จริยธรรมแพทย์ : โดย เฉลิมพล พลมุข

ชีวิตมนุษย์หรือคนเมื่ออยู่รวมกันเป็นจำนวนมากสภาพปัญหาต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ หลักการหนึ่งหรือกฎเกณฑ์ กฎหมายกรอบแห่งหลักการจริยธรรมหรือสำนึกรับผิดชอบต่อการกระทำก็เป็นมาตรการหนึ่งที่ผู้คนในสังคมจักต้องปฏิบัติเพื่อให้สังคมนั้นๆ มีความเป็นอยู่อย่างสุขสงบ

ข่าวหรือข้อมูลหนึ่งที่สื่อในเมืองไทยเราได้ติดตามอย่างต่อเนื่องก็คือ การตายของ น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน อายุ 38 ปี ที่ถูกนายคำตัน สิงหนาท ผู้เป็นสามีที่ใช้น้ำกรดสาดใส่ใบหน้าด้วยความหึงหวงแล้วถูกนำส่งโรงพยาบาลพระราม 2 ซึ่งมีลูกสาวน้องเตเต้วัย 12 ปี ได้ไปกับแม่ ในที่สุดก็ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลบางมดจนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยต้องเสียชีวิต ซึ่งมีคำถามจากสังคมที่ว่า ระบบส่งต่อผู้ป่วยโรงพยาบาลต้นทางมีความผิดด้วยหรือไม่ (คมชัดลึก 15 พฤศจิกายน 2561 หน้า 6)

สังคมไทยเรานับตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504-2509 รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ได้มีนโยบายถึงการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในการขยายตัวของธุรกิจอุตสาหกรรม การค้าเสรี การลงทุนของเอกชนทุกภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนได้มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข จนกระทั่งมาถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 ซึ่งก็จะสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) เพื่อให้ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน…

การดูแลสุขภาพของประชาชนในประเทศถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดถึงความสุขในภาพรวมของประเทศไปด้วยเช่นกันเนื่องด้วยชีวิตของคนไทยในภาพรวมของประเทศยังพบสภาพของปัญหาปากท้อง คนจนหรือคนที่อยู่ในฐานะเศรษฐกิจหาเช้ากินค่ำหรือรายได้ไม่พอกับรายจ่ายยังคงมีอยู่ในสัดส่วนจำนวนมากจนกระทั่งรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องมีมาตรการในการช่วยเหลือคนจนก็คือให้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือคนทั่วไปเรียกว่า “บัตรคนจน” โดยให้การช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยในทุกๆ เดือนจากภาษีของประชาชนโดยเป็นนโยบายของรัฐบาล

สภาพของความป่วยไข้หรือการเจ็บป่วยทั้งโรคร้ายแรงหรืออาจจะรวมถึงอุบัติเหตุที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เมื่อชีวิตร่างกายได้รับการบาดเจ็บ ป่วยไข้ สถานที่หนึ่งที่ประชาชนชาวบ้านได้ให้ความเชื่อมั่น ศรัทธา คาดหวังว่าชีวิตของตนและคนในครอบครัวจะรอดพ้นจากการเจ็บป่วยดังกล่าวก็คือ โรงพยาบาล แพทย์ หมอ พยาบาลและทีมสุขภาพทางการแพทย์ในทุกภาคส่วน ข้อเท็จจริงหนึ่งในสังคมไทยเราเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนก็คือ จะมีผู้ป่วยจำนวนมากไปรอพบแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐบาลทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัด ไม่อาจจะรวมไปถึงโรงพยาบาลเอกชนที่ผู้ป่วยและญาติส่วนหนึ่งจะขอรับเข้าบริการสิ่งสำคัญที่สุดก็คือจำนวนเงินที่จักต้องจ่ายไปกับการเจ็บป่วยที่มิอาจจะปฏิเสธได้หรืออาจจะเป็นความเข้าใจของคนทั่วไปว่า เป็นระบบธุรกิจทางการแพทย์…

การที่ใครคนหนึ่งสมอง ความคิด ความจำ การคำนวณในวิชาที่คนทั่วไปมิได้ชอบมากได้สอบเข้าเรียนแพทย์ได้ถือว่ามิใช่เป็นเรื่องปกติธรรมดา อาจจะเป็นความคาดหวังของตนเองและครอบครัวเครือญาติที่มองถึงอนาคตอันยาวไกลที่ว่า อาชีพแพทย์หรือพยาบาล หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ถึงอย่างไรโอกาสในการตกงานหรือไม่มีงานทำก็ถือว่าโอกาสน้อยมาก ขณะเดียวกันก็สร้างฐานะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การให้การยอมรับเคารพนับถือจากสังคมก็มีในโอกาสสูงไปด้วย

การเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัยแพทย์ถูกเข้มงวดด้วยศาสตร์วิชา ระเบียบวินัย โดยเฉพาะความรับผิดชอบในชีวิตแห่งความเป็นมนุษย์ เราท่านในฐานะวันหนึ่งต้องเจ็บป่วยแล้วเข้าโรงพยาบาลยังคงมีความเชื่อมั่นในหลักการดังกล่าวอยู่หรือไม่…

ผู้เขียนเข้าใจว่าท่านผู้อ่านหลายคนคงจะได้ดูรายการข่าวจากสถานีโทรทัศน์ในช่องต่างๆ หรือคลิปวิดีโอที่ถูกแพร่หลายในสื่อออนไลน์หลายช่องทางที่ว่า เราท่านได้เห็นถึงอารมณ์การโต้เถียงของนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กับ นพ.พีระ คณานวัตน์ ศัลยแพทย์ทั่วไปและที่ปรึกษาประจำโรงพยาบาลพระราม 2 ที่มีการโต้เถียงและทุบโต๊ะกันด้วยอารมณ์ที่เราท่านไม่อาจจะพบเห็นบ่อยครั้งนักระหว่างแพทย์กับผู้ที่เรียกร้องถึงความรับผิดชอบ อาจจะมีคำถามมากมายจากสังคมที่ว่า อะไรคือมาตรฐานทางการแพทย์ และแพทย์รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในสาขาวิชาชีพในปัจจุบันจะมีข้ออธิบายกับสังคมอย่างไรให้ได้รับความกระจ่าง

เมืองไทยเรามีกฎหมายหรือพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับแพทย์อยู่หลายฉบับอาทิ พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรม พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ร.บ.วิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน และรวมไปถึงระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ที่ว่าด้วยการรักษาจรรยาบรรณาแห่งวิชาชีพของผู้ประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2547 หรืออาจจะมีชื่อเรียกที่ว่า จริยธรรมแพทย์ (Medical Ethics)

ผู้เขียนได้รับโอกาสได้ไปสอนนักศึกษาแพทย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร ระบบการเรียนการสอนเป็นไปด้วยความเข้มข้นทั้งหลักการแห่งทฤษฎีและหลักปฏิบัติ ศาสตร์หรือสาขาวิชาหนึ่งที่ถูกถกหรือโต้เถียงเพื่อหาทางออกของสภาพปัญหาก็คือวิชาปรัชญาทางการแพทย์ (Medical Ethics and Philosophy) ที่ว่าด้วยการดูแลรักษาผู้ป่วยในหลักการของประโยชน์สูงสุดที่ผู้ป่วย ญาติและสังคมจะพึงได้รับ หลักปฏิบัติที่ผู้ป่วยจักต้องไม่ได้รับภาวะอันตรายทางการแพทย์ สิทธิอันชอบธรรม การรักษาต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์-ยุติธรรมโดยเชื่อว่าผู้ป่วยทุกคนมีเกียรติและศักดิ์ศรี (Dignity) รวมไปถึงหลักการหลักปฏิบัติที่คำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วยและญาติที่จะต้องได้รับจากการดูแลรักษา (Truthfulness and Honesty) ในหลักการดังกล่าวถูกปลูกฝังในระบบการเรียนการสอนของความเป็นแพทย์มาอย่างเข้มงวด ข่าวหรือข้อมูลที่ถูกนำเสนอในสื่อดังกล่าวคงจะมิใช่เหตุการณ์ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นเท่านั้น กระทรวง กรม หรือผู้ที่รับผิดชอบจะหาทางป้องกันปัญหาในอนาคตอย่างรู้เท่าทันด้วยหรือไม่…

ข้อเท็จจริงหนึ่งในรอบปีเราท่านได้รับรู้ถึงวงการแพทย์ พยาบาลในสังคมไทยเรามาอย่างต่อเนื่องถึงสภาพของความเครียดสะสมในแพทย์ ที่ต้องรับผิดชอบในการเจ็บป่วยคนไข้ในจำนวนที่มาก หมอ พยาบาลและวิชาชีพที่เกี่ยวข้องต้องทำงานล่วงเวลา การไม่บรรจุเป็นข้าราชการของวิชาชีพพยาบาลหรือการบรรจุแบบมีเงื่อนไข ยังคงเป็นวาระสำคัญในแวดวงดังกล่าว การมีข่าวถึงนักศึกษาแพทย์ แพทย์ที่จบแล้วทำงานในโรงพยาบาลมีการฆ่าตัวตาย การลาออกของแพทย์ พยาบาลวิชาชีพที่เกี่ยวข้องไปอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนยังคงอยู่ในตัวเลขที่สูงอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลของรัฐติดลบด้านการเงินกว่า 588 แห่ง หรือมากกว่า 12,700 ล้านบาท รัฐบาลของ คสช.มีนโยบายที่จะปฏิรูประบบสาธารณสุขการแพทย์ไทยยังคงมีอยู่ด้วยความจริงใจหรือไม่

สภาพปัญหาของความป่วยไข้ เจ็บไข้ อุบัติเหตุรวมไปถึงโรคบางอย่างที่หมดหวังในทางการแพทย์ในเมืองไทยเราและสังคมโลกยังคงมีอยู่ในหลากหลายโรคทั้งโรคที่เกิดจากพฤติกรรมส่วนตัวทั้งสูบบุหรี่ กินเหล้า เสพยาเสพติด โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิต หัวใจ สมอง แขนขาพิการ เอชไอวี/เอดส์ มะเร็ง ในชีวิตร่างกายของผู้คนยังคงต้องพึ่งพาหมอทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ก็เพื่อให้สุขภาพกาย ใจ ได้รับการดูแลรักษาให้หายจากความเจ็บป่วยเพื่อจะได้ใช้ชีวิตที่เหลือในการเกื้อกูลครอบครัว สังคมรวมไปถึงการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ

หากเราท่านได้มองดูตัวเลขถึงการมีโรงพยาบาลในเมืองไทยเราในระดับจังหวัด อำเภอ ก็มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่อยู่ทั่วประเทศมีอยู่ในจำนวนเกือบหนึ่งพันโรงพยาบาล ไม่อาจจะนับรวมถึงโรงพยาบาลเอกชนที่มีอยู่ทั้งในกรุงเทพมหานครและในจังหวัดต่างๆ ชื่อเสียงฝีมือของแพทย์ไทยมิได้ต่างจากแพทย์ในระดับโลกมากนัก

ทั้งการบริการดูแลสุขภาพจากชาวต่างชาติประเทศเมืองต่างๆ ก็นิยมมาใช้บริการในเมืองไทยเราทั้งทัวร์และสุขภาพ ไม่อาจจะนับรวมถึงแพทย์บางท่านที่เปิดคลินิกรักษาคนไข้ฟรี หรือหากจะเก็บค่ารักษาก็เก็บในราคาที่ไม่แพงมากนัก

ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาได้มีคดีความในการฟ้องร้องต่อแพทย์มากกว่า 500 คดีความ ในการนี้ นพ.อิทธิ สูงแข็ง สาธารณสุขนิเทศเขตบริการสุขภาพที่ 8 แลผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธีสาธารณสุขมีข้อมูลที่ว่า ผู้ป่วยหรือญาติที่ได้รับผลกระทบทางการแพทย์และสาธารณสุขตั้งแต่ปี พ.ศ.2547-2559 มีผู้เสียชีวิต 4,336 ราย พิการ 1,239 ราย บาดเจ็บ 2,646 ราย โดยเข้าเกณฑ์พิจารณาชดเชยตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ไปแล้ว 8,221 ราย โดยกองทุนจ่ายเงินไปแล้วจำนวน 1,343,141,313 บาท หรือมากกว่า 1.3 พันล้านบาท

สำหรับคดีฟ้องร้องแพทย์ จากปี พ.ศ.2539-31 ตุลาคม 2559 มีจำนวน 499 คดี แบ่งเป็นคดีแพ่ง 2,878 คดี คดีอาญา 41 คดี คดีผู้บริโภค 168 คดี คดีปกครอง 3 คดี และมีคดีสิ้นสุดชั้นฎีกาทั้งสิ้น 68 คดี กระทรวงสาธารณสุขชนะคดี 47 คดี แพ้ 21 คดี และในจำนวน 164 คดี มีการเจรจาไกล่เกลี่ยได้สำเร็จ สาเหตุของการฟ้องร้องมากกว่า 50% มาจากการรักษาและวินิจฉัยที่ผิดพลาด รองลงมา 24% จากการทำคลอด รวมถึงการไม่เอาใจใส่ดูแล แพ้ยา ผิดมาตรฐานและรวมไปถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์มีปัญหา… (H focus.org)

ความคาดหวังของเราท่านทั้งหลายที่มีต่อวิชาชีพหลักๆ ของสังคมไทยเราก็คือ ครู พระ หมอ โดยถือว่าเขาเหล่านั้นจะสร้างคุณูปการให้กับสังคม ในอดีตเมืองไทยเราให้ความเคารพนับถือ เชื่อมั่นในวิชาชีพดังกล่าวแต่ด้วยบ้านเมืองเปลี่ยนไปในยุคของวัตถุนิยม บริโภคนิยม ทุนนิยมและเงินนิยม มิติของการแพทย์ สุขภาพ จำนวนเงินที่ต้องจ่ายหรือธุรกิจการแพทย์อาจจะเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน วันหนึ่งเราท่านเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอาจจะเป็นของรัฐหรือเอกชนก็ไม่มีใครคาดหวังในสิ่งไม่ดีไม่งามจะเกิดขึ้นกับชีวิตและครอบครัว

ผู้เขียนอาจจะรวมถึงผู้อ่านบางท่านอาจจะได้ตั้งข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ว่า การวิวาทะหรือการโต้เถียงกันระหว่างบุคลาการทางการแพทย์โดยเฉพาะคุณหมอกับญาติหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเราท่านจะไม่พบภาพดังกล่าวในโรงพยาบาลที่มี มหาวิทยาลัยแพทย์ พยาบาล สิ่งหนึ่งที่เราท่านมักจะได้ยินได้ฟังมาว่า การเจ็บป่วยและการดูแลรักษาจะได้รับการดูแลในระดับดีมากจากอาจารย์แพทย์และนักศึกษาแพทย์เป็นอย่างดี อะไร สิ่งใดที่ทำให้พฤติกรรมของแพทย์หรือหมอเปลี่ยนไปที่ทำให้มีคดีฟ้องร้องมากมาย เราท่านคงจะมิปรารถนาจะให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าอีก

พระราชดำรัสหนึ่งของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชบิดาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์…” ผู้เขียนขอเอาใจช่วยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยหลักการดังกล่าวผลบุญกุศลที่ท่านได้กระทำจงยังผลทั้งชาตินี้และชาติหน้าแล

เฉลิมพล พลมุข

บทความก่อนหน้านี้ชาวเชียงใหม่พร้อม! ร่วมปั่น ‘Bike อุ่นไอรัก’ 27กม. เกือบหมื่นคัน
บทความถัดไป100 บท : 100 พรรษา สมเด็จพระญาณสังวรฯ(3) : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร