มีเวลา 3 เดือนเต็ม วันที่ 7 สิงหาคม 2559 เป็นวันลงประชามติ ผู้มีโอกาสลงประชามติคือผู้ที่อายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ลงประชามติ น่าจะหมายถึงผู้ที่เกิดวันที่ 6 สิงหาคม 2541 (เอ๊ะ – – หรือเป็นผู้ที่เกิดวันที่ 7 สิงหาคมในปีนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่กำหนดออกมาให้แน่นอนว่าเป็นวันเวลาใดแน่)
คราวนี้ผู้ที่อายุ 18 ปีบริบูรณ์ ได้มีโอกาสลงประชามติเป็นครั้งแรก ผิดกับเมื่อครั้งก่อนที่ผู้มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 2 มกราคม ปีที่มีการเลือกตั้ง เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
การเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง หรือเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติตามหลักประชาธิปไตย คือผู้มีสิทธิมีเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบการปกครองของไทยที่กระท่อนกระแท่นมาหลายครั้งหลายหน
การมีสิทธิมีเสรีภาพในระบอบประชาธิป ไตย คือการที่ได้กาบัตรเลือกตั้งหรือกาบัตรลงประชามติ ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพของตัวเองโดยแท้ ไม่มีใครมาบังคับจับมือให้เรากาบัตรหรือขัดขวางเสรีภาพเราได้
เพราะการออกเสียงเลือกตั้งหรือออกเสียงประชามติเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ
ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าผู้สมัครจะสังกัดหรือไม่สังกัดพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งมีโอกาสหาเสียงด้วยตัวเอง หรือพรรคการเมืองนั้นช่วยหาเสียงให้ และโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือก
ในระบอบประชาธิปไตย ใครจะโน้มน้าว ชักจูง หรือหว่านล้อมอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเลือกตัวเองและพรรคการเมืองที่ตนสังกัด เว้นแต่การกระทำนั้นจะเป็นความผิดตามกฎหมายกำหนดหรือต้องห้าม เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นสิทธิและเสรีภาพของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองนั้น
ส่วนการลงประชามติเป็นอีกประการหนึ่งที่ต้องใช้เสียงข้างมากของประชาชนในประการใดประการหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนส่วนรวมตัดสินใจว่าจะเลือกข้างหรือประเด็นใด ตามที่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนออกเสียงเลือก เนื่องจากรัฐบาลไม่อาจใช้เสียงข้างมากที่มีในรัฐสภาเลือกข้างใดข้างหนึ่งได้ เพราะเป็นปัญหาหรือประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ
เช่นการแบ่งแยกดินแดน หรือการแยกตัวออกจากกลุ่มพันธมิตร ดังกรณีสหราชอาณาจักรต้องการแยกตัวออกจากกลุ่มสหภาพยุโรป หรือชาวสกอตแลนด์ต้องการแยกออกจากสหราชอาณาจักรเป็นประเทศตัวเอง
แม้ราชอาณาจักรไทยในรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีประชามติในประการสำคัญ เช่นครั้งก่อนให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับรัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติต้องการให้ออกเสียงประชามติเรื่องเดียวกัน แต่มีการขมวดเป็น 2 เรื่อง
ขณะที่ลงประชามติในใบเดียวกันแต่มี 2 ช่องให้เลือก คือ ช่องหนึ่งเป็นการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช….. อีกช่องหนึ่งเป็นการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบคำถามพ่วงที่ว่า ให้สมาชิกรัฐสภา คือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภามาจากการแต่งตั้ง 250 คน มีสิทธิเสนอชื่อและลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่ได้กำหนดว่ามาจากที่ใด
ดังนั้น ผู้ออกเสียงประชามติครั้งนี้ต้องตัดสินใจว่าจะเห็นชอบเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เห็นชอบคำถามพ่วงก็ได้ หมายความว่า หากเห็นชอบเฉพาะประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นเสียงข้างมากก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญได้
หากเห็นชอบคำถามพ่วงด้วยแล้วคะแนนเป็นเสียงข้างมาก ต้องนำไปแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญต่อไป
โปรดตัดสินใจว่าจะเห็นด้วยเพียงร่างรัฐธรรมนูญหรือเห็นด้วยทั้งสองประเด็น
ตัดสินใจให้ดีครับ
นอกจากนั้น ยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้ลงประชามติแสดงความคิดเห็นในทางใดทางหนึ่งมิได้ ด้วยมีข้อกำหนดทั้งในพระราชบัญญัติประชามติ และระเบียบการลงประชามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้น่าจะเสียของ และเสียเงินด้วย เพราะประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
อย่าลืมว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการเลือกตั้ง
ส่วนความต้องการนายกรัฐมนตรีแบบไหนเป็นเรื่องที่ประชาชนจะเลือกผ่านสมาชิกรัฐสภาเอง (ก็ได้)

