สถานีคิด : หยุดเอาเปรียบ โดย : นฤตย์ เสกธีระ

18.12.18 | 13:13 น.

ขณะนี้คนไทยยังพอมีเวลาได้ทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองที่จะเข้าแข่งขันในการเลือกตั้ง

พรรคการเมืองที่สามารถแบ่งขั้วออกได้เป็น 2 ขั้ว และได้แสดงจุดยืนออกมาแตกต่างกัน

การเมืองทั้ง 2 ขั้วมีเป้าหมายที่บอกเล่าให้คนไทยฟังแล้วสรุปว่า ถ้าเลือกเขาประเทศไทยจะเจริญ

แสดงว่าแต่ละพรรคการเมืองก็มีเป้าหมายที่อยากทำให้ประเทศพัฒนา

อยากช่วยให้ประชาชนอยู่ดีมีความสุข เพียงแค่แนวทางการดำเนินการแตกต่างกัน

Advertisement

ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะเลือกใคร

เมื่อสัปดาห์ก่อน นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ ออกมาบอกกล่าวถึงคุณสมบัติการเมืองในยุค 2562

ฟังแล้วน่าใจหาย

ฟังแล้วสรุปว่า รัฐบาลหน้าก่อกำเนิดเกิดจากการดึงกลุ่มการเมือง “ยี้-มาร” มารวมกันเป็นพรรค

ทำให้การเมืองไทยในอนาคตเป็นการเมืองใต้อิทธิพลของทหาร ข้าราชการ ชนชั้นนำทางความคิด และกลุ่มทุนใหญ่

และจะพัฒนาต่อไปเป็นการเมืองภายใต้เงื้อมมือของทุน

เปรียบเทียบกับรัฐบาลเดิม แล้วเห็นว่าดำเนินไปในแนวทางเดียวกัน

มีการเอารัดเอาเปรียบกันก่อนการเลือกตั้ง

มีทั้งการใช้อำนาจที่มีอยู่ดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม และใช้สถานะที่เหนือกว่าแจกเงิน

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากได้เป็นรัฐบาลก็ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความชอบธรรม

เรื่องนี้จะก่อกวนตั้งแต่เริ่มต้น

ฟังแค่นี้ก็ทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่กับอนาคตของประเทศแล้ว

ถ้าประเทศไทยหยุดชะงักมา 4 ปีแล้วมีผลสรุปว่าการเมืองยังเหมือนเดิม

การเอารัดเอาเปรียบกันยังมี การใช้อำนาจรัฐ และการใช้อำนาจเงิน ยังเหมือนเดิม

แสดงว่า 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำอะไรให้ประเทศชาติดีขึ้น

ส่วนประเทศชาติจะแย่ลงหรือเปล่าคงต้องเฝ้าติดตามดูกันต่อไป

เพราะถ้าในที่สุดแล้ว เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้น และมีผลการเลือกตั้งออกมา

แล้วเกิดไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งกันขึ้นมา

ความวุ่นวายก็อยู่เบื้องหน้า

ตอนนี้ก็เริ่มมีพรรคการเมืองส่งสัญญาณอันตรายกันบ้างแล้ว

เกรงกันว่าความรุนแรงจะเกิดอีก แล้วคนที่โชคร้ายก็คือประชาชนที่บาดเจ็บล้มตาย

เหมือนกับการชุมนุมทางการเมืองในอดีตที่หลายคดีจวบจนบัดนี้ การคลี่คลายข้อเท็จจริงยังไม่คืบ

ทั้งๆ ที่กลุ่มคนที่สร้างเงื่อนไขไม่ใช่ประชาชน หากแต่เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนี่แหละ

ไม่ว่าจะเล่นบทกรรมการ หรือจะเล่นบทเป็นผู้เล่น ทุกคนล้วนมีส่วนในการสร้างเงื่อนไข

ถ้าจุดเริ่มต้นของการแข่งขัน ยังมีปัญหาความเท่าเทียม

ถ้าการแข่งขันดำเนินไปพร้อมๆ กับปัญหาความชอบธรรม

บทสรุปสุดท้ายก็สุ่มเสี่ยงต่อความวุ่นวาย

ตอนนี้สิ่งที่พึงกระทำ คือ หยุดสร้างเงื่อนไขความวุ่นวาย

หยุดเอาเปรียบ หยุดซิกแซ็กหลบเลี่ยงกติกา หยุดสร้างความเหลื่อมล้ำในการเลือกตั้ง

ถ้าทำได้ก็อาจคลายเงื่อนความไม่ชอบธรรมลงไปได้

แต่ถ้ายังทำต่อไป โอกาสที่บ้านเมืองจะวุ่นวายอีกก็มีสูง

เช่นเดียวกับโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อจากความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้งก็อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาเช่นกัน

ถ้า 2 ขั้วทำเพื่อประชาชนจริงต้องแข่งกันแบบแฟร์ๆ

นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]