หน้าแรก คอลัมนิสต์ สภาวะ พลิกผัน...

สภาวะ พลิกผัน ของ พ.ร.บ.ประชามติ เป็น ‘จุดอ่อน’

4.05.16 | 13:02 น.
แฟ้มภาพ

ที่คิดว่าจะเป็น “จุดแข็ง” อาจมิได้เป็นจุดแข็งอย่างที่วาดหวังเอาไว้ก็ได้ ขอให้ดู พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ก็แล้วกัน

“เสียง” อันกระหึ่มในขณะนี้เป็นเสียงอะไร

นอกจากเสียงชื่นชมยินดีอันมาจาก นายอมร วาณิชวิวัฒน์ และมาจาก นายอุดม รัฐอมฤต แล้วล้วนแต่สะท้อนเงื่อนปมอันจะกลายเป็นปัญหา

ความชื่นชมจาก นายอมร วาณิชวิวัฒน์ หรือ นายอุดม รัฐอมฤต มิได้เป็นเรื่องแปลก

แม้ 2 คนนี้ คน 1 จะสอนอยู่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอีกคน 1 จะสอนอยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Advertisement

แต่ “ลิ้นไก่” ที่เห็นก็คือ เป็น “กรธ.”

ถามว่าคนอย่าง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ไม่รู้เรื่องกฎหมายอย่างนั้นหรือ ถามว่าคนอย่าง นายไพโรจน์ พลเพชร ไม่รู้เรื่องกฎหมายอย่างนั้นหรือ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็น “เนติบัณฑิตไทย”

ยิ่ง นายไพโรจน์ พลเพชร ยิ่งเคยเป็น “ผู้ชี้นำ” ของ ดร.บางคนในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปัจจุบันฐานะคือ นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

เพียงเสียง “ค้าน” ของ 2 ท่านนี้ก็ต้อง “ล้างหู” น้อมรับฟังแล้ว

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ก็เช่นเดียวกับ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ มิใช่เพราะว่า 2 คนนี้เป็นระดับรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

หากที่สำคัญก็คือ ยังคิดในเรื่อง “ประชาธิปไตย”

มิได้คิดแต่ในเรื่องของ “อำนาจ” มิได้คิดแต่ในเรื่องว่าจะทำอย่างไรก็ได้ขอให้จัดการพรรคเพื่อไทยหรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้

ก็พร้อมจะชโยโห่ร้องอวยชัย

ยิ่ง นายไพโรจน์ พลเพชร ยิ่งต้องสนใจเพราะไม่เพียงแต่เคยทำงานในสหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชนต่อจาก อาจารย์เสน่ห์ จามริก เท่านั้น หากแต่ยังทำงานในเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ยังเป็น “นักศึกษา” กระทั่งเป็น “ทนายความ”

“ความขัดแย้งไม่มีทางคลี่คลายภายใต้บรรยากาศแบบนี้ หากให้ฝ่าย 1 พูดได้ แต่อีกฝ่าย 1 ถูกจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็น”

“ตอนนี้จึงไม่ใช่บรรยากาศแห่งการทำประชามติ” นายไพโรจน์ พลเพชร สรุป

หาก นายอุดม รัฐอมฤต ไม่สนใจ หาก นายอมร วาณิชวิวัฒน์ ไม่สนใจเพราะถือว่ามาจากเคมบริดจ์ แต่เชื่อว่า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ คงไม่ถึงกับผ่านเลย

เพราะนี่คือ ความเห็นจาก “นักกฎหมาย” ที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ “ประชาธิปไตย”

ต้องยอมรับว่าระหว่าง “ประชาธิปไตย” กับ “ประชามติ” มีความเป็นญาติ ดำรงอยู่อย่างเป็นญาติอันใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างยิ่ง

เพราะว่า 1 สัมพันธ์อยู่กับคำว่า “ประชา”

เพราะว่า 1 ประชาธิปไตยสะท้อนว่า “อำนาจ” เป็นของประชาชน ขณะที่ประชามติสะท้อนว่ามติเป็นของประชาชน

หากจะให้แต่พูดคำว่า “รับ” อย่างเดียว ก็ไม่น่าจะเป็น “ประชามติ”

หากจะไม่ยอมรับอำนาจของประชาชน หากจะไม่ยอมรับความเห็นของประชาชน ก็ยากยิ่งที่จะเรียกว่าประชาธิปไตย ก็ยากยิ่งจะเรียกว่าประชามติ

“มติ” อันได้มาจึงไม่สัมพันธ์กับ “ประชา”

เมื่อมติอันได้มาไม่สัมพันธ์กับประชา จึงเท่ากับตอกย้ำและยืนยันว่ากระบวนการในทางประชามติมิได้เป็นกระบวนการแห่งประชาธิปไตย

เป็นกระบวนการอันตรงกันข้ามกับ “ประชาธิปไตย”

กระบวนการประชามติที่มิได้ยึดโยงอยู่กับประชาธิปไตยจึงยากที่จะบรรลุเป้าหมายประชาธิปไตยในทางเป็นจริง

เสมอเป็นเพียงการแอบอ้าง ลวงโลก

เพราะธรรมชาติแห่งความเป็นจริงไม่ว่าอดีตหรืออนาคต ไม่เคยมี “งาช้าง” สามารถงอกออกมาจากปากของ “หมา” ได้อย่างเด็ดขาด

ที่เคยคิดและวาดหวังว่า พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 เป็นจุดแข็งก็อาจจะมิใช่

ชะตากรรมของร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 จึงดำเนินไปในทิศทางเดียวกันกับการผลักดันให้เกิด “คำถามพ่วง” ภายในกระบวนการประชามตินั่นเอง

ที่คิดว่าเป็น “จุดแข็ง” กำลังแสดง “จุดอ่อน” ให้เป็นที่ปรากฏ