การจะเข้า หรือไม่เข้าร่วม การประชุมระหว่าง คสช.และ “แม่น้ำ 5 สาย” กับพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธันวาคม คือ จุดตัดและเป็นเส้นแบ่งอย่างสำคัญในทางการเมือง
เพราะว่านี่เป็น “มาตรการ” อันมาจาก “คำสั่งหัวหน้า คสช.”
ความหมายของการไม่เข้าร่วมย่อมหมายความว่า พรรคการเมืองนั้นไม่ยอมรับต่อบทบาทและความหมายของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560
“เส้นแบ่ง” นี้คือ “สัญญาณ” สำคัญ
ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยรักษาชาติ ไม่ว่าจะมาจากพรรคอนาคตใหม่ พรรคสามัญชน พรรคเพื่อชาติ และพรรคประชาธิปัตย์
เพราะเส้นแบ่งนี้เท่ากับปะทะกับ “คสช.” โดยตรง
ขณะเดียวกัน การประกาศเข้าร่วมไม่ว่าจะมาจากพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคประชาชนปฏิรูป ก็เป็นที่รู้กันว่าเพราะอะไร
นี่คือ 2 ขั้วทางการเมืองที่ดำรงอยู่
ต้องยอมรับว่าการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์อาจมีเหตุผลซึ่ง “ต่าง” จากของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยรักษาชาติ และรวมถึงพรรคอนาคตใหม่ พรรคสามัญชน
แต่ก็สะท้อนถึงลักษณะ “โน้ม” เอนในทางการเมือง
หากมองจากพื้นฐานเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยชูธง 2 ผืนขึ้นสูงเด่น ก็เด่นชัดถึงการแปรเปลี่ยนปรากฏขึ้น
แม้มิอาจอยู่ “แนว” เดียวกับพรรคเพื่อไทย
แต่ทั้งหมดนี้ก็เท่ากับเป็นสัญญาณว่า ธงที่เคยคัดค้านและต่อต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” เริ่มมีความสำคัญถึงกับกำหนดทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์
ตรงนี้ย่อมเป็น “สัญญาณ” ไปถึง “การเลือกตั้ง”
เท่ากับพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธแนวทางของพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาชนปฏิรูปโดยตรง
สัญญาณนี้ส่งไปยัง ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนา ด้วย
ในวันที่ 7 ธันวาคม ประชาชนอาจได้เห็นพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา เหมือนกับจะเป็นไฟลัมเดียวกันกับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติ พรรคประชาชนปฏิรูป
แต่ก็ยังเป็นการ “ร่วม” ซึ่งมิได้เป็น “เนื้อเดียว”
พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา อาจต้องการ “เวลา” อีกเล็กน้อยว่าจะสำแดงความ “โน้ม” เอนไปอย่างไร
อาจแตกต่างไปจากพรรคประชาธิปัตย์บ้าง
อาจยังไม่เข้าไปในแนวเดียวกันกับของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยรักษาชาติ แต่ก็มีความใกล้เคียงมากยิ่งขึ้น
ปัจจัยที่จะส่งผลสะเทือนจึงขึ้นกับอีก 2 เดือนข้างหน้า
คำถามก็คือ กระแสต้าน คสช.กระแสต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” จากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคประชาชาติ จะขึ้นสู่ระดับใด
หากกลายเป็นกระแส “หลัก” กระทั่งรุกไล่ “พลังประชารัฐ” ก็สามารถกำหนด “ทิศทาง” ได้
นอกเหนือจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชนปฏิรูป แล้ว ไม่มีพรรคอันเป็น “ของตาย” สำหรับ คสช.แม้กระทั่งพรรครวมพลังประชาชาติไทยก็ตาม
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ “แนวโน้ม” และ “กระแส”
คำถามอยู่ที่ว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะสามารถนำพา “พลังประชารัฐ” ทะยานไปเป็นความหวังให้กับประชาชนได้มากน้อยเพียงใด
หากทะร่อทะแร่ก็บอกได้เลยว่าเท่ากับแล่น “เรือใบ” บนบก

