หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : คลื่นความถี่5จีที่สหรัฐ

17.12.18 | 13:00 น.

การบริหารจัดการคลื่นความถี่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุค 4จี ไปเป็น 5จี ในสหรัฐอเมริกา น่าสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ยังต้องเดินตามรอยต่อไปในอนาคตอย่างไทยเรา

ก่อนจะพูดถึงเรื่องความถี่ (สเปกตรัม) ขอทำความเข้าใจเรื่องมาตรฐาน 5จี กันก่อนเป็นลำดับแรก

จริงๆ แล้ว สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) กำหนดสเปกของการสื่อสารผ่านเครือข่ายโมบายเซลลูลาร์รุ่นที่ 5 หรือ 5จี เอาไว้ว่า เทคโนโลยีเครือข่ายใหม่นี้ต้องมีขีดความสามารถสูงสุดในการดาวน์โหลดข้อมูลได้ถึง 20 กิกะบิตต่อวินาที ซึ่งสามารถทำได้เมื่อส่งผ่านความถี่ “มิลลิเมตรเวฟ” ตั้งแต่ย่านความถี่ 15 กิกะเฮิรตซ์ ขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ไอทียูแยกบริการ 5จี ออกเป็น 3 หมวด แต่ละหมวดเน้นให้ความสำคัญแตกต่างกัน หมวดแรกเรียกว่า อีเอ็มบีบี (Enhanced Mobile Broadband) ซึ่งแน่นอน สปีดของข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ

ถัดมาเป็นหมวด ยูอาร์แอลแอลซี (Ultra-Reliable Low-Latency Communications) สำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและในรถยนต์ที่ไม่ต้องมีคนขับ ซึ่งเน้นที่การตอบสนองฉับพลัน ไม่มีการหน่วงของข้อมูล

Advertisement

สุดท้ายเป็นหมวด เอ็มเอ็มทีซี (Massive Machine Type Communications) เน้นให้ความสำคัญของการเชื่อมต่อซึ่งกันและกันของอุปกรณ์ หรือเซ็นเซอร์เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องการแบนด์วิธ แต่ไม่ต้องการความเร็ว เป็นต้น

จากสเปกของไอทียู ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายทั้งหลายนำมาใช้เป็นตัวกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม บรรดาสมาคมมาตรฐานอุตสาหกรรมที่รวมตัวกันขึ้นเป็น 3จีพีพี เป็นเจ้าแรกที่กำหนดมาตรฐาน 5จี ขึ้นมาและเป็นมาตรฐานเพียงเจ้าเดียวอยู่ในเวลานี้ เรียกว่า “5จี เอ็นอาร์” มีสัญลักษณ์ของมาตรฐานออกมาแล้วอย่างชัดเจน (ดูภาพประกอบ)

ที่สหรัฐอเมริกาผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง เอทีแอนด์ทีกับเวอริซอน ก็ให้บริการด้วยเทคโนโลยีมิลลิเมตรเวฟ ที่คลื่นความถี่ 39 GHz กับ 28 GHz ซึ่งมีแบนด์วิธรองรับมากกว่าเครือข่ายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้มาก แต่ก็ยังคงเป็นปัญหา นั่นคือ คลื่นความถี่มิลลิเมตรเวฟไม่สามารถส่งผ่านไปได้ไกลนัก และยังมีความสามารถในการทะลุทะลวงต่ำ ต่างกับความถี่เดิมที่ใช้กันอยู่ในเซลไซต์ของเครือข่ายทั่วไป

ผลที่เห็นชัดๆ ก็คือ ในทันทีที่เข้าไปภายในอาคาร สปีดในการรับส่งข้อมูลก็อาจลดลง

ในขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการหากต้องการให้เครือข่าย 5จี ในย่านความถี่มิลลิเมตรเวฟครอบคลุมได้พื้นที่เท่าเดิม จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนเซลไซต์ขนาดเล็กให้มากขึ้นกว่าเดิมมาก

ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะเน้นบริการภายนอกตัวอาคารเป็นหลักในระยะแรกๆ ยกเว้นสำหรับพื้นที่บางแห่งที่เป็นพื้นที่สาธารณะภายในอาคาร ก็อาจมีการติดตั้งเซลไซต์สำหรับให้บริการภายในอาคารเหล่านั้นเป็นพิเศษ อย่างเช่น สนามกีฬา หรือคอนเสิร์ต ฮอลล์ เป็นต้น

“5จี เอ็นอาร์” แก้ปัญหาพื้นที่ให้บริการให้ครอบคลุมมากขึ้นด้วยการขยายมาตรฐานทางเทคโนโลยีให้รองรับคลื่นความถี่ที่เรียกว่า “ซับ-6 สเปกตรัม” เอาไว้ด้วย

“ซับ-6 สเปกตรัม” หมายถึงคลื่นวิทยุที่ความถี่ต่ำกว่า 6 GHz ลงมา ซึ่งรวมถึงทุกอย่างที่ใช้ไวไฟอย่างที่เราคุ้นเคยกัน (ความถี่ไวไฟอยู่ที่ 2.4 GHz เรื่อยไปจนถึง 5GHz) เรื่อยไปจนถึงย่านความถี่ต่ำที่มีขีดความสามารถในการทะลุทะลวงสูงมาก คือย่านความถี่ 700 MHz ซึ่งเดิมเป็นความถี่ที่ทั้งเอทีแอนด์ทีและเวอริซอนใช้สำหรับให้บริการด้วยเทคโนโลยี 4จี แอลทีอี อยู่ในปัจจุบัน

แต่ “ซับ-6 สเปกตรัม” กลับไม่ได้รับความสำคัญมากนักจากทั้ง 2 ราย เหตุผลหลักๆ เป็นเพราะ ที่สเปกตรัมนี้ 5จี ทำความเร็วได้ในระดับพอๆ กับที่เครือข่าย 4จี ทำได้ดีที่สุด หรืออาจทำความเร็วได้ดีกว่าแต่ไม่มากมายจนถึงกับเห็นความปลี่ยนแปลงหรือตกใจตาโตร้องว้าวแต่อย่างใด แถมชิปที่รองรับย่านความถี่นี้ในอุปกรณ์ทั้งหลายรวมทั้งสมาร์ทโฟนก็ยังไม่มีอีกด้วย

ดังนั้น ในระยะแรกๆ แม้แต่ที่สหรัฐอเมริกา 5จี แท้ๆ ก็ยังจะไม่ครอบคลุม มีเพียงบางจุดในบางพื้นที่ ก่อนที่จะกระจายออกไปให้ทั่วถึงได้ในอนาคต

ข้อดีของมาตรฐาน 5จี เอ็นอาร์ก็คือ ผู้ให้บริการสามารถเพิ่มเซลไซต์ 5จีลงไปเสริมกับเครือข่าย 4จีแอลทีอีเดิมได้ต่อเนื่อง ทำให้ผู้ใช้อุปกรณ์ 5จี ก็ยังคงเชื่อมต่อได้ต่อเนื่องไม่สะดุด แม้สปีดจะลดลงมาบ้างก็ตาม

ในขณะที่ผู้ใช้อุปกรณ์ 4จี ก็ยังใช้งานต่อได้ตามปกติ ซิมไม่ดับนั่นเองครับ!

ไพรัตน์ พงศ์พงนิชย์