การอนุมัติเห็นชอบงบประมาณ 86,994 ล้านบาทของ ครม. เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ส่งผลสะเทือนอย่างสูง ยิ่งในทางการเมือง
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมา คือ คำตอบ
เป็นทั้งเสียงที่เห็นด้วยจากไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
รวมถึงเสียงที่เห็นด้วยจากไม่ว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงที่ไม่เห็นด้วยไม่ว่าจะจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะจาก นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
ที่เห็นด้วยก็ว่าเป็น “ประชารัฐ” ที่ไม่เห็นด้วยก็ว่าเป็น “ประชานิยม”
ประเด็นว่าด้วย “ประชานิยม” กับ ประเด็นว่าด้วย “ประชารัฐ” จึงย้อนกลับมาเป็น “วาระ” แห่งการถกเถียงกันอีกครั้งหนึ่ง
มั่นใจเลยว่า “ประชารัฐ” กับ “ประชานิยม” จะเป็นประเด็นใหญ่ ประเด็นสำคัญ
ไม่ว่าการหยิบยกประเด็น “ประชารัฐ” หรือประเด็น “ประชานิยม” มาถกเถียง เมื่อประสานเข้ากับรายละเอียดในการอนุมัติงบประมาณ 86,994 ล้านบาทเพื่อโอบอุ้มประชาชน
เท่ากับยอมรับว่า “เศรษฐกิจ” เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ
ในแวดวงข่าวสารของบ้านเมืองนี้มีข่าว 2 กระแส 2 แนวทางที่สะท้อนความขัดแย้งในทางความคิดอย่างเด่นชัด
1 เห็นว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว ยอดเยี่ยมยิ่ง
ขณะเดียวกัน 1 เห็นว่าเศรษฐกิจมีแต่ซวดเซ เสื่อมทรุด ความเดือดร้อนกระจายไปอย่างชนิดที่สรุปได้ว่า ทุกหย่อมย่าน
ทำให้เห็นว่า “วิถี” ดำเนินของ “ข่าว” ก็มี 2 ประเภท
1 ข่าวทางด้านการตลาด เน้นอยู่ตลอดเวลาถึงการฟื้นตัว ความรุ่งโรจน์สดใสแวววาม 1 ข่าวที่เป็นจริง เน้นให้เห็นหัวรถจักรที่เป็นปัญหาและมีเหลือเพียงหัวรถจักรเดียว คือ การลงทุนจากภาครัฐ
มั่นใจได้เลยว่า นี่จะเป็นหัวข้ออันร้อนแรงก่อน “การเลือกตั้ง”
ประเด็นอันจะกลายเป็นปัญหาในทางสังคมอาจสรุปได้เป็น 2 ประเด็นใหญ่ 1 คือ ประเด็นว่าด้วยความคับแค้นทางจิตใจ และ 1 คือประเด็นว่าด้วยความยากไร้ทางวัตถุ
ประเด็นความยากไร้สะท้อนปัญหา “เศรษฐกิจ”
ประเด็นความคับแค้นทางจิตใจสะท้อนปัญหา “การเมือง”
ไม่ว่าพรรคการเมืองที่ให้การสนับสนุน คสช. ไม่ว่าพรรคการเมืองที่ไม่ให้การสนับสนุน คสช.เมื่อนำปัญหาเสนอต่อประชาชนก็มิอาจหนีพ้นไปจาก 2 ปัญหานี้ได้
ฝ่าย คสช.ย่อมเห็นความรุ่งโรจน์ ความสำเร็จ ไพร่ฟ้าหน้าใส กินอิ่ม นอนอุ่น
ฝ่ายตรงกันข้าม คสช.ย่อมเห็นความอับเฉา โรยรา ความล้มเหลวกระทั่งไพร่ฟ้าหน้าหมอง กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น
เหล่านี้คือ 2 ประเด็นที่จะนำขึ้นสู่ “วิวาทะ” ระหว่างกัน
หาก คสช.ประสบความสำเร็จนับแต่เดือนพฤษภาคม 2557 กระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนพฤษภาคม 2562 คะแนนเสียงย่อมเป็นของพรรค คสช.
หากว่าเป็นตรงกันข้าม คะแนนก็ย่อมจะไม่มี หรือมีก็น้อย
บัตรเลือกตั้งที่อยู่ในมือของประชาชนนั่นแหละจะเป็นเครื่องกำหนด “อนาคต” ของ คสช.ว่าภายหลังการเลือกตั้งแล้วจะเป็นอย่างไร
อำนาจจะยังอยู่ในมือ หรือว่าหลุดไปจากมือ
ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะ DESIGN มาอย่างไร แต่อำนาจแท้จริงอยู่ในมือ “ประชาชน”

