ในช่วง 26 ปีนับตั้งแต่เน วิน เถลิงอำนาจ (ค.ศ.1962-1988/พ.ศ.2505-2531) รัฐบาลของคณะปฏิวัติและพรรค BSPP (Burmese Socialist Programme Party) ตั้งเป้าไว้ว่าประชาชนในพม่าจะอยู่ดีกินดี มีความเท่าเทียมในสังคม ถ่ายโอนทรัพยากรที่เคยเป็นของชาวต่างชาติกลับมาเป็นของรัฐ และรัฐจะมีหน้าที่แจกจ่ายทรัพยากร อีกทั้งความเจริญนั้นให้กับประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม ไฮไลต์นโยบายเศรษฐกิจของ BSPP ออกมาในรูปของการควบรวมกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐ เริ่มจากกิจการเอกชนของต่างชาติ แต่ต่อมาก็รวมกิจการเอกชนของชาวพม่าเข้ามาด้วย
อาจกล่าวได้ว่านโยบายกีดกันภาคเอกชน และการควบรวมธุรกิจของเอกชนมาเป็นของรัฐเกือบทั้งหมดสร้างความหายนะให้เศรษฐกิจของพม่าทั้งระบบ เพราะรัฐบาลไม่มีกำลังคนเพียงพอที่จะเข้าไปดูแลเศรษฐกิจทั้งระบบ ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดยุคอาณานิคม อังกฤษมิได้ฝึกฝนเตรียมความพร้อมให้ชาวพม่าเป็นผู้ประกอบการ แต่กลับเปิดโอกาสให้พ่อค้าจากอินเดียและพ่อค้าตะวันตกเข้าไปลงทุนในพม่าได้อย่างเสรี อังกฤษยังเชื่อว่าคนพม่าไม่มีศักยภาพเป็นเจ้าของกิจการ และไม่สามารถเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้
ฝันร้ายจากยุคอาณานิคมสร้างให้รัฐบาลทหารมีทัศนคติที่ต่อต้านการค้าเสรี และโดยเฉพาะการค้าเสรีที่อยู่ในกำมือของชาวต่างชาติ นอกจากมาตรการการโอนกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐแล้ว รัฐบาล BSPP ยังออกกฎให้รัฐบาลผูกขาดการค้าสินค้า 11 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวสาลี และพืชผักหลายชนิด รัฐบาลตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาเพื่อควบคุมการนำเข้าและส่งออกผลิตผลทางการเกษตร เรียกว่า UBAMB (Union of Burma Agricultural and Marketing Board) และยังตั้งบริษัทน้อยใหญ่ขึ้นเพื่อดูแลการส่งออกพืชผลบางประเภท เช่น บริษัทการค้าหมายเลข 1 เป็นผู้ดูแลการค้าข้าวโดยเฉพาะ ระบอบสังคมนิยมแบบเนวินยังอ่อนไหวกับคำว่า “เจ้าที่ดิน” เป็นพิเศษ รัฐบาลจึงออกกฎหมายเพื่อห้ามการเช่าที่ดิน เท่ากับเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของเจ้าที่ดินรายใหญ่ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย และมีบ้างที่เป็นชาวพม่า
แม้รัฐบาลจะไม่ได้ออกประกาศโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดมาเป็นของรัฐ แต่ก็ออกกฎห้ามไม่ให้เกษตรกรขายหรือนำที่ดินไปจดจำนอง เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองจะได้รับที่ดินขนาด 5-10 เอเคอร์ เพื่อจูงใจให้เกษตรกรปลูกข้าว และรัฐมีหน้าที่รับซื้อข้าวจากเกษตรกร หากแต่ราคารับซื้อข้าวที่รัฐบาลและ UBAMB ตั้งไว้นั้นต่ำกว่าราคาข้าวในตลาดโลกมาก ในต้นทศวรรษ 1960 มีเกษตรกรที่ปลูกข้าวคิดเป็น 2 ใน 3 ของเกษตรกรทั่วประเทศ ในปี 1962/1963 พม่าผลิตข้าวได้รวม 7.55 ล้านตัน และเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยในกลางทศวรรษ 1960 แต่เมื่อถึงต้นทศวรรษ 1970 พม่าผลิตข้าวได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อรวมกับการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็วแล้ว ทำให้ปริมาณข้าวเพื่อส่งออกน้อยลงไปทุกทีๆ แม้จะขับเคลื่อนประเทศตามระบอบสังคมนิยม แต่รัฐบาลพม่ายังเล็งเห็นประโยชน์ของการส่งออกข้าว ในปีเดียวกับรัฐประหาร พม่าส่งออกข้าวได้ 1.7 ล้านตัน แต่เมื่อผ่านไปเพียง 11 ปี ปริมาณการส่งออกข้าวลดลงไปอย่างมาก จนเหลือเพียง 146,000 แสนตันต่อปีเท่านั้น ปริมาณการส่งออกสินค้าการเกษตรอื่นๆ ก็ตกต่ำลงไปครึ่งหนึ่งเช่นกัน
ปริมาณการส่งออกข้าวเป็นสถิติที่ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาล BSPP บริหารงานผิดพลาด และทำให้เศรษฐกิจในพม่าตกต่ำสุดขีด และแทนที่จะยกระดับมาตรฐานชีวิตของคนพม่าให้สูงขึ้นตามที่ได้โฆษณาไว้ กลับทำชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและคนระดับล่างลำบากขึ้นตามลำดับ มิพักต้องกล่าวถึงชนชั้นกลางและพ่อค้านักธุรกิจ กลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเศรษฐกิจพม่าในยุคอาณานิคม ภาวะข้าวยากหมากแพงทำให้สินค้าบางประเภทไม่พอกับความต้องการบริโภค และทำให้เกิดจลาจลที่เมืองอินเส่ง ทางตอนเหนือของย่างกุ้ง ในปี 1967 (พ.ศ.2507) ปัญหาเรื่องปากท้องทำให้ผู้คนต้องพึ่งพาตลาดมืด เพื่อหาสินค้าที่ขาดแคลน ทำให้ธุรกิจสีเทาๆ ที่เติบโตขึ้นได้จากการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเจ้าหน้าที่รัฐก็มั่งคั่งขึ้นมาจากการเข้าไปควบคุมตลาดมืดเสียเอง
ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และภาวะข้าวยากหมากแพงทำให้รัฐบาลเน วิน ต้องกลับมาทบทวนนโยบายทางเศรษฐกิจของตนเอง ทั้งติน เพ (Tin Pe) และบา เญง (Ba Nyein) ผู้ออกแบบพิมพ์เขียววิถีพม่าสู่ระบอบสังคมนิยมถูกไล่ออกในต้นทศวรรษ 1970 รัฐบาลออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะสั้น-ระยะยาวฉบับใหม่ออกมา ความสนใจของแผนพัฒนาฉบับนี้ยังอยู่ที่การดำเนินนโยบายตามแบบสังคมนิยม แต่แทนที่จะให้ความสำคัญกับการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรเพียงไม่กี่อย่าง รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับทรัพยากรประเภทอื่นๆ อาทิ ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง และเหมืองแร่ มากขึ้น เป้าหมายที่เพิ่มเข้ามาคือ การเพิ่มศักยภาพให้ภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมในเวลา 20 ปี รัฐบาลยังเล็งเห็นปัญหาจากการเติบโตของตลาดมืด และการผูกขาดของรัฐ รวมทั้งยังเห็นข้อเสียของการปฏิเสธเม็ดเงินลงทุนจากภายนอก แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของ BSPP ในช่วงนี้จึงอะลุ่มอล่วยมากขึ้น รัฐบาลยอมรับเงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ธนาคารโลก และสหประชาชาติ เป็นมูลค่ารวมกันถึง 2 พันล้านเหรียญ ตลอดจนยังได้เงินฟื้นฟูจากอีกหลายประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต จีน เยอรมนี ฯลฯ ในท่ามกลางสงครามเย็นที่ยังคุกรุ่น
แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของ BSPP ล้มเหลวไม่เป็นท่า เศรษฐกิจในปลายทศวรรษ 1970 ต่อต้นทศวรรษ 1980 ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม ในปี 1985 เน วินสั่งให้ยกเลิกธนบัตรมูลค่า 100, 50 และ 20 จ๊าต มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเน วินไม่ได้ปรึกษาคนในรัฐบาลว่าจะออกมาตรการยกเลิกธนบัตรในครั้งนั้น แต่ก็ยังดีที่รัฐบาลยังยินยอมให้ประชาชนนำธนบัตรไปแลกคืนที่ธนาคาร (ที่ทั้งหมดเป็นของรัฐ) ได้ หากมีมูลค่าไม่เกิน 5,000 จ๊าต ประชาชนสามารถไปแลกคืนได้ทันที แต่หากมีมูลค่ามากกว่านั้น ทางการจะเก็บเงินครึ่งหนึ่งไว้ เจ้าของเงินต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าเป็นเงินที่หามาได้โดยสุจริต
แม้จะมีแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ BSPP ก็ไม่สามารถควบคุมเศรษฐกิจได้ และยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนทั้งในระดับรากหญ้า และนักศึกษา-ปัญญาชนที่ไม่ต้องการเห็นรัฐบาลเผด็จการอยู่ในอำนาจต่อไป ปัญหาปากท้อง และความล้มเหลวของเน วิน ในฐานะผู้นำสูงสุดของประเทศ เป็นชนวนเหตุของการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของพม่า หลังจากเน วิน ประกาศลาออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่งในรัฐบาลแล้ว เขาถูกควบคุมตัวในบ้านพักริมทะเลสาบอินยาในบั้นปลายชีวิต และเสียชีวิตอย่างสงบในยุคที่กองทัพที่เขาสร้างมากับมือยังคงยิ่งใหญ่ และก็ยังคงใหญ่คับฟ้ามาจนถึงปัจจุบัน

