พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : การเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำ

ผมไม่ขอเข้าร่วมฟันธงว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดหรือไม่ เพราะส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของวิธีการวัด และเรื่องของความทันสมัยของข้อมูล แต่อยากจะเสนอว่าคงไม่มีใครปฏิเสธว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากประเทศหนึ่งของโลก ซึ่งทางรัฐบาลเองก็ออกมายอมรับ

ประเด็นที่น่าสนใจคือวิธีอธิบายของรัฐบาลว่า ความเหลื่อมล้ำนั้นเป็นเรื่องที่เป็นปรากฏการณ์โลก คือประเทศไหนก็มี อย่ามามองว่าความเหลื่อมล้ำเป็นผลจากรัฐบาลชุดนี้กระมัง? คำอธิบายที่คล้ายจะเป็นการแก้ตัวกลายๆ นี้สิน่าสนใจ เพราะมันก่อให้เกิดความหวังใหม่ๆ ในทางการเมืองในบ้านเราเมื่อใกล้เข้าสู่การเลือกตั้งมากขึ้น

อยากจะชี้ว่าเรื่องที่น่าสนใจแต่ทั้งรัฐบาลและภาคการเมืองของบ้านเราอาจจะยังตามไม่ทันก็คือประเด็นเรื่องการเมืองของความเหลื่อมล้ำนั่นแหละครับ

เพราะว่าประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำมันอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับการเมืองเรื่องความยากจนที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไป แม้ว่าบางส่วนอาจจะซ้อนทับกันบ้าง

การเมืองเรื่องความยากจนที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับเรื่องของการเติบโต การรอ และการแจก ขณะที่การเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับการเมืองเรื่องความยากจน

มาคุยเรื่องการเมืองเรื่องความยากจนก่อน ซึ่งอาจจะอธิบายง่ายๆ ว่ามันเป็นเรื่องที่มักจะนึกกันในแง่ของการพัฒนา คือทำยังไงให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ (growth) แล้วในกระบวนการทำให้โตนั้นอาจจะมีคนได้มาก บางคนได้น้อย แต่ไม่ค่อยพยายามอธิบายกันว่าคนที่ได้น้อยหรือไม่ได้ หรือบอกให้รอไปก่อนแล้ววันหนึ่งความเจริญจะมาถึง พวกเขา “เสีย” อะไรไปบ้างในกระบวนการเหล่านั้น ทั้งโอกาส รายได้ ทรัพยากร และต้นทุนอื่นๆ

การเมืองเรื่องความยากจนแบบนี้มักจะตามมากับเรื่องของการแจก และแย่งชิงทรัพยากรกัน ถ้ารัฐเผด็จการ หรือรัฐที่ระบบราชการเข้มแข็ง ประเด็นหลักก็คือ การเอากระบวนการพัฒนาลงไปในพื้นที่ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการพัฒนาอบรมต่างๆ ส่วนในระบบประชาธิปไตยที่เน้นเรื่องเลือกตั้ง การเมืองก็จะออกมาแนวการแจก และการวิ่งเต้นงบประมาณไปลงในพื้นที่ของตน และการพยายามเป็นฝ่ายรัฐบาล นอกจากนี้การซื้อเสียงก็เป็นเรื่องที่พูดกันอยู่มาก เพราะเงินที่ซื้อเสียงนั้นเป็นก้อนที่พอจะให้เกิดความรู้สึกว่าการเมืองแบบเลือกตั้งให้บางสิ่งบางอย่างกับประชาชนในพื้นที่ที่ขาดแคลน

การเมืองของความยากจนบางแห่งอย่างบ้านเราเน้นหลักไปที่รัฐที่หมกมุ่นกับการพัฒนา รัฐทั้งระบบราชการและนักการเมืองที่เข้ามากำกับดูแลราชการก็มุ่งจะสร้าง แจก แถม เพื่อให้เกิดความนิยมกับประชาชน ยิ่งในอดีตมีระบบต่างประเทศหนุนหลัง เงินกู้ต่างๆ และโครงการให้เปล่าเพื่อให้ประเทศวางตำแหน่งแห่งที่ทางอุดมการณ์ที่เข้าข้างฝ่ายผู้ให้ทุนก็ยิ่งทำให้การเมืองเรื่องความยากจนมีชีวิตยืนยาวมาเรื่อยๆ

ส่วนการเมืองเรื่องความเท่าเทียม แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ไม่นานนี้ แต่เพิ่งถูกขับเน้นว่าเป็นเสมือนการเมืองของศตวรรษนี้

การเมืองเรื่องความเท่าเทียมไม่ได้ต้องการการแจก หรือแก้ปัญหาความยากจนแบบเพิ่มรายได้และแจกเท่านั้น แต่การเมืองเรื่องความเท่าเทียมตั้งคำถามกับภาพรวมและความสัมพันธ์ระหว่างกันของคนในสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในมิติใหม่ๆ

นักวิชาการและสื่อส่วนหนึ่งให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ของการชุมนุมใหญ่ที่ถนนวอลล์สตรีท สหรัฐอเมริกา เมื่อต้นศตวรรษนี้เป็นสัญญาณสำคัญของความสนใจในเรื่องการเมืองของความเท่าเทียม และความเหลื่อมล้ำที่เชื่อมโยงกับเรื่องของความไม่เท่าเทียมนั้นเริ่มถูกมองว่ามีหลายมิติ

ประเด็นประเภทว่า พวกเราเป็นคนร้อยละ 99 ของประเทศ ไม่ใช่พวกร้อยละหนึ่งที่อยู่ที่ยอดพีระมิด กลายเป็นเรื่องที่แพร่กระจายและกลายเป็นหนึ่งในมนตราสำคัญของผู้นำขบวนการประชาชนใหม่ๆ ที่อาจจะไม่ใช่ภาพของผู้นำกรรมกร และชาวนา หรือผู้นำจากชุมชนแออัดในสมัยก่อนๆ ทั้งบาร์นี่ แซนเดอร์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริการอบล่าสุด และพรรคกรรมกรของอังกฤษ ก็อยู่ในสายธารใหม่ของการเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำเช่นกัน

ในทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำในเรื่องของรายได้และความเหลื่อมล้ำในเรื่องของความมั่งคั่งทำให้เราเห็นภาพที่ซับซ้อนขึ้น

กล่าวคือ ความเหลื่อมล้ำของรายได้อาจจะดูในเรื่องของว่าประเทศนั้นประชาชนมีรายได้เฉลี่ยเท่าไหร่ คนรวยหาได้เท่าไหร่ คนจนหาได้เท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่ใช่ประเด็นที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองโดยทันที เพราะว่าหากคนจนเป็นการจนแค่เชิงสัมพัทธ์ คือไม่มีเท่าคนรวย แต่ก็พอที่จะอยู่ได้บ้าง เพราะสูงกว่ามาตรฐานความยากจน แค่ว่าหาไม่ได้เท่าคนรวย หรือเขาอาจจะมีการรองรับในแง่สวัสดิการหลายอย่างที่ทำให้เขาอยู่รอด เช่น ได้รับแจกนู่นนี่ หรือมีการให้หลักประกันทางสวัสดิการอยู่บ้าง

ความเหลื่อมล้ำในความมั่งคั่งมีลักษณะที่ลึกซึ้งกว่าความเหลื่อมล้ำในรายได้ เพราะรวมไปถึงทรัพย์สินและการครอบครองอีกหลายเรื่อง ในแง่นี้คนรวยอาจไม่ได้หมายความเพียงแค่มีรายได้มากกว่า แต่อาจมีการครอบครองที่ดิน มรดก และเงินฝากมากกว่า ตรงนี้แหละครับที่ซับซ้อนขึ้นและเกี่ยวโยงกับเรื่องการเมืองมากขึ้น เพราะประเด็นเรื่องความยากจนนั้น บ่อยครั้งเราชอบมองรัฐและการเมืองในทางบวก คือหวังว่าการเมืองจะเข้ามาแก้ปัญหาความยากจน อาทิ การกระจายในความหมายว่าแจก แต่การเมืองของความเหลื่อมล้ำชี้ว่ารัฐและการเมืองอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำดำรงอยู่และยั่งยืนต่อไปอีก เพราะโครงสร้างของความเหลื่อมล้ำอยู่ไม่ได้ง่ายนัก ถ้าปราศจากการเข้ามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของรัฐและการเมืองในการดำรงไว้ซึ่งโครงสร้างสถาบันต่างๆ ที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำดำรงอยู่

อธิบายง่ายๆ เช่นรัฐชี้ว่า การรุกล้ำพื้นที่บางพื้นที่ที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ของชุมชนเขาเป็นเรื่องที่ “ทำได้ และถูกต้องทางกฎหมาย”

การแก้ปัญหาความยากจนโดยการแจกแต่ประชาชนรู้สึกว่าเงินที่แจกมามันกลับเข้าบริษัทใหญ่ที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายกับรัฐ และสร้างความมั่งคั่งให้กับบริษัทใหญ่เหล่านั้น ขณะที่เงินที่แจกไม่ได้ทำให้ประชาชนที่จนรู้สึกว่า “มั่งคั่ง” ขึ้นเลย

ในความหมายของการเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำนี้ คนรวยและคนจนมีความหมายใหม่ซ้อนเข้ามา คือคนรวยนั้นหมายถึงทั้งมีรายได้สูงและมีความมั่งคั่ง มั่นคง ขณะที่คนจนนอกจากไม่มั่งคั่งแล้วยังไม่มั่นคงและเปราะบางยิ่ง แม้บางทีอาจจะมีรายได้ไม่น้อย แต่ความมั่นคงและมั่งคั่งจะน้อย

ความมั่นคงและมั่งคั่งของชาติจึงไม่เท่าและซ้อนทับกับความมั่นคงและมั่งคั่งของประชาชนโดยเฉพาะคนจน

ในการเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้น การถกเถียงสำคัญไม่ได้อยู่ที่การหาเงินมาแจก แต่หมายถึงการคิดหาวิธีการที่จะสร้างความมั่งคั่งของทุกคน โดยสนใจไปที่กลไกและกระบวนการต่างๆ ที่จะนำไปสู่สิ่งนั้นในระยะยาว และพาเราถกเถียงไปในเรื่องของความยุติธรรมและเป็นธรรม (justice and fairness) มากกว่าเรื่องของโอกาสและความเท่าเทียมกัน (opportunity and equality)

อธิบายง่ายๆ ว่า เราไม่ได้จะเน้นไปที่เรื่องของการทำให้ทุกคนเท่ากันทางโอกาส หรือทำให้ทุกคนจนเท่ากัน หรือทุกอย่างต้องเท่ากัน แต่เราต้องลงลึกไปทำความเข้าใจว่ากระบวนการอะไรที่ทำให้คนบางกลุ่มมั่งคั่ง มั่นคง แต่อีกกลุ่มไม่มั่งคั่งและไม่มั่นคง เมื่อไหร่ควรเข้าไปแทรกแซง เมื่อไหร่ควรเปิดให้แข่งขัน หรือส่งเสริมการสร้างสรรค์

ตัวอย่างสำคัญเรื่องการเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำ คือข้อถกเถียงเรื่องภาษีนั่นแหละครับ เพราะการถกเถียงเรื่องภาษีในสังคมที่อ้างกันแต่ว่าทุกคนต้องเสียภาษี การเสียภาษีเป็นหน้าที่ หรือเน้นรีดภาษีกับคนทุกคนแต่ไม่ค่อยเน้นสนใจเรื่องว่าคนรวยหลบเลี่ยงภาษีไหม ที่ดินควรเก็บภาษีแค่ไหน เพราะที่ดินเป็นสินทรัพย์ที่นำไปสู่การสะสมความมั่งคั่งที่สำคัญ รวมไปถึงมรดกต่างๆ เราก็จะเห็นว่าความมั่งคั่งในสังคมนั้นถูกแตะต้องน้อยมาก

การเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำยังไม่เหมือนเรื่องการเมืองเรื่องความสุข เพราะความสุขนั้นส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของจิตใจ เมื่อเกี่ยวข้องกับจิตใจก็จะเกี่ยวเนื่องกับอุดมการณ์ และการโฆษณาชวนเชื่อได้มาก เช่น ฉันจนแต่ฉันมีความสุข ฉันไม่สนใจโครงสร้างสังคมว่าใครรวยบ้าง ใครมั่งคั่งบ้าง และความมั่งคั่งนั้นเป็นธรรมไหม

อีกประการหนึ่งที่ทำให้การเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำเป็นที่สนใจ เพราะเห็นกันมามากว่าคนที่มั่งคั่งมักยึดกุมอำนาจทางการเมืองที่แท้จริง ยิ่งในสังคมที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวแล้วอำนาจทางการเมืองก็กระจุกตัว ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นก็จะมีทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางการเมือง

แล้วมันยิ่งชัด ถ้าความเหลื่อมล้ำทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจเกิดในช่วงที่สังคมไม่มีประชาธิปไตย โอกาสที่จะโยงเกี่ยวกันระหว่างความมั่งคั่งของคนจำนวนน้อยที่มีในทางเศรษฐกิจและการเมืองยิ่งมีมาก ประชาชนรู้สึกว่าเข้าถึงทั้งรายได้และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการเมืองน้อยลงเรื่อยๆ การแจกเงินก็จะเป็นเพียงกลไกระยะสั้นที่ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองแต่อย่างใด

และการเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เรื่องแค่การอ้างถึงการขยายโอกาส เพราะโอกาสบางครั้งแม้ถูกขยายแต่คนก็ยังเข้าไม่ถึงถ้าไม่มีปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยพื้นฐานไม่ได้จะต้องมาจากการแจกแบบกู้มาแจก แต่ต้องมาจากการกระจายที่หมายถึงการปรับพื้นฐานของระบบการสร้างความมั่งคั่งของสังคมด้วย

ส่วนเมื่อเรากำลังจะกลับสู่ประชาธิปไตยที่เน้นเลือกตั้ง หากพรรคการเมืองทั้งหลายเน้นไปแต่เรื่องของการเมืองของความยากจน คือเน้นการแจกและอ้างการลงทุนพื้นฐาน หรือแค่กระจายทรัพยากร โดยไม่นำเสนอความเข้าใจและทางออกต่อกระบวนการกระจุกตัวของอำนาจเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งชี้ให้เห็นว่าประชาชนจะมีความมั่งคั่งได้อย่างไรนอกจากรายได้และเงินระยะสั้น ผมก็เชื่อว่า ต่อให้กลับสู่ประชาธิปไตย ก็จะเป็นเพียงประชาธิปไตยที่เน้นแก้จนระยะสั้นผ่านการแจก และจบลงที่นักการเมืองก็เป็นเพียงพวกที่กลายเป็นคนกลุ่มน้อยที่มั่งคั่งเช่นเคย

ประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดจึงน่าจะเป็นข้อเสนอหนึ่งให้จับตาว่าการเมืองจากวันนี้ไปจะยังวนเวียนแต่การเมืองเรื่องความยากจน หรือมีความพยายามในการก้าวสู่การเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำกันแน่ครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ปศุสัตว์ติดตาม ‘ข้าวโพดหลังนา’ อุดรฯพบ ค่าจ้าง 300 บ.เป็นต้นทุนสูงเกษตรกร
บทความถัดไป‘ชนาธิป’ ถ่อมตัวแค่ค่าตัว20ล้านก็พอ! วางเป้าพาทัพ ‘ช้างศึก’ ทะลุรอบแรกศึกเอเชี่ยนคัพ2019