้และปฏิบัติตามคำสอน และออกบวช เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นแบบอย่างของประชาชน ซึ่งในศาสนาพุทธ เมื่อบวชแล้วต้องห่มผ้าเหลือง (เหมือนเครื่องแบบราชการ) โดยมีหน้าที่เผยแผ่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ชี้ทางสว่างของชีวิตและตอบข้อสงสัยในพระธรรมให้แก่อุบาสก อุบาสิกา เพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดความสุขความสงบในชีวิตและสังคม

สำหรับศาสนาประชาธิปไตยนั้น…..เป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดา แต่เป็นศาสนาที่เกิดจากการตกผลึกของปัญหาและทางแก้ปัญหาของสังคม และในทางสังคมสามารถนำวิถีทางประชาธิปไตยไปใช้ได้ เพื่อความสงบสุขของสังคมนั้นๆ

ธรรมะในแง่มุมประชาธิปไตย หมายถึง รัฐธรรมนูญที่ยอมรับแล้วว่าเป็นแก่น เป็นแกน เป็นเสาหลักของประเทศ ประชาชน หรือแม้แต่กฎหมายก็จะขัดหรือละเมิดมิได้ เทียบได้กับสัจธรรม

ส่วนพระสงฆ์ในนัยประชาธิปไตย หมายถึง หมู่ชนที่เข้ามารับราชการ จะเป็นทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการพลเรือน หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจตลอดจนสมาชิกสภาต่างๆ ที่เทียบได้กับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ก็เพราะว่าบุคคลที่กล่าวข้างต้นนั้น ถือได้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบแบบแผนที่บุคคลเหล่านั้นถือครองและปฏิบัติอยู่

อีกทั้งมีหน้าที่ชี้ทางสว่างกฎหมายและระเบียบให้แก่ประชาชนที่มาใช้บริการ ส่วนมากประชาชนที่มาใช้บริการก็เพราะกฎหมายบังคับให้มาติดต่อกับบุคคลดังกล่าว ซึ่งบุคคลดังกล่าวต้องมีนิติสัมพันธ์กับผู้ที่มาติดต่อด้วยตามระเบียบแบบแผน และกฎหมายที่ตนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และเป็นผู้รู้และอธิบายได้เมื่อประชาชนมีข้อสงสัย

กล่าวโดยสรุปคือ หากข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และพนังานรัฐวิสาหกิจทั้งหลายจะแสวงหาความรู้ในกฎหมายและระเบียบที่ตนถือครองอยู่ให้แตกฉานเพื่อบริการประชาชนโดยประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน อันเรียกโดยรวมว่า “ประชาธิปไตย” เราไม่ควรจะสงสัยอีกแล้วในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รูปธรรมที่เห็นได้ชัดก็คือ ประเทศปกครองในระบอบประชาธิปไตยก่อนประเทศอื่น ก็เจริญไปก่อน เช่นประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา ฯลฯ พูดได้ว่าประเทศใดเป็นประชาธิปไตยก่อนก็เจริญก่อน ประเทศใดที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยทีหลังก็เจริญทีหลัง และเรายังจะมาเถียงกันอยู่อีกหรือ?

ทำไม? จึงไม่รีบยึดมั่นปฏิบัติตามหลักสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแต่บัดนี้!?

ดังนั้น เจตนารมณ์และจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตย จะหยั่งรากลึกและฝังแน่นอยู่ในจิตใจของพี่น้องประชาชนคนไทยได้อย่างมั่นคงสืบไปเพื่อความวิวัฒนาถาวรของชาติไทยได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับประาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าที่จะร่วมกันรังสรรค์ และทำนุบำรุงรักษาไว้อย่างเต็มพลัง เพื่อให้ประเทศไทยของเรามีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ควบคู่ไปกับพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่ช่วยเหลือประเทศชาติให้พ้นภัยสืบมา โดยประชาชนต้องเคารพ ศรัทธา และเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ให้เหมือนกับเคารพและศรัทธาในศาสนา

ดั่งทรรศนะของท่านอนันต์ อนันตกูล ที่เขียนไว้ในหนังสือ “รัฐศาสตร์ กับการเมืองไทย” ตอนหนึ่งว่า “คำว่าประเทศชาติ สังคม ประชาชน ประชาธิปไตย เอกราชอธิปไตย ความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ สันติภาพและความเสมอภาพนั้น จะมีคุณค่า มีความหมาย มีประโยชน์และเป็นจริงได้ย่อมต้องอาศัยเป้าหมายและวิธีการที่ดีของรัฐศาสตร์ด้วย เมืองไทยซึ่งเป็นที่รวมของสิ่งที่เรียกว่าประเทศชาติ สังคม และประชาชนด้วยนั้น ย่อมต้องดำรงอยู่และแสวงหาเพื่อได้มาและบรรลุถึง

ซึ่งคุณค่าในเป้าหมายที่หลากหลายเหล่านั้น ทั้งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย เอกชนอธิปไตย ความยุติธรรม สิทธิ เสรีภาพ สันติภาพและความเสมอภาคพร้อมกันไป ซึ่งถือว่าเป็นภาระความรับผิดชอบอันท้าทายอย่างสูงยิ่งสำหรับรัฐศาสตร์ ไม่ว่าในปัจจุบันหรืออนาคตก็ตาม”……ว่าไหม?