รื้ออนุสาวรีย์คานธีในแอฟริกา : โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

ประเทศโปรตุเกส ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของคาบสมุทรไอบีเรียทางตอนใต้ของทวีปยุโรป โปรตุเกสมีพรมแดนติดกับประเทศสเปนในทางทิศเหนือและทิศตะวันออก และอยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกในทางทิศตะวันตกและทิศใต้ พูดง่ายๆ ก็คือโปรตุเกสเป็นประเทศที่ถูกล้อมด้วยประเทศสเปนโดยมีทางออกทางมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันตกเท่านั้น

ดังนั้นตั้งแต่ตั้งประเทศเมื่อ พ.ศ.1411 โปรตุเกสก็มีทางทะเลเท่านั้นที่จะติดต่อค้าขายกับประเทศอื่นๆ ซึ่งชาวโปรตุเกสใช้วิธีการเดินเรือลัดเลาะไปทางชายฝั่งทวีปแอฟริกาและเริ่มสร้างสถานีการค้าตามบริเวณชายฝั่งทะเลระเรื่อยไปและที่ชายฝั่งทะเลแถบแอฟริกาตะวันตกบริเวณใต้ทะเลทรายซาฮารามีสถานีการค้าที่ส่งออกทองคำเรียกว่า โกลด์ โคสต์ (ปัจจุบันคือประเทศกานา) สถานีการค้าที่ส่งออกงาช้างเรียกว่า ไอวอรี โคสต์ (ปัจจุบันคือประเทศโกตดิวัวร์) สถานีการค้าที่ส่งทาสออกเรียกว่า สเลฟ โคสต์ (ปัจจุบันคือประเทศเบนิน) สถานีการค้าที่ส่งเครื่องเทศชนิดหนึ่งคล้ายพริกไทยออกเรียกว่า เพบเพอร์ โคสต์ (ปัจจุบันคือประเทศไลบีเรีย)

ต่อมาโปรตุเกสก็เสียสถานีการค้าเหล่านี้ให้กับพวก ดัตช์ (เนเธอร์แลนด์) และในที่สุดดินแดนเหล่านี้ก็เปลี่ยนมือเป็นของอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ และอังกฤษก็เป็นเจ้าอาณานิคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและสร้างความมั่งคั่งจากการค้าทาสและค้าฝิ่นอย่างมหาศาล

จักรวรรดิอังกฤษ (สีแดง) มีฉายาว่าดวงอาทิตย์ไม่ตกดิน
อนุสาวรีย์มหาตมะ คานธี 
แอฟริกาใต้ (สีส้ม) อินเดีย (สีเขียว) เมืองขึ้นอังกฤษ

มหาตมะ คานธี เกิดเมื่อ พ.ศ.2412 ที่รัฐคุชราด ในครอบครัววรรณะพ่อค้า บิดานับถือศาสนาฮินดูที่บูชาเทพวิษณุ เมื่อคานธีอายุได้ 19 ปี เขาเดินทางไปศึกษาวิชากฎหมายที่อังกฤษ ครั้นจบการศึกษาทางกฎหมายจากอังกฤษแล้วก็กลับมาที่อินเดียประกอบอาชีพทนายความ แต่เนื่องจากยังตื่นเวทีจึงไม่ประสบความสำเร็จนัก ต่อมาคานธีจึงได้งานไปเป็นทนายว่าความให้ลูกความชาวอินเดียในประเทศแอฟริกาใต้

แอฟริกาใต้เป็นดินแดนในทวีปแอฟริกาแห่งเดียวที่มีสภาพภูมิอากาศคล้ายกับยุโรป พวกคนผิวขาวนำโดยชาวดัตช์และชาวอังกฤษจึงอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อสร้างประเทศของคนผิวขาวขึ้นที่ดินแดนแห่งนี้เหมือนกับทำกับทวีปอเมริกานั่นเอง

แต่แอฟริกาใต้มีคนพื้นเมืองแอฟริกันอาศัยอยู่หลายล้านคนและมีชาวอินเดียที่มาเป็นคนงานตามเหมืองแร่ โรงงานน้ำตาล และสร้างรางรถไฟอาศัยอยู่กว่า 5 หมื่นคน ซึ่งต้องถูกกีดกันจากคนผิวขาวชาวยุโรปให้เป็นเพียงคนชั้นต่ำไม่สามารถเดินบนทางเท้าได้และไม่สามารถนั่งรถไฟหรือรถม้าร่วมกับคนผิวขาวได้ พูดง่ายๆ เหมือนกับการแบ่งวรรณะของชาวอินเดียที่เหยียดพวกจัณฑาล (กลุ่มคนที่สังคมไม่ให้การยอมรับและไม่คบค้าสมาคมด้วย) นั่นแหละ

ซึ่งเมื่อคานธีเดินทางไปถึงแอฟริกาใต้ คานธีได้ซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งไปยังเมืองที่ลูกความอยู่ แต่มีผู้โดยสารชั้นหนึ่งที่เป็นคนผิวขาวไม่พอใจที่คนผิวสี (คือคนเอเชียที่ไม่ใช่คนพื้นเมืองแอฟริกัน) อย่างคานธีมาอยู่ร่วมชั้นหนึ่งกับพวกเขา จึงไปประท้วงบอกเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้คานธีย้ายตู้โดยสารไปโดยสารตู้ของชั้นสาม ทั้งๆ ที่คานธีจ่ายเงินซื้อตั๋วชั้นหนึ่งมาอย่างถูกต้อง คานธีปฏิเสธไม่ยอมย้าย ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งในรถไฟชั้นหนึ่ง จนคานธีถูกเจ้าหน้าที่รุมทำร้ายและถูกผู้โดยสารผิวขาวโยนออกมาจากรถไฟ โดยเจ้าหน้าที่รถไฟอ้างว่า รถไฟชั้นหนึ่งนี้มีไว้สำหรับผู้โดยสารผิวขาวเท่านั้น

ดังนั้นคานธีจึงต้องอยู่ในแอฟริกาใต้ถึง 21 ปี เพื่อต่อสู้โดยวิธีสัตยาเคราะห์ หรือที่เรียกภาษาปัจจุบันว่า “อารยะขัดขืน” ซึ่งก็ได้ผลบ้างเล็กน้อย ทำให้ชาวอินเดียผิวสีมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าชาวพื้นเมืองแอฟริกันเล็กน้อย คานธีจึงกลับมาเรียกร้องเอกราชให้กับอินเดียโดยใช้วิธีสัตยาเคราะห์จนเป็นผลสำเร็จ

คานธีได้รับความยอมรับนับถือไปทั่วโลกมีอนุสาวรีย์อยู่ทั่วไปแม้แต่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในฐานะบุคคลสำคัญของโลก ทางประเทศอินเดียเองก็ถือว่าคานธีเป็นหน้าตาของประเทศโดยเฉพาะสำหรับประเทศในแอฟริกาที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน ซึ่งรัฐบาลอินเดียมักมอบอนุสาวรีย์คานธีเป็นของขวัญให้กับประเทศเหล่านั้น อาทิ ประเทศกานา และประเทศมาลาวี เป็นอาทิ นัยว่าคานธีเป็นผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิเท่าเทียมกันระหว่างคนผิวขาวและคนผิวสีและรวมทั้งคนพื้นเมืองแอฟริกันด้วย

อดีตประธานาธิบดี ประนับ มุเกอร์จี แห่งอินเดีย ได้มอบอนุสาวรีย์คานธีเป็นของขวัญให้กับรัฐบาลกานา ซึ่งประธานาธิบดีประนับ มุเกอร์จี ได้ไปเปิดตัวอนุสาวรีย์ดังกล่าวที่มหาวิทยาลัยแห่งกานาในกรุงอักกรา เมืองหลวงของกานา เมื่อครั้งเดินทางเยือนกานาเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2559 แต่ได้มีคณะนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งกานา 5 คน เป็นแกนนำในการรณรงค์ทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ เรียกร้องให้รื้ออนุสาวรีย์คานธีออกไปจากพื้นที่ของมหาวิทยาลัย หลังผู้คัดค้านกลุ่มนี้มองว่าคานธีเป็นพวกเหยียดผิว การยกย่องคนเหยียดผิวอย่างคานธีจึงอาจนำไปสู่ปัญหาในการเรียนการสอนในด้าน “ประวัติศาสตร์” ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้รื้ออนุสาวรีย์คานธีนับหมื่นคนทีเดียว

โดยหลักฐานที่คณะนักวิชาการกลุ่มนี้ใช้กล่าวอ้างว่าคานธีเป็นพวกเหยียดผิวคืองานเขียนในช่วงวัยหนุ่มของคานธีเอง ซึ่งใช้คำเรียกคนผิวดำว่า “คนป่าหรือพวกพื้นเมืองแอฟริกา” และ “คาฟเฟอร์” คำเรียกคนดำในเชิงดูถูกซึ่งเป็นคำที่มีรากมาจากภาษาอาหรับว่า “กาฟิร” แปลว่าพวกไม่มีศาสนา

หนึ่งในข้อเขียนของคานธีที่ถูกยกอ้างโดยคณะรณรงค์เป็นจดหมายของคานธีที่มีไปถึงรัฐสภาแห่งแคว้นนาทาล แอฟริกาใต้ มีข้อความบ่งชัดว่าคานธีเป็นพวกเหยียดผิว มีความว่า

“ความเชื่อโดยทั่วไปซึ่งมีค่อนข้างมากในรัฐอาณานิคมแห่งนี้คือความเชื่อที่ว่า คนอินเดียหากจะดีกว่าพวกคนป่าหรือพวกพื้นเมืองแอฟริกาอยู่บ้างก็เพียงเล็กน้อย แม้แต่เด็กๆ ก็ถูกสอนให้เชื่อกันแบบนี้ เป็นที่ต่ำเท่ากับพวกไม่มีศาสนา”

ปรากฏว่าท่ามกลางความมืดของคืนวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา อนุสาวรีย์คานธีก็หายไปอย่างลึกลับจากที่ตั้งในมหาวิทยาลัยแห่งกานา แบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

ครับ ! ภาพลักษณ์ของมหาตมะ คานธี ในกรณีนี้ดูไม่ดีเลยสำหรับชาวแอฟริกันโดยรวม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้การ์ตูนอรุณ 19 ธ.ค.61 โดย อรุณ วัชระสวัสดิ์
บทความถัดไปโคเรียนแอร์ เพิ่มเงินค่าปรับคืนตั๋ว หลังแฟนเค-ป๊อป ทำบินเกาหลีป่วน