ขณะนี้คนไทยยังพอมีเวลาได้ทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองที่จะเข้าแข่งขันในการเลือกตั้ง
พรรคการเมืองที่สามารถแบ่งขั้วออกได้เป็น 2 ขั้ว และได้แสดงจุดยืนออกมาแตกต่างกัน
การเมืองทั้ง 2 ขั้วมีเป้าหมายที่บอกเล่าให้คนไทยฟังแล้วสรุปว่า ถ้าเลือกเขาประเทศไทยจะเจริญ
แสดงว่าแต่ละพรรคการเมืองก็มีเป้าหมายที่อยากทำให้ประเทศพัฒนา
อยากช่วยให้ประชาชนอยู่ดีมีความสุข เพียงแค่แนวทางการดำเนินการแตกต่างกัน
ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะเลือกใคร
เมื่อสัปดาห์ก่อน นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ ออกมาบอกกล่าวถึงคุณสมบัติการเมืองในยุค 2562
ฟังแล้วน่าใจหาย
ฟังแล้วสรุปว่า รัฐบาลหน้าก่อกำเนิดเกิดจากการดึงกลุ่มการเมือง “ยี้-มาร” มารวมกันเป็นพรรค
ทำให้การเมืองไทยในอนาคตเป็นการเมืองใต้อิทธิพลของทหาร ข้าราชการ ชนชั้นนำทางความคิด และกลุ่มทุนใหญ่
และจะพัฒนาต่อไปเป็นการเมืองภายใต้เงื้อมมือของทุน
เปรียบเทียบกับรัฐบาลเดิม แล้วเห็นว่าดำเนินไปในแนวทางเดียวกัน
มีการเอารัดเอาเปรียบกันก่อนการเลือกตั้ง
มีทั้งการใช้อำนาจที่มีอยู่ดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม และใช้สถานะที่เหนือกว่าแจกเงิน
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากได้เป็นรัฐบาลก็ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความชอบธรรม
เรื่องนี้จะก่อกวนตั้งแต่เริ่มต้น
ฟังแค่นี้ก็ทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่กับอนาคตของประเทศแล้ว
ถ้าประเทศไทยหยุดชะงักมา 4 ปีแล้วมีผลสรุปว่าการเมืองยังเหมือนเดิม
การเอารัดเอาเปรียบกันยังมี การใช้อำนาจรัฐ และการใช้อำนาจเงิน ยังเหมือนเดิม
แสดงว่า 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำอะไรให้ประเทศชาติดีขึ้น
ส่วนประเทศชาติจะแย่ลงหรือเปล่าคงต้องเฝ้าติดตามดูกันต่อไป
เพราะถ้าในที่สุดแล้ว เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้น และมีผลการเลือกตั้งออกมา
แล้วเกิดไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งกันขึ้นมา
ความวุ่นวายก็อยู่เบื้องหน้า
ตอนนี้ก็เริ่มมีพรรคการเมืองส่งสัญญาณอันตรายกันบ้างแล้ว
เกรงกันว่าความรุนแรงจะเกิดอีก แล้วคนที่โชคร้ายก็คือประชาชนที่บาดเจ็บล้มตาย
เหมือนกับการชุมนุมทางการเมืองในอดีตที่หลายคดีจวบจนบัดนี้ การคลี่คลายข้อเท็จจริงยังไม่คืบ
ทั้งๆ ที่กลุ่มคนที่สร้างเงื่อนไขไม่ใช่ประชาชน หากแต่เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนี่แหละ
ไม่ว่าจะเล่นบทกรรมการ หรือจะเล่นบทเป็นผู้เล่น ทุกคนล้วนมีส่วนในการสร้างเงื่อนไข
ถ้าจุดเริ่มต้นของการแข่งขัน ยังมีปัญหาความเท่าเทียม
ถ้าการแข่งขันดำเนินไปพร้อมๆ กับปัญหาความชอบธรรม
บทสรุปสุดท้ายก็สุ่มเสี่ยงต่อความวุ่นวาย
ตอนนี้สิ่งที่พึงกระทำ คือ หยุดสร้างเงื่อนไขความวุ่นวาย
หยุดเอาเปรียบ หยุดซิกแซ็กหลบเลี่ยงกติกา หยุดสร้างความเหลื่อมล้ำในการเลือกตั้ง
ถ้าทำได้ก็อาจคลายเงื่อนความไม่ชอบธรรมลงไปได้
แต่ถ้ายังทำต่อไป โอกาสที่บ้านเมืองจะวุ่นวายอีกก็มีสูง
เช่นเดียวกับโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อจากความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้งก็อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาเช่นกัน
ถ้า 2 ขั้วทำเพื่อประชาชนจริงต้องแข่งกันแบบแฟร์ๆ
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

