มติชนสุดสัปดาห์กำลังทยอยปล่อยคลิปสัมภาษณ์พิเศษ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการและคอลัมนิสต์อาวุโส
โดยคณะผู้สัมภาษณ์พยายามชวน อ.นิธิ วิพากษ์การเมือง ก่อนหน้าการเลือกตั้งจะมาถึงในปี 2562
สามตอนแรก อ.นิธิ พูดถึงทั้งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน, พรรคเพื่อไทยและเครือข่าย ตลอดจนพรรคอนาคตใหม่
ในส่วนของนายกฯ และหัวหน้า คสช. นักวิชาการอาวุโสมองว่าภาระหนักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือ การทำตัวให้เป็นที่พอใจของชนชั้นนำทุกฝ่าย
ถ้าในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง พรรคพลังประชารัฐที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ชัดเจน ประสบความสำเร็จได้คะแนนเสียงเป็นกอบเป็นกำพอสมควร เช่น มี ส.ส.เขต ขั้นต่ำ 50 คน บวกด้วย ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ส.ว.
ก็มีแนวโน้มสูง ที่ชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ จะยังยินยอมสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย
แต่หากพรรคพลังประชารัฐล้มเหลวในการเลือกตั้ง คือ ได้ ส.ส.เขต ไม่ถึง 50 คน แล้วยังพยายามดึงดันรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
เมื่อนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะตกที่นั่งลำบาก เพราะเสียงสนับสนุนจากชนชั้นนำหลากหลายกลุ่มอาจหายไป
สำหรับพรรคเพื่อไทย ไม่มีปัญหาว่าพรรคการเมืองนี้มีความชำนาญในเกมการเลือกตั้ง
แต่ อ.นิธิ เตือนว่าในยุคสมัยปัจจุบัน ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอาจต้องการอะไรมากกว่านั้น
นั่นคือพันธสัญญาว่าพรรคจะเข้าไปจัดการกับความยุ่งยากและภาระผูกพันต่างๆ ที่ คสช.สร้างเอาไว้
ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการจากเชียงใหม่จึงไม่ซื้อข้ออ้างในการสนับสนุนให้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ขึ้นเป็นแกนนำพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลว่า “เข้าได้ทั้งสองฝ่าย”
อ.นิธิ ยังสงสัยใน “กลยุทธ์แตกแบงก์พัน” ซึ่งนำไปสู่การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองย่อยๆ เครือข่ายของพรรคเพื่อไทย อาทิ พรรคไทยรักษาชาติ
แน่นอน กลยุทธ์ดังกล่าวถูกคิดคำนวณเพื่อการได้มาซึ่ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากการเลือกตั้งระบบปัจจุบัน
แต่นี่คือการคิดจากมุมของคนที่หวังจะได้รับคะแนนเสียง ซึ่งอาจแตกต่างจากประชาชนผู้ลงคะแนน ที่มีสิทธิเลือกได้แค่พรรคการเมืองเดียว (ถ้าเขา “รักทักษิณ” มากๆ เขาควรเลือกพรรคไหน?)
อย่างไรก็ดี ไม่ว่ากลยุทธ์นี้จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ การปรากฏขึ้นของมันก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของโครงสร้างกฎกติกาที่ถูกออกแบบไว้โดยรัฐธรรมนูญ 2560
เมื่อถามถึงปัญหาติดๆ ขัดๆ ของพรรคอนาคตใหม่
อ.นิธิ มองว่าผู้บริหารพรรคอาจไม่ได้ประชุมเพื่อตัดสินใจและหาข้อสรุปอย่างจริงจังต่อประเด็นต่างๆ ที่จะสื่อสารออกสู่สาธารณะ
นักวิชาการผู้นี้แนะนำว่าผู้บริหารพรรคซึ่งได้รับเลือกจากประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรค ควรจะต้องทำหน้าที่กลั่นกรองและตัดสินใจในประเด็นสำคัญๆ อย่างหนักแน่นกว่านี้
เพราะหลายๆ การตัดสินใจทางการเมืองไม่สามารถพึ่งพาเสียงที่หลากหลายของประชาชนในแบบประชาธิปไตยทางตรงได้ และหากปล่อยให้ทุกเรื่องเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าพรรคอนาคตใหม่ “ยึดถือประชาธิปไตยแบบค่อนข้างไร้เดียงสา”
อย่างไรก็ตาม อ.นิธิ ยังเชื่อว่าการก่อตั้ง “พรรคการเมืองของมวลชน” ด้วยแนวทางแบบอนาคตใหม่ ยังเป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตยไทยในระยะยาว
เพราะมีเพียงพรรคการเมืองรูปแบบนี้เท่านั้น ที่จะสามารถต่อกรกับพรรคใหญ่ ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับอำนาจทุนและชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ได้
คลิปสัมภาษณ์ อ.นิธิ โดยทีมงานมติชนสุดสัปดาห์ จะยังเหลืออีกสองตอนสำคัญ ว่าด้วยพรรคประชาธิปัตย์และบทบาททางการเมืองของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ซึ่งเมื่อประกอบรวมบทสัมภาษณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็จะช่วยให้เรามองเห็นภาพกว้างของการเลือกตั้งปี 2562 แจ่มชัดขึ้น
นี่คือการเลือกตั้งที่นักวิชาการอาวุโสนิยามว่า อาจเป็นครั้งแรกสุด ที่ประชาชนจะเลือกพรรคการเมือง โดยวางฐานคิดอยู่บนอุดมการณ์สองแบบ
ระหว่าง “เป็นประชาธิปไตย” กับ “ไม่เป็นประชาธิปไตย”

