วันที่ 11 ธันวาคม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ พ.ร.ป.เลือกตั้ง มีผลบังคับใช้
วันเดียวกัน คสช.แสดงเจตนารมณ์สนับสนุนการเลือกตั้งตามโรดแมป ด้วยการ “ปลดล็อก” คำสั่งและประกาศ คสช. รวม 9 ฉบับ เพื่อเปิดทางให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองตามพ.ร.ป.พรรคการเมืองได้
และนับจากวันที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ เท่ากับว่า พ.ร.ป.ที่รัฐธรรมนูญกำหนด 4 ฉบับก่อนจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งภายใน 150 วันมีผลบังคับใช้ทั้งหมด
ประเทศไทยจึงต้องมีการเลือกตั้งภายใน 5 เดือน ซึ่งการประชุมร่วมระหว่าง แม่น้ำ 5 สาย กกต. และพรรคการเมืองล่าสุดที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานระบุว่า จะเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์
แต่ต้องรอพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้รอนำขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว
และหลังจากพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้งมีผลบังคับ
นั่นคือวันเลือกตั้งที่แน่นอน
ภายหลังการปลดล็อกก็เริ่มมีกระแสเสียงเรียกร้องความชัดเจนจากพรรคการเมือง
ประการแรก เรียกร้องความชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศเป็นนักการเมือง และความชัดเจนจากพรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศ “ถึงเวลาเชิญ” พล.อ.ประยุทธ์เข้าสู่บัญชีชิงนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
ประการที่สอง เรียกร้องให้พรรคการเมืองประกาศนโยบายหาเสียง เพื่อให้ประชาชนได้ทราบ และนำมาตรึกตรองก่อนจะไปหย่อนบัตรเลือกตั้งต่อไป
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า แม้จะมีการ “ปลดล็อก” แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวก็ยังไม่ปรากฏขึ้นมาทันที
ทั้งนี้เมื่อปรากฏข่าวว่า พรรคพลังประชารัฐปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ จากเดิมตั้งเป้าให้ 4 รัฐมนตรีที่นั่งแป้นบริหารพรรคพลังประชารัฐลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีหลังวันที่ 11 ธันวาคม
เริ่มเปลี่ยนใจให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง
ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่จำเป็นต้องเร่งแสดงทีท่าว่าสนใจพรรคใด และสามารถใช้ความได้เปรียบในฐานะรัฐบาลดำเนินการพบปะประชาชนได้ต่อไป
พร้อมๆ กับการใช้จ่ายงบประมาณตามสายบังคับบัญชาไปได้เรื่อยๆ เช่นกัน
ขณะที่นโยบายของพรรคการเมืองที่จะใช้หาเสียงก็ยังไม่สามารถนำเสนอต่อประชาชนได้ เพราะขั้นตอนใหม่ที่กฎหมายกำหนด คือ ต้องนำเสนอนโยบายผ่านความเห็นชอบของ กกต.ก่อน
พรรคการเมืองจึงได้แต่ “อุ่นเครื่อง” สื่อสารกับประชาชนได้ไม่เต็มปาก จนกว่า กกต.จะให้การรับรองว่า นโยบายของพรรคการเมืองนั้น ไม่ขัดต่อกฎหมาย
เท่ากับว่า ในขณะนี้แม้จะมีการปลดล็อก แต่ทุกอย่างก็ยังไม่คืบหน้า
แนวปะทะกันระหว่างพรรคการเมือง 2 ขั้ว คือ พรรคขั้ว คสช. กับพรรคขั้วไม่เอา คสช. จึงยังคงโชว์จุดยืนที่แตกต่าง เพื่อปลุกให้ประชาชนเป็นพวก
พรรคไม่เอา คสช. รวมทั้ง ทักษิณ ชินวัตร ประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศไม่แก้ไข
พรรคไม่เอา คสช. เรียกร้องให้ยกเลิกโทษที่เกิดขึ้นจากการขัดคำสั่ง คสช. แต่ คสช.ยังยืนยันที่จะดำเนินคดีต่อไป แม้ว่าจะอยู่ในคำสั่งที่ “ปลดล็อก” ไปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมแล้วก็ตาม
ส่วนความเคลื่อนไหวทั่วไป พรรคการเมืองต่างๆ ทำได้เพียง “เดินหาสมาชิก” ยังบอกเล่าเรื่องนโยบายพรรคไม่ได้ เพราะ “ห้ามหาเสียง”
ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าทำงาน พบปะประชาชน หว่านงบประมาณไปทั่ว
พล.อ.ประยุทธ์ออกตระเวนพบปะประชาชนในรูปแบบของ ครม.สัญจรไปทั่วประเทศ ทุกที่ที่ไปได้ รัฐบาลได้นำงบประมาณไปสนับสนุน
เช่นเดียวกับนโยบายที่กำลังฮือฮา คือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ที่เปิดโอกาสให้คนจน 11.4 ล้านคนรูดบัตรรับเงินสด ลดค่าเช่า ค่าน้ำ-ไฟ ขณะที่ผู้สูงวัยยังได้ค่าเดินทาง และอื่นๆ อีกสารพัด
ทำแต้มล่วงหน้าพรรคการเมืองอื่นๆ ไปอีกหลายก้าว
ด้วยเหตุทั้งปวงที่ปรากฏ ทำให้พรรคการเมืองโวย
โดยเฉพาะพรรคที่ประกาศไม่เอา คสช. โวยวายอย่างหนักหน่วง
โวยถึงขนาดเปลี่ยนคำจากที่เคยบอกว่าพรรคสนับสนุน คสช. “ได้เปรียบ”
กลายเป็นคำว่า “เอาเปรียบ”
และด้วยเหตุจากความเคลื่อนไหวที่ปรากฏ ทำให้พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคลื่อนไหวโดดเด่นว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอีกสมัย ได้รับการยกชั้นขึ้น
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้รับการวางตัวเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปก่อนการเลือกตั้งจะมีขึ้น
ไม่เพียงแต่โหรวารินทร์เท่านั้นที่ทำนายทายทักว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกนับสิบปี
แม้แต่ นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ ก็ออกมาการันตีว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปคือ พล.อ.ประยุทธ์ 100%
“ส่วนคำถามที่ว่า คสช.ตั้งใจสืบทอดอำนาจหรือไม่ คำตอบคือ คสช.ตั้งใจสืบทอดอำนาจมานานแล้ว ตั้งแต่ล้มรัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์ มาเป็นร่างฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ถือเป็นการตัดสินใจสืบทอดอำนาจตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
“ตั้งแต่ที่ให้พรรคการเมืองมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯคนนอกได้ หรือให้อำนาจกับจำนวน ส.ว.ที่เพิ่มขึ้น 250 คน มีสิทธิเลือกนายกฯ หรือการเกิดขึ้นของพรรคพลังประชารัฐ ตั้งใจอยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องสืบทอดอำนาจ
“ผมการันตีเกือบ 100% ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นนายกฯต่อไป” นายธีรยุทธกล่าว
การที่พรรคพลังประชารัฐกำลังมาแรง ทำให้การแข่งขันทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งดุเดือดมากขึ้น
ทั้งนี้เพราะการเลือกตั้งเป็นการแข่งขันที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ
ทุกเวทีที่พรรคเพื่อไทยออกไปแสดงความคิดเห็น จะตอกย้ำถึงความได้เปรียบของ คสช. จากกติกาที่วางเอาไว้
ทั้งเรื่องการคัด ส.ว. 250 คนที่มีสิทธิโหวตเลือกนายกฯ ทั้งเรื่องรูปแบบการเลือกตั้งที่เข้าใจยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัตรที่เหลือบัตรเดียว รวมไปถึงบัตรที่จะไม่ให้มีโลโก้พรรคการเมือง และอื่นๆ ที่กฎกติกาล้วนได้รับการดีไซน์ให้พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบ
พร้อมทั้งหยิบยกปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่รัฐบาลชุดปัจจุบันแก้ไขไม่สำเร็จมาเปิดเผยต่อสาธารณะ
และตบท้ายให้ประชาชนตรึกตรอง คิดว่าจะยังคงเลือก “ประยุทธ์” ให้อยู่ต่อ
หรือจะเลือก “คนใหม่” เข้ามาบริหารประเทศ
ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ และผลงานของรัฐบาล จึงกลายเป็นประเด็นที่กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาให้ประชาชนเห็น
เห็นแล้วจะได้ตัดสินใจ
เอาหรือไม่เอา เลือกหรือไม่เลือก

