หน้าแรก คอลัมนิสต์ อารมณ์ขัน โดย...

อารมณ์ขัน โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

4.05.16 | 14:30 น.
AFP PHOTO

คนที่มีอารมณ์ขันนั้นคล้ายเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง เพราะการทำให้คนรอบข้างยิ้มหรือหัวเราะได้นั้นเท่ากับมีความสามารถในการสร้างความสุข

สำหรับนักการเมือง คนที่มีคุณสมบัติมีอารมณ์ขันเข้าถึงชาวบ้านได้ดีถือเป็นเสน่ห์และข้อได้เปรียบ เมื่อต้องกล่าวสุนทรพจน์ หรือปราศรัยด้วยแล้ว อารมณ์ขันจะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความประทับใจให้กับตนเอง

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาสื่อมวลชนต่างรายงานชื่นชมอารมณ์ขันของ บารัค โอบามา ในงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว จัดส่งท้ายให้ในโอกาสใกล้จะหมดวาระตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

หลายสำนักบอกว่าไม่ผิดหวังกับสปีชของท่านผู้นำสหรัฐที่ปล่อยมุขแพรวพราว โดยเฉพาะในปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งมาเป็นปีที่ 8

“ใครๆ ก็รู้ว่าผมจะพ้นจากตำแหน่งอยู่แล้ว (ไม่ต้องเกรงใจกันเท่าไหร่แล้วสิ) แต่การที่เจ้าชายจอร์จ (เจ้าชายน้อยของอังกฤษ) ออกมาพบในชุดผ้าคลุมอาบน้ำน่ะ แหม่…มันตบหน้ากันชัดๆ”...เป็นมุขหนึ่งที่เรียกเสียงฮาครืน

Advertisement

จากความเห็นของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ผู้นำสหรัฐก่อนโอบามา คือจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ บิล คลินตัน ซึ่งต่างอยู่ในวาระสองสมัย หรือ 8 ปี เป็นคนมีอารมณ์ขันเช่นกัน เพียงแต่โอบามาได้ชื่อว่า อำขำๆ แบบอัลเทอร์เนทีฟ คือไม่ต้องมีพิธีรีตอง หรือรักษามาดผู้นำอะไรมาก

ทั้งหยิบเรื่องทันสมัยที่เป็นกระแสมาปล่อยมุขอยู่บ่อยๆ แม้แต่อำตัวเองก็ยังได้ เพียงแต่รู้กาลเทศะ หรือจังหวะเวลาที่เหมาะสม และรู้ว่าเรื่องไหนควรขำ เรื่องไหนไม่ควร

ขณะเดียวกันก็พร้อมให้ตัวเองถูกขำด้วย

อย่างกรณี บิล คลินตัน ที่พลาดไปยุ่งกับสาวพนักงานฝึกหัดในทำเนียบขาว จึงถูกล้อเลียนเรื่อง โมนิก้า ลูวินสกี้ อย่างครึกโครมจนมีภาพติดอยู่ถึงทุกวันนี้

ส่วน ท่านจอร์จ ดับเบิลยู. บุช นอกจากคนจะจำได้แม่นว่า ฮึกเหิมสั่งยกทัพไปบุกถึงอัฟกานิสถานและอิรักแล้ว เรื่องที่กินขนมปังเพรตเซลติดคอไปอุดหลอดลมจนหงายหลังตกเก้าอี้ ก็ขึ้นแท่นฮาประจำทำเนียบขาวด้วยเหมือนกัน

แต่ถึงจะถูกล้อเลียนขนาดไหนก็ไม่มีวี่แววว่าผู้นำสหรัฐคนใดจะโกรธ ข่มขู่กลับ หรือแม้แต่ฟ้องร้องเอาเป็นเอาตายแต่ประการใด เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแสดงว่าไม่ใช่คนมีอารมณ์ขันเสียแล้ว

อย่างไรก็ตาม การปล่อยมุขของนักการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องระวังเช่นกัน โดยเฉพาะประเด็นล่อแหลมที่อาจเหยียดสีผิว เชื้อชาติ หรือเพศ หลายครั้งจะสะท้อนทัศนคติที่ส่งผลกระทบกลับไปที่ตัวเอง

ตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้คือผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนหนึ่งพูดถึงเหยื่อคดีฆ่าข่มขืน เป็นมิชชันนารีหญิงชาวออสเตรเลีย เมื่อ 27 ปีก่อน ว่าน่าเสียดาย เพราะสวยขนาดนั้นน่าจะให้นายกเทศมนตรี (ตำแหน่งเดิมของผู้พูด) เผด็จศึกก่อน

หลังจากมุขนี้เผยแพร่เป็นข่าวออกไป แน่นอนว่านายคนนี้ถูกคนในสังคมถล่มอย่างหนักที่ปล่อยมุขที่ทั้งไม่ขำและไม่ควร

ยิ่งพอถูกทูตสหรัฐและทูตออสเตรเลียตำหนิ แทนที่จะสงบเสงี่ยมรับฟัง แกตอกกลับแบบฉุนเฉียวว่า ถ้าชนะตำแหน่งเมื่อไหร่ล่ะก็จะตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสองประเทศนี้ซะเลย

นี่คงเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่มีอารมณ์ขันแบบที่เราๆ ท่านๆ เคยเจอ