หน้าแรก คอลัมนิสต์ เมื่อรัฐเสกให...

เมื่อรัฐเสกให้คนหายไป… โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

3.05.16 | 19:00 น.

การคิดค้นประเด็นหรือศัพท์แสงใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจปรากฏการณ์การเมืองนั้นเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักวิชาการส่วนหนึ่งให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการคิดค้นคำบางคำนั้นไปเกี่ยวข้องกับการรณรงค์ทางการเมืองบางอย่าง

ที่นอกจากเพิ่มความเข้าใจที่มีต่อปรากฏการณ์ทางการเมืองแล้ว ยังมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงให้โลกใบนี้มันดีขึ้นอีกด้วย

ตัวอย่างคำที่น่าสนใจก็เช่นคำว่า displaced person หรือคนพลัดถิ่น ซึ่งเข้าใจว่าส่วนหนึ่งนั้นพัฒนามาจากการทำความเข้าใจว่าผู้คนที่อพยพย้ายถิ่นนั้นเขาเคลื่อนที่ หรือเคลื่อนย้ายโดยถูกบังคับ (forced migration) และทำให้เกิดการอธิบายในรายละเอียดว่า นอกเหนือจากที่เราเข้าใจว่าการอพยพนั้นเป็นเรื่องของผู้ลี้ภัย (refugee) ก็ยังมีผู้ที่ถูกบังคับให้เคลื่อนย้ายที่อยู่ภายในประเทศนั้นเอง (internally displaced person)

การทำความเข้าใจเรื่องเช่นนี้ทำให้เห็นว่าการถูกบังคับให้เคลื่อนย้ายภายในนั้น เป็นการที่รัฐนั้นกระทำต่อประชาชนของตัวเอง และเข้าข่ายมีฐานความผิดในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่ถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถ่องแท้ในเรื่องนี้ เราก็จะมองว่ารัฐมีสิทธิสั่งประชาชนได้โดยการอ้างว่ารัฐนั้นกระทำตามกฎหมายที่ตนเองมี และนี่คือเรื่องกิจการภายในประเทศ

ในปัจจุบันการพูดคุยและจับตาสถานการณ์ในเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้น มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่สองเรื่องที่อาจถือว่าเป็นคำถามที่เมื่อย้อนกลับมามองสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทำให้ต้องมีการบันทึกกันเอาไว้

Advertisement

เรื่องแรก คือ การถกเถียงในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐบาลทหารที่มาจากการทำรัฐประหาร

เรื่องที่สอง คือ ประเด็นใหม่ๆ ในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้

มาว่ากันที่เรื่องแรกก่อน นั่นก็คือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐบาลทหาร ประเด็นนี้ผมคิดว่าอาจมีการมองได้สองด้าน ด้านหนึ่งคือ การวัดการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยมาตรฐานของสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งในเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องไม่ยากอะไร เพราะเกณฑ์ต่างๆ ก็มีอยู่แล้ว หลักฐานก็มีอยู่มากมาย แต่คำถามก็คือ การพูดความจริงในเรื่องนี้มันจะสร้างความปลอดภัยอะไรให้กับคนพูดบ้าง

และในอีกด้านหนึ่ง ถามว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นไปอย่างซ่อนเร้น หรือเป็นแบบที่เกิดขึ้นต่อหน้า แต่เราไม่พูดถึงมันกันแน่

ที่สำคัญ สิ่งที่น่าสนใจในมุมอื่นที่พอจะพูดได้ก็คือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเกิดขึ้นได้เพียงเพราะทหารนั้นถือปืนเข้ามากระทำการดังกล่าว หรือเพราะว่าสังคมนี้ยอมรับให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง และการยินยอมพร้อมใจโดยไม่ได้ถูกบังคับด้วยกำลังนี้เกิดจากอะไรและเกิดได้อย่างไร จริงหรือไม่ที่เป็นเรื่อง “ทางวัฒนธรรม” หรือว่าเราต้องทำความเข้าใจที่ถี่ถ้วนกว่านี้ว่า สิ่งที่เราเรียกว่าวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนของบ้านเรานั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรอย่างจริงๆ จังๆ ในแต่ละเรื่อง

แต่อีกด้านหนึ่งที่คนพูดถึงกันน้อยก็คือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น “ถูกอธิบาย” โดยรัฐอย่างไร? และนี่คือเรื่องใหม่ที่ผมว่าน่าสนใจมาก ก็คือแทนที่รัฐจะปฏิเสธว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะไม่มีการกระทำดังกล่าว รัฐกลับบอกว่าการกระทำที่เกิดขึ้นนั้น “ไม่ละเมิด” สิทธิมนุษยชน

ประเด็นนี้ทำให้เราเห็นว่า “การตีความ” ในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นสำคัญ หรือพูดอีกอย่างก็คือว่า

มันขึ้นกับมุมมองของรัฐและการยอมรับของสังคมเองต่อการที่รัฐจะอ้างว่าตนนั้นไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย

การให้สัมภาษณ์ของแหล่งข่าวจาก คสช. โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ทำให้เราต้องบันทึกสิ่งนี้เอาไว้ในบ้านในเมืองในวันนี้ จากกรณีการดำเนินการกับคุณวัฒนา เมืองสุข ซึ่งโพสต์ข้อความแสดงทรรศนะทางการเมืองของตนเองลงในเฟซบุ๊ก (“คสช.”เมินคำขู่”ให้ปล่อยตัว! ขังยาว’วัฒนา’ไม่มีกำหนด” เดลินิวส์ 18 เมษายน 2559 – http://www.dailynews.co.th/politics/392457)

“การที่อ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามกฎบัตรสหประชาชาตินั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชน หมายถึงการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ที่ไม่มีกรอบกฎหมายให้อำนาจ แต่ที่ผ่านมาเจ้าพนักงานเขามีกรอบกฎหมายให้อำนาจ เขาก็ทำตามอำนาจ การที่นายวัฒนาอ้างสิทธิมนุษยชนนั้นหมายถึงว่า ทำอำนาจตามอำเภอใจที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ แต่นี่เขาทำตามอำนาจที่กฎหมายให้มา ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันว่าให้ทำตามกฎหมายเท่านั้น เจ้าพนักงานไม่เคยใช้อำนาจตามอำเภอใจ” แหล่งข่าวกล่าว

พร้อมกันนั้นแหล่งข่าวยังอธิบายว่า หลักกฎหมายมี 2 สำนัก ได้แก่ สำนักกฎหมายธรรมชาติ เช่น ไปตีหัวคน ก็รู้ว่าผิดกฎหมายโดยไม่ต้องมีใครมาบอก รู้ว่าต้องทำผิด เพราะอยู่ๆ จะมาตีหัวได้อย่างไรแล้วบอกโดนรังแก เขาเรียกว่ากฎหมายธรรมชาติ แต่หลักกฎหมายธรรมชาติต่อไปคนก็ฆ่ากันเอง เมื่อตีหัวฉันฉันก็ตีหัวกลับ ซึ่งมันไม่ได้ ต้องมีกฎหมายประวัติศาสตร์ คือ สำนักประวัติศาสตร์ สังคมต้องมาร่างกฎที่อยู่ร่วมกัน เพื่อปฏิบัติตามกฎนั้น ไม่ใช่มาอ้างกันมั่วๆ สิทธิมนุษยชนกฎบัตรสหประชาชาติมีตรงไหนบ้างว่ามีสิทธิแล้วไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ใช้สิทธิทำตามธรรมชาติแล้วไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่มี

สิทธิมนุษยชนตามกฎบัตรสหประชาชาติ ไม่มีตรงไหนที่บอกว่าไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย รัฐธรรมนูญบอกว่า สิทธิ เสรีภาพมี แต่ต้องอยู่ภายใต้ของกฎหมายห้ามละเมิด ถ้าอย่างนั้นคนติดคุกบอกว่ามีสิทธิเสรีภาพก็เดินออกจากคุกมาเลย โดยบอกว่าฉันมีเสรีภาพ โดยไม่เอากฎหมายบ้านเมืองก็อยู่ไม่ได้ หรืออยากด่าคนอื่น แต่มีกฎหมายหมิ่นประมาท หรืออยากด่าแล้วบอกมีสิทธิวิจารณ์ ก็ไม่ผิดข้อหาหมิ่นประมาท หรืออยากพูดทุกคนใช้สิทธิกันหมด อย่างนี้ก็ไม่ต้องมีกฎหมายหมิ่นประมาท หรืออยากเปิดเพลงเสียงดัง เพราะเปิดในบ้านฉัน คนอื่นเดือดร้อนไม่เป็นไร อย่างนั้นประเทศชาติก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีใครว่า ไม่มีสิทธิ

แต่สิทธิต้องใช้ตามกฎหมาย อยู่ภายใต้เงื่อนไขกฎหมาย อย่ามาใช้สิทธิในการเขียนอย่างละนิด อย่างละหน่อย เพื่อปลุกปั่นกระแสมวลชนหรือฐานเสียงของตัวเอง

แล้วที่บอกว่าไม่เคยยั่วยุปลุกปั่นนั้น ให้ไปย้อนกลับดูพฤติกรรมของนายวัฒนาว่าคืออะไร อย่ามาเอาครั้งเดียวแล้วมาพูด เป็นพฤติกรรมต่อเนื่อง คนเราทำไม่ใช่พฤติกรรมครั้งเดียว คนเราเจตนาทำสะสม ไม่ใช่ครั้งเดียวแล้วผิดสำเร็จ คนอื่นอ่านเจตนาคุณไม่ออกหรือ อย่าลืมว่าคนเราทำอะไรไว้มันก็ต้องมีมูล ไม่อย่างนั้นทำไมคนอื่นพูดไม่โดนดำเนินคดี เพราะเจตนามันมี แต่เขาไม่อยากจะประจานไปมากกว่านี้ ขอให้สงบและทำให้บ้านเมืองสงบ ก็ไม่มีใครทำอะไรอยู่แล้ว เพราะเขาไม่ได้เป็นศัตรูกับคุณ

การอ้างประชาชนต้องรักชาติ ให้ประชาชนอยู่เย็น เป็นสุข มีความสุข ไม่ใช่หาเรื่องให้คนออกมาเกลียดชังกัน มาตีกัน แบ่งข้างกัน ดังนั้น คสช.จำเป็นต้องควบคุมตัวนายวัฒนาโดยยังไม่กำหนดว่าจะควบคุมตัวกี่วัน ซึ่งนายวัฒนาได้เซ็นรับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ที่ต้องอ้างอิงยาวเช่นนี้เพราะต้องการบันทึกเอาไว้ว่า นี่คือคำอธิบายอย่างเป็นระบบของคณะรัฐประหาร ทำให้เราเข้าใจได้ว่าการกระทำจริงที่เกิดขึ้น คือการจับกุมนายวัฒนาไป (ก่อนที่จะเอาขึ้นศาลทหารในเวลาต่อมา) มีฐานในการอ้างความชอบธรรมอยู่สามเรื่อง เรื่องแรกคือ การกระทำของนายวัฒนานั้นไม่บริสุทธิ์ใจ มุ่งไปทางยั่วยุปลุกปั่น สร้างความวุ่นวาย สองคือ การกระทำของนายวัฒนาละเมิดข้อตกลงที่มีไว้กับ คสช.

และที่สำคัญที่สุดคือประการที่สาม การกระทำของนายวัฒนาขัดกับข้อกฎหมายที่ให้อำนาจ คสช.ในการกระทำในข้อที่สอง ดังนั้นการใดที่ คสช. มีกฎหมายรองรับ ไม่ได้ทำตามอำเภอใจนั้นก็ถือได้ว่าไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ข้ออ้างสามข้อนี้ผมว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ แตกต่างจากคำอธิบายที่เราคงจะคุ้นชิน คือคำอธิบายทางวัฒนธรรมและชาตินิยมที่ว่าประเทศไทยมีเอกราช คนอื่นอย่ามาละเมิด (กองเชียร์มักจะชอบใช้คำอธิบายเช่นนี้) ซึ่งก็เป็นการกล่าวไว้โดยอ้อมๆ ว่าสังคมต้องมีกฎเกณฑ์จะมาอ้างกฎธรรมชาติได้อย่างไร

คำอธิบายใหม่นั้นมีฐานจากสามแหล่ง คือ คสช.มีอำนาจ อำนาจมาจากกฎหมาย (ที่ คสช.ออกเอง) และคนที่ถูกจัดการด้วยอำนาจนั้นเป็นคนที่ไม่มีเจตนาดีต่อบ้านเมือง ดังนั้นใครไม่เห็นตรงกับสามข้อนี้ก็ย่อมถูกจัดการได้ “ตามกฎหมาย” และ “ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน” จนทำให้เกิดขนบธรรมเนียมทางกฎหมายใหม่ในบ้านเรา คือการดำเนินคดีกับประชาชนด้วยกฎหมายอาญามาตรา 116 กันอย่างเอิกเกริก มากกว่าธรรมเนียมเดิมที่ไม่ค่อยมีการตีความว่าการวิจารณ์รัฐบาลนั้นเป็นการละเมิดมาตรา 116

“มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”

จะเห็นว่า การตีความในมาตรานี้ในปัจจุบัน เป็นการตีความที่คณะ คสช.ใช้อย่างเอิกเกริก โดยเฉพาะคำว่า “โดยสุจริต” และ “ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน” จากเดิมในยุคสังคมประชาธิปไตยที่ตัวรัฐบาลเองไม่ได้ออกมากล่าวหาผู้คนด้วยมาตรานี้มากนัก และเป็นหน้าที่ของศาลที่จะตีความว่าอะไรคือความเห็นโดยสุจริตมากกว่าทีมโฆษกรัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับมอบอำนาจในกฎหมายใหม่ที่สามารถจับกุมผู้คนได้มากและกว้างขวางขึ้นดังที่เป็นอยู่

โดยสรุป สิ่งสำคัญที่เป็นประเด็นท้าทายในเรื่องสิทธิมนุษยชนในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการที่รัฐอ้างว่าไม่มีการกระทำเกิดขึ้นเลย แต่เป็นเรื่องของการตีความการกระทำบางอย่างอย่างเป็นระบบว่าไม่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างหาก (ทั้งที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกฎหมายบางอย่างรองรับเอาไว้แล้ว)

ประการสุดท้ายที่ขอกล่าวถึงในช่วงนี้คือ ประเด็นใหม่ๆ ที่เป็นการผลักดันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นั่นก็คือเรื่องของการทำให้บุคคลสูญหาย (enforced disappearance) ซึ่งเป็นเรื่องที่เราอาจจะเคยได้ยิน แต่ไม่เคยคิดอย่างเป็นระบบ เช่นเราเพิ่งค้นพบการนั่งยางและอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมาโดยตลอด

จากข้อมูลของวิกิพีเดียภาษาไทย อธิบาย “การบังคับให้บุคคลสูญหาย” ว่า “การอุ้มหาย (forced disappearance หรือ enforced disappearance) เป็นคำในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หมายถึง กรณีที่บุคคลถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์การการเมือง หรือบุคคลอื่นซึ่งได้รับอนุญาต การสนับสนุน หรือการรับรู้จากรัฐหรือองค์การการเมืองลักพาตัวไป และรัฐ องค์การการเมือง หรือบุคคลอื่นดังกล่าวบอกปัดไม่รับรู้ชะตากรรมหรือถิ่นที่อยู่ของผู้หายตัวไป โดยจงใจจะให้ผู้นั้นอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย

ตามธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute of the International Criminal Court) ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2002 เมื่อการบังคับให้บุคคลสูญหายนั้นกระทำเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีพลเรือนเป็นวงกว้างหรือเป็นระบบ ก็จะถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและไม่อยู่ในอายุความ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2006 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติยังได้ตกลงรับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance)”

คำถามที่สำคัญในเรื่องนี้ที่ประเทศไทยเองก็เป็นภาคีในอนุสัญญาดังกล่าวนี้มันอยู่ที่ว่า ตกลงการจับตัวผู้คนที่รัฐอ้างว่าขัดกับความมั่นคงและความสงบของบ้านเมืองไปโดยไม่แจ้งให้ทราบว่าคุมขังอยู่ที่ไหนนั้น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม และเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย หรือว่าการกระทำดังกล่าวนั้นควรจะถูกจัดเป็นการบังคับให้คนสูญหายชั่วคราวซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน? และถ้าจะมีการเรียกร้องให้มีคนสนใจเรื่องนี้มากขึ้น คำถามก็คือ เราจะต้องคิดคำใหม่ๆ มาอธิบายการปรับทัศนคติของ คสช. การชวนไปกินกาแฟ การพาไปเซ็นเอ็มโอยู หรือไม่?

และประเด็นสุดท้ายที่ขอกล่าวทิ้งไว้ก็คือ ตำแหน่งแห่งที่ของสิทธิมนุษยชนของบ้านเรานั้นควรจะอยู่แค่ไหนในสังคมที่อ้างว่ามีประชาธิปไตยร้อยละ 99 เราควรจะมีสิทธิมนุษยชนเป็นสัดส่วนเท่าไหร่? หรือเราจะอ้างว่าเรามีเต็มร้อยตราบที่กฎหมายระบุไว้หรือกฎหมายมันเพิกถอนเรื่องบางเรื่องออกไปด้วย

ไม่อยากสรุปว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยนั้น “ถูกทำให้สูญหายโดยสมัครใจ” (voluntarily enforced disappearance) ไปหรือเปล่าในช่วงนี้ครับ