หน้าแรก คอลัมนิสต์ สิทธิของสุนัข...

สิทธิของสุนัข ที่ถูกทำร้ายถึงตาย มีจริงหรือเปล่า? โดย ผศ.นพดล ปกรณ์นิมิตดี

3.05.16 | 13:15 น.

หากเรามองว่ากฎหมายต้องมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ก็น่าจะถือเป็นตัวอย่างของกฎหมายที่มีการพัฒนา ต่อยอดจากประมวลกฎหมายอาญา ความผิดลหุโทษ มาตรา 381 ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำการทารุณต่อสัตว์ หรือฆ่าสัตว์ โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

แม้ในปี พ.ศ.2558 จะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2558 มีการยกเลิกอัตราโทษเดิมของมาตรา 381 แต่โทษทางอาญาที่ปรับใหม่ คือโทษปรับจากเดิม 1,000 บาท เปลี่ยนเป็น ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ 10 เท่าจากอัตราเดิม โดยโทษจำคุกยังคงเท่าเดิม

จากมาตรา 381 กฎหมายอาญา มาสู่พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557

มาตรา 20 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ประเด็นหลักที่กฎหมายต้องการจะลงโทษตามมาตรา 20 นี้ คล้ายๆ กับกฎหมายอาญามาตรา 381 แต่มีระดับความรุนแรงของการลงโทษจำคุกมากถึง 23 เท่า ดังความในมาตรา 31 ของพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557

Advertisement

มาตรา 31 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ยกตัวอย่างเช่น เดิมฆ่าสุนัขตาย โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปัจจุบันคือโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี กรณีที่ยกตัวอย่างนี้ หมายถึงหากศาลเลือกใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด

ในอดีต ข่าวตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับการทำร้ายสุนัข (เหตุผลที่หยิบเอาสุนัขมาคุย ด้วยเพราะสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับคนมากกว่าสัตว์ประเภทอื่น) แม้จะสะเทือนความรู้สึกของผู้คนในสังคมไทยในช่วงเวลาที่เป็นข่าว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกของคนที่โกรธตามข่าวก็จางหายไปกับข่าวด้วย

แต่เมื่อการกระทำทารุณต่อสุนัขซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับมนุษย์มีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ การเสนอขอแก้ไขกฎหมายหรือการเสนอร่างกฎหมายใหม่เพื่อคุ้มครองปกป้องสัตว์จึงเกิดขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนากฎหมายโดยเชื่อมโยงเพียงบางมิติ จากความรู้สึกของผู้คนในสังคมที่รักสัตว์ ไม่ยอมรับการกระทำทารุณกรรมสุนัขที่โหดร้าย แต่ขาดการชั่งน้ำหนักจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสุนัขที่ไม่มีเจ้าของหรือหมาจรจัด ที่กัดทำร้ายคน หรือขี้เรี่ยราด สร้างความเดือดร้อน ย่อมอาจมีส่วนทำให้การบังคับใช้กฎหมายขาดสมดุลแห่งความยุติธรรม หรืออาจเป็นความไม่เป็นธรรมต่อคนหรือมนุษย์ที่ทำร้ายสุนัข ด้วยเหตุผลที่น่าเห็นใจ เช่น ลูกชายถูกสุนัขไม่มีเจ้าของกัดทำร้าย และเมื่อต้องเดินผ่านสุนัขตัวต้นเรื่อง อารมณ์ ความรู้สึกโกรธแค้น ย่อมนำมาซึ่งการบันดาลโทสะ ทำร้ายสุนัขดังที่ปรากฏเป็นข่าว

กรณีหากสุนัข สัตว์ ใช้ชีวิตตามธรรมชาติอย่างปกติ มิได้ไปทำอันตรายคนหรือมนุษย์แต่อย่างใดเลย แต่มีคนจิตไม่ว่าง ไปทำร้าย ไปแกล้ง หรือไปโกรธแค้นคนอื่นเขามา แต่ทำอะไรคนที่ตัวเองโกรธไม่ได้ สุนัขที่เดินอยู่แถวบ้านจึงมารับกรรมแทน เช่นนี้การลงโทษคนกระทำความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์ก็น่าจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล และหากถูกลงโทษจำคุกสูงสุดตามกฎหมายก็เป็นสิ่งที่เห็นด้วย

แม้พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 มาตรา 20 จะเปิดช่องว่าห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร

คำว่าโดยไม่มีเหตุอันสมควร น่าจะตีความได้ว่า หากกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์นั้น เป็นการกระทำที่มีเหตุอันสมควร เช่น ต้องป้องกันตัว ก็จะไม่เข้าองค์ประกอบความผิด

ปัญหาก็คือ อะไรจะถือว่าเป็นกรณี “มีเหตุอันสมควร” สุนัขส่งเสียงร้องคำราม ยิงฟันใส่เรา ต้องรอมันกัดเราก่อน เราถึงป้องกันตัวได้ หรือเหมือนตำรวจในหนังฝรั่ง ต้องรอคนร้ายยิงปืนใส่ก่อน หรือเราต้องวิ่งหนีสุนัขก่อน หมดหนทางหนีจริงๆ ค่อยต่อสู้ หรือทำร้ายมัน เพื่อป้องกันตัวเราได้ กระนั้นหรือครับ

หลายคนอาจคิดไปในทำนองว่า หมาหรือสุนัขมีสิทธิดีกว่าคน คำตอบสำหรับผมก็ไม่น่าจะใช่ เพราะสิทธิคือประโยชน์ที่กฎหมายรับรองหรือคุ้มครองให้สำหรับบุคคลซึ่งก็คือมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ สุนัขมิใช่บุคคล สุนัขไม่มีสิทธิต่างๆ ตามกฎหมายแต่อย่างใดหรอกครับ

ในมุมมองกฎหมาย สัตว์เลี้ยง สุนัขจริงๆ ก็คือทรัพย์สินประเภทหนึ่ง การลงโทษทางอาญาที่เกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 มาตรา 20 เป็นเรื่องที่รัฐต้องการลงโทษบุคคลที่กระทำการในสิ่งที่กฎหมายห้าม และสิ่งที่กฎหมายห้ามมิให้กระทำคือการทารุณกรรมสัตว์ ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับเอกชน หรือประชาชนธรรมดาอย่างเราๆ นะครับ

แต่อยากให้ผู้อ่านลองเปรียบเทียบกับมาตรา 21 ของพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ การกระทำดังต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ตามมาตรา 20

(1) การฆ่าสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหาร ทั้งนี้ เฉพาะสัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหาร

(2) การฆ่าสัตว์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์

(3) ………………………………………….

วัว ควาย หรือหมู ที่อยู่ในโรงฆ่าสัตว์ ไม่ถูกทารุณกรรมหรือครับ เราคงเคยได้ยินข่าววัว ควายที่หนีออกจากโรงฆ่าสัตว์มาแล้ว ถึงขั้นต้องมีการไถ่ชีวิตกัน วัว ควาย เป็นสัตว์ใหญ่กว่าสุนัขด้วยซ้ำ หากเราเคยเห็นการฆ่าวัว ควายที่นำมาเป็นอาหารจากสารคดีหรือในอินเตอร์เน็ต เราคงสรุปได้ว่ามันคือการทารุณกรรมสัตว์ที่ถูกต้องตามกฎหมายใช่หรือไม่

หากมองในอีกแง่หนึ่ง สัตว์ด้วยกัน ถ้ามันคิดได้ มันคงคิดนะครับว่า ทำไมสุนัขมีสิทธิดีกว่าวัว ควาย เพราะมนุษย์จะกินมัน มันเลยหมดสิทธิ สันนิษฐานว่าอย่างนั้นนะ

ท้ายที่สุด กรณีที่เป็นข่าวที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งจะเป็นกรณีสุนัขไปก่อปัญหาให้กับมนุษย์ ตั้งแต่คดีสุนัขไปกัดไก่ แล้วเจ้าของเขาโกรธ จนล่าสุดคดีพ่อค้าข้าวมันไก่ฆ่าหมาตาย อยากให้สังคมพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน โดยมิได้มุ่งเน้นแต่เฉพาะสิ่งที่กฎหมายห้ามแต่อย่างเดียว ประกอบกับตัวบทกฎหมาย

แม้จะมีการพัฒนากฎหมายในเรื่องการคุ้มครองดูแลสัตว์ที่ดีขึ้น แต่หากการใช้กฎหมาย มีความแข็งตึง โดยมองเพียงมิติด้านหนึ่ง โดยมองแค่ผลจากการกระทำผิด ขาดการมองที่สาเหตุ คนส่วนหนึ่งก็คงอาจจะคิดได้นะครับว่า สัตว์หรือสุนัขตัวต้นเรื่องคงน่าจะมีสิทธิดีกว่ามนุษย์หรือคนที่มีชีวิตจิตใจอย่างเราๆ จริงแท้แน่นอนแล้วกระมังครับ