ปัญหาของคนจนที่สำคัญเกิดจาก “โอกาส” ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การที่จะเน้นแต่เรื่อง “ของความเท่าเทียมกัน” อย่างเดียวกันนั้นไม่ได้ เพราะ “คนจน” จะไม่มีโอกาสเท่าเทียมเช่นเดียวกับ “คนรวย” การใช้หลัก “เปิดโอกาสให้เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน” (equal opportunity for all) นั้นนำมาสู่ความเสียเปรียบสำหรับคนจนซึ่งเป็นผู้ด้อยโอกาสกว่า โดยเฉพาะในสังคมไทยที่เป็นสังคมที่มีความแตกต่างทางสถานะอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ การที่รัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ให้กับคนจนจึงเป็นเรื่องของ “การให้แต้มต่อ” หรือ “การเสริมกำลัง” (empower) เป็นการสอดคล้องกับแนวทางของสหประชาชาติในเรื่อง “การสร้างความมั่นคงของมนุษย์” จะทำให้คนจนมีโอกาสได้รับสิ่งที่ช่วยเหลือจากสังคมนั่นเอง ซึ่งก็ถือได้ว่ารัฐบาลชุดนี้เดินมาถูกทางแล้ว
การเปิดโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่ออกมาหลายชุดเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือคนยากจนกว่า 14.5 ล้านคน ถือเป็น “ของขวัญปีใหม่” ตั้งแต่คลอดมาตรการเร่งด่วนช่วงแรกออกมาก็เป็นที่กล่าวขวัญกันมาก ซึ่งอานิสงส์ที่ได้ไม่ได้เกิดกับเฉพาะคนจนเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชน ช่วยร้านค้าปลีก ร้านค้าย่อย ในชุมชนท้องถิ่น
ไล่เรียงแต่ละรายการที่ออกมา ค่าน้ำประปา-ไฟฟ้า ธ.ค.61-ก.ย.62 แบ่งเป็น ค่าไฟฟ้า 230 บาท/เดือน/ครัวเรือน ค่าน้ำ 100 บาท/เดือน/ครัวเรือน ค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล 1,000 บาท สำหรับของผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป แถมมีนโยบายให้ถอนเป็นเงินสดได้ ค่าใช้จ่ายทั่วไปเดือน ธ.ค.61-ก.ย.62 จำนวน 500 บาท/คน ค่าเช่าบ้านคนจนอายุ 60 ปีขึ้นไป ธ.ค.61-ก.ย.62 เดือนละ 400 บาท ถอนเป็นเงินสดได้เช่นกัน เล่นเอาคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศตบมือกันเกรียว
เป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมที่ประชาชนค่อนข้างประทับใจ
นอกจากกลุ่มคนยากจนแล้วก็ยังไม่พอ รัฐบาลเอาใจกลุ่มอื่นๆ อีก ทุ่มงบประมาณอีก 1.8 หมื่นล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยางอีกประมาณ 1.4 ล้านคน ที่เดือดร้อนจากราคายางตกต่ำ แถมมีการเพิ่มเงินเบี้ยหวัดบำนาญให้ข้าราชการที่เกษียณอายุราชการไปอีกประมาณ 5.2 หมื่นคน แถมขยายเพดานบำเหน็จ ดำรงชีพข้าราชการบำนาญที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป อีก 1.5 แสนคน ด้วยงบประมาณอีก 8.1 หมื่นล้านบาท เรียกว่าสร้างความชื่นชมให้กับคนแทบทุกกลุ่มในประเทศ
ยังไม่พอเพียงแค่นี้รัฐบาลเตรียมแจกบัตรสวัสดิการที่ค้างอยู่ให้กับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียงที่ตกสำรวจอีก 3.1 ล้านคน ภายในวันที่ 1 ม.ค.2562 พร้อมเตรียมขยายกรอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มขึ้นอีกโดยขยายกลุ่มเป้าหมายให้ทั่วถึงอีกอย่างน้อย 1 ล้านรายทั่วประเทศ ผ่านการอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนที่กำลังจะออกมาในไม่ช้า
นอกจากนี้ยังเปิดแนวทางช่วยเหลือคนกลุ่มอื่นอีก ยิ่งระยะช่วงวันใกล้เลือกตั้งนโยบายต่างๆ จะออกมาเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน เช่น “โครงการเรียนฟรีผ่านบัตรคนจน” “โครงการชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน” โครงการที่เกี่ยวกับ “ข้าว” ในลักษณะลงไปกระตุ้นกลุ่ม “ชาวนา” ให้หันมามองอย่างชื่นชมและเชื่อมั่น
“ความยากจน” คือสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์ประดิษฐ์กฎเกณฑ์ชี้วัดขึ้นเพื่อใช้ในการจำแนกชนชั้นฐานะทางเศรษฐกิจของคนในสังคมด้วยกันเอง ทำการผลิตซ้ำทางสังคมติดต่อ ต่อเนื่องกันมาจนทำให้เกิดเป็นคุณลักษณะที่ต้องตีความถามหาความยุติธรรมจากคนชั้นล่างของสังคมที่เรียกว่า “คนจน” นั่นเอง
“ความยากจน” เป็นอย่างไร? ก็จะได้คำตอบที่ว่า “ความยากจนเป็นทุกข์ในโลก” ในทางสังคมวิทยาอธิบายว่า “ความยากจน” หมายถึง การที่มีสภาพการครองชีพต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ซึ่งชี้วัดด้วยภาวะโภชนาการ สุขภาพอนามัย และที่พักอาศัย ความยากจนมี 2 ประเภท คือ ความยากจนอย่างที่สุด (absolute poverty) หมายถึง การที่ผู้คนมีระดับการครองชีพต่ำดำรงชีพอยู่ได้อย่างแร้นเค้น ยากแก่การรักษาสุขภาพและชีวิต และความยากจนเชิงสัมพัทธ์ (relative poverty) คือ การถูกจัดว่ายากจนเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นในสังคมที่มีฐานะดีกว่า
“ความยากจน” ถูกจัดว่าเป็นปัญหาสังคมประเภท “ปัญหาทางเศรษฐกิจ” เพราะถูกนำไปพ่วงกับเกณฑ์ชี้วัดทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “เส้นความยากจน” (poverty line) ซึ่งเป็นเครื่องมือสากลในการพิจารณาว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นคนจนหรือไม่ โดยธนาคารโลกเป็นผู้ริเริ่มนำเทคนิคการคำนวณเส้นความยากจนมาใช้ในประเทศไทยครั้งแรกในปี 2513 และต่อมาพบว่าเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 ในปี พ.ศ.2539 ไทยมีเส้นความยากจนเฉลี่ยทั้งประเทศ 737 บาทต่อคนต่อเดือน มีสัดส่วนคนจนร้อยละ 11.4 ของประชากรทั่วประเทศหรือมีจำนวน 6.8 ล้านคน (คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2544. น.23) จนมาถึงปัจจุบัน พ.ศ.2561 พบว่ามีสัดส่วนคนจนทั่วประเทศมีจำนวนประมาณ 14.5 ล้านคน
“ความยากจน” ในฐานะที่เป็นปัญหาทางสังคมนั้นมีความหมายมากกว่าการมีรายได้น้อยไม่เพียงพอแก่การยังชีพเพียงประการเดียว ความยากจนหมายความรวมถึง ภาวะทุพโภชนาการ ความเสื่อมโทรมแห่งสุขภาพอนามัย และมีการศึกษาต่ำอีกด้วย และมิใช่คนยากจนทุกคนจะประสบกับภาวะทุกประการดังกล่าว ทั้งยังไม่มีความลงตัวอย่างชัดเจนในการขีดเส้นแบ่งระหว่างการเป็นคนยากจนออกจากคนกลุ่มอื่นๆ ในเมืองใหญ่เส้นความยากจนจะสูงกว่าในชนบทและเส้นความยากจนในประเทศหนึ่งจะสูงกว่าอีกประเทศหนึ่ง ความแปรเปลี่ยนไม่คงที่ของเครื่องชี้วัดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง “อำนาจ” ที่อยู่เบื้องหลังของการกำหนดว่าอย่างไรคือความยากจนหรือไม่ยากจน
“ความยากจน” หรือ “ไม่ยากจน” กลายเป็น “สถานภาพ” ที่ถูกกำหนดให้โดยผู้มีอำนาจ และจากสถานภาพดังกล่าวทำให้มีผลกระทบต่อการถูกเลือกปฏิบัติตามมาเป็นสำคัญ
สําหรับในรัฐบาลชุดนี้ “ความยากจน” ถูกเลือกโดยประชาชนโดยการเปิดโอกาสให้ทุกคนสมัครลงทะเบียนคนจนในเฟสแรก โดยมีหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และเปิดโอกาสให้สมัครลงทะเบียนในเฟส 2 และจากนโยบายเข้าหาคนจน คนด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และกระจายเข้าไปสู่กลุ่มต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้คะแนนเสียงของรัฐบาลชุดนี้ดีวันดีคืน เริ่มเข้าไปนั่งอยู่ในใจของพี่น้องประชาชนมากขึ้นเป็นลำดับโดยเฉพาะโครงการ “บัตรคนจน” หรือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่สามารถกดออกมาเป็นเงินสดจับจ่ายใช้สอยได้ตามที่ต้องการ ไม่ใช่ถูกบังคับให้ซื้อของได้เฉพาะกับร้านค้าที่มองกันว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐบาลเท่านั้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าว โครงการที่รัฐบาลทำออกมาช่วยเหลือคนจน จึงควรเป็นโครงการที่ทำตลอดไปทั้ง ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ให้เห็นออกมาเป็นรูปธรรม มิใช่คลอดนโยบายออกมาใกล้ๆ กับวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง และเมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วก็หายเงียบไป ต้องทำให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นบัตรที่มีคุณค่าและให้ความช่วยเหลือคนจนได้อย่างจริงจัง

