จากสภาพแวดล้อมทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ส่งผลกระทบกับครอบครัวที่ปรับตัวได้ทัน
จนเกิดปัญหาตามมามากมาย ทั้งหนี้สิน การพนัน เสพยาเสพติด กระทำรุนแรงในครอบครัว หย่าร้าง
เด็กถูกทอดทิ้ง หรือได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม
เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความขาดพร่อง ขาดทักษะชีวิต ขาดความรักความอบอุ่น อยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงกระทำผิด หรือกระทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
หากเปรียบครอบครัวเป็น “ต้นน้ำ” จะกลายเป็นต้นกำเนิดของ “น้ำเสีย”!
โรงเรียนซึ่งถือว่าอยู่ “กลางน้ำ” ที่ต้องคอยอบรม สั่งสอน ให้คำปรึกษา แนะนำ ชี้แนวทางแก่เด็กเยาวชนให้เดินไปในทางที่ถูกที่ควร
แต่ระยะหลังๆ เรามักมุ่งเน้น แข่งขันไปที่การกวดวิชา ช่วยเด็กที่เรียนเก่งอยู่แล้วให้เก่งยิ่งขึ้นไป เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน
อาจหลงลืม ละเลย เด็กเรียนเก่งปานกลาง เก่งน้อย (ซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่)
จนถูกทิ้งไว้ “หลังห้อง”!
ต่อมาอาจกลายเป็นเด็กนอกห้อง ท้ายสุดเป็นเด็กนอกโรงเรียน ที่หันไปใช้ความรุนแรงกับคู่อริ ต่างสถาบัน หรือขายบริการทางเพศ หรือเข้าสู่วงจรยาเสพติด
จนนำไปสู่การถูกจับกุมในท้ายที่สุด
ซึ่งศาลอาจเปรียบเสมือน “ปลายน้ำ” จากสถิติคดีที่ขึ้นสู่ศาลเยาวชนและครอบครัว จะเห็นว่าปัญหาเหล่านี้นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
โดยศาลเองมี “ศูนย์ให้คำปรึกษา” เป็นกระบวนการเปิดโอกาสให้เด็กและครอบครัว ตระหนักรู้ถึงปัญหา เข้าใจ และเกิดแรงจูงใจ ที่จะขอปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของแต่ละคนแต่ละครอบครัว
โดยมีนักจิตวิทยาประจำศาล หรือผู้พิพากษาสมทบที่ผ่านการอบรมมาแล้ว คอยให้คำปรึกษา หรือสร้างแรงจูงใจอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เดินหน้า “เชิงรุก” บูรณาการทำงานร่วมกับโรงเรียนป้องกันเด็กที่เริ่มมีพฤติกรรมเสี่ยง
แต่ยังไม่ถึงขั้นกระทำผิด!
โดยนำหลักการทำงานของศูนย์ให้คำปรึกษาไปไว้ในโรงเรียน แล้วฝึกอบรมให้ครูฝ่ายปกครอง ครูที่ปรึกษา ครูแนะแนว ให้มีความรู้ทักษะให้คำปรึกษา
เน้นสร้างกระบวนการคิด วิเคราะห์ชีวิตให้แก่เด็ก
เชื่อว่าจะให้คำปรึกษาแก่เด็กได้ รวมถึงเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ อยู่ในครอบครัวที่กระทำความรุนแรง มีช่องทางแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือได้ถูกทาง
โดยศาลเยาวชนและครอบครัวกลางจะจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “โครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของสถานศึกษาในการให้คำปรึกษาเพื่อป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน” ในวันที่ 14, 15 และ 22 ธันวาคมนี้ ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
มีโรงเรียนในกลุ่มสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวม 19 โรงเรียน และโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครอีก 14 โรงเรียน เข้าร่วมโครงการและฝึกปฏิบัติจัดทำแผน
จากนั้นให้โรงเรียนนำกลับไปปฏิบัติ!
ก่อนกลับมาเสนอผลงานอีกครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้การแก้ไขเป็นไปอย่างมีระบบและต่อเนื่อง
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศาลเยาวชนและครอบครัว 88 แห่งทั่วประเทศจะนำไปเป็นแนวทาง ร่วมกัน
แก้ปัญหาเด็กเยาวชน ซึ่งเป็นกำลังหลักของชาติ ที่ “หลงผิด” ให้กลับตัวกลับใจคืนสู่สังคมอย่างสร้างสรรค์
ไม่ให้หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก!?!

