วิกฤต Brexit : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

ปัญหาการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ได้ผ่านการเจรจาเป็นเวลา 2 ปี และได้บรรลุสัญญาข้อตกลง “ฉบับชั่วคราว” ในปริโยสานแล้วนั้น

บัดนี้ สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับปัญหาปั่นป่วนวุ่นวายทั้งในและนอกสภา

ความล้มเหลวใกล้มาเยือน

นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรี ตระหนักว่า มีแนวโน้มจะไม่ผ่านการลงมติในสภา จึงทำการ “U-Turn” กะทันหัน โดยขอเลื่อนการลงมติไปพลางก่อน ทั้งนี้ เป็นการประวิงเวลาเพื่อไปทำการเจรจากับสหภาพยุโรปอีกรอบหนึ่ง

ล่าสุด สหภาพยุโรปปฏิเสธการเจรจารอบใหม่อันเกี่ยวกับประเด็นหลัก เว้นแต่ข้อปลีกย่อย

ปัญหา Brexit ยอกย้อน เปรียบเหมือนละคร หมุนเปลี่ยนผันไป

วันนี้การแยกตัวของสหราชอาณาจักร เข้าสู่ทางตันแล้ว เป็นเหตุให้เงินปอนด์ตกต่ำที่สุดในรอบ 20 เดือนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะลดลงอีก

ย้อนมองอดีตเมื่อ 2 ปีก่อน สหราชอาณาจักรได้ตัดสินใจแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปนั้น มิได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริง เสมือนการติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก ไม่ว่าผู้ที่ทำการเจรจาจะมีความเก่งกาจสามารถปานใด ก็ยากที่จะขอให้ “อียู” ยกเลิกสัญญาหรือเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเพราะเป็นการตัดสินใจอันเปี่ยมด้วยทิฐิมานะและเจตนาสมบูรณ์ตั้งแต่ต้น

“เบร็กซิท” ละม้ายละครฉากหนึ่ง เป็นละครตลกอันปราศจากเหตุและผล ที่คนส่วนใหญ่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยละเลยประโยชน์ส่วนรวม

จึงเป็นเหตุให้ระบอบประชาธิปไตย ไร้ซึ่งคุณค่า และยากที่จะแก้ไขวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่

ฉะนั้น เหตุการณ์ที่จะพัฒนาต่อไป มิเพียงไร้เหตุผลที่สุด หากจะต้องไร้เหตุผลมากขึ้น

สุนทรพจน์ “ประชาธิปไตยไม่ใช่รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด แต่เป็นรูปแบบการปกครองที่เลวน้อยที่สุดต่างหาก” เป็นวลีเด็ดของ “วินสตัน เชอร์ชิล” อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ซึ่งได้กล่าวไว้เมื่อ 71 ปีก่อนในเอกภพเดียวกัน

วลีดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นคุณค่าแห่งระบอบประชาธิปไตย เป็นการป้องกันอำนาจเผด็จการ หากมิใช่เป็นการรับประกันผลของการตัดสินใจให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด

ความทุกข์ของสหราชอาณาจักรที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เป็นนิทัศน์อุทาหรณ์ที่ดี และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าอมตะวาจาของ “วินสตัน เชอร์ชิล” เป็นจริงและทรงคุณค่ายิ่ง

การทำประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปเมื่อ 2016 นั้น หากมองในทางทฤษฎี ถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด แต่ในทางปฏิบัติถือว่าการตัดสินใจของคนอังกฤษดำเนินไปโดยปราศจากความรอบคอบ เพราะมิได้พินิจพิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ จึงมากด้วยปัญหา

ก็เพราะการยุยงปลุกปั่นของนักการเมืองประชานิยมขวาจัด เป็นเหตุให้ผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่เข้าใจว่า การแยกตัวออกจาก “อียู” สหราชอาณาจักรก็จะได้อำนาจอธิปไตยกลับคืนมา

เป็นการหลีกเลี่ยงการถูกแย่งอาชีพ และมีหลักประกันในการสร้างงาน

แต่เอาจริงเข้ากลายเป็นความคิดเพ้อเจ้อ เป็นการฝันกลางวัน

ส่วนนักการเมืองก็เก่งแต่พูด ไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงและความเป็นไปได้

สหราชอาณาจักรเข้าร่วมสหภาพยุโรปเป็นเวลาหลายทศวรรษ เกาะติดแนบแน่น ถ้าวันนี้จะแยกตัวออกจากกัน ความยากลำบากไม่ต่างไปจากการ “ผ่าตัดแยกร่าง” ของคู่แฝด

แม้ว่าการแยกตัวจะเป็นเหตุให้กระทบถึงสภาพเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป แต่สหราชอาณาจักรจะเป็นฝ่ายที่เสียหายมากกว่าหลายเท่าตัว

จากการวิเคราะห์ของรัฐบาล ถ้าการแยกตัวเดือนมีนาคม 2019 เริ่มขึ้นอันปราศจากเงื่อนไข สหราชอาณาจักรก็ต้องประสบปัญหา “หลุมดำ” ทางด้านการคลังถึง 8 หมื่นล้านปอนด์

ประเด็นที่ไร้ซึ่งเหตุผลในการแยกตัวของสหราชอาณาจักรก็คือ แม้ยอมใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถแยกตัวกันอย่างจริงจัง คือแยกกันเด็ดขาด

อุปมาเหมือนกับคู่สมรสหย่าร้างกันตามนิตินัย แต่พฤตินัยยังอยู่กินกันฉันสามีภรรยา

ก่อนการลงมติเมื่อ 2 ปีก่อน ได้มีคำเตือนจากสหภาพยุโรปว่า ประเด็นพรมแดนของไอร์แลนด์เหนือจะเป็นปัญหาเผ็ดร้อน เพราะว่าไอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ถ้าเป็น Hard Brexit จะเกิดปัญหา Hard Border ระหว่างไอร์แลนด์กับไอร์แลนด์เหนือ คนเดินทางและการส่งออก-นำเข้าสินค้าต้องผ่านด่านที่ไอแลนด์เหนือ เป็นการฝ่าฝืนสนธิสัญญา ประชาชนก็ต้องคัดค้าน อาจเป็นเหตุให้การเรียกร้องความเป็นเอกราชของไอร์แลนเหนือปะทุขึ้นมาอีก

สัญญาข้อตกลงแยกตัวที่ “เทเรซา เมย์” ได้ลงนามกับสหภาพยุโรปนั้น เรียกกันว่า “Soft Brexit” เพราะมีเจตนาที่จะธำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสหภาพยุโรปต่อไป

“เทเรซา เมย์” เห็นว่า การแยกตัวอย่างนิ่มนวลนั้น จะได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา แต่กลับตรงกันข้าม คือฝ่ายที่ต้องการแยกตัวเห็นว่าเป็นการ “แยกตัวฉ้อฉล”

แต่พวกเขาประสงค์ให้เด็ดขาดไปเลย

ส่วนฝ่ายที่ไม่ยอมแยกตัวเห็นว่า เป็นพฤติกรรม “คาบลูกคาบดอก”

จึงเห็นควรให้อยู่ต่อไป

วันนี้ “เทเรซา เมย์” อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก เพราะว่าสัญญาข้อตกลงกับสหภาพยุโรปได้ลงนามไปแล้ว ยกเลิกก็มิได้ ความเห็นของคนอังกฤษเกิดความแตกแยกกันรุนแรง มีการโจมตีกันดุเดือด ถั่งโถมโหมแรงไฟ ในสภาผู้แทนราษฎรก็เกิดความปั่นป่วนโดยสมาชิกพรรคแรงงานนายหนึ่งได้ควงคทาทำการประท้วง

พฤติการณ์ละม้ายกับการสวนสนามของกองทัพ

คทาเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้สภาเปิดการประชุมได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากประมุขก่อน ถ้าไม่มีคทาจะผ่านกฎหมายมิได้

ตั้งแต่อดีตนานมาแล้วในเอกภพเดียวกัน พูดกันว่า คนอังกฤษเป็นผู้ดี แก่ศีลธรรมแก่จรรยา และเคร่งครัดในเรื่องกิริยามารยาท

แต่ปัจจุบัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือ ผู้แทนปวงชนควงคทาประท้วงในสถานที่อันทรงเกียรติ ถือเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับศีลธรรมจรรยา และกิริยามารยาท มิพักต้องสงสัย

จึง “คอนเฟิร์ม” สถานการณ์ทางการเมืองในสหราชอาณาจักรวันนี้ ยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะคลี่คลายปัญหาได้อย่างไร เวลาได้กระชับเข้ามาทุกขณะ เพราะรัฐสภากำหนดการลงมติอย่างช้าต้องไม่เกิน 21 มกราคม การซื้อเวลาของ “เทเรซา เมย์” เป็นความเสียหายทั้งส่วนตัวและประเทศ

การ “ยูเทิร์น” อย่างกะทันหันของเธอ เป็นการทำลายความเชื่อถือโดยสิ้นเชิง

ประเด็น “เบร็กซิท” เป็นปัญหาที่สร้างความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงแก่สังคมสหราชอาณาจักร ความแตกแยกระหว่างพรรคอนุรักษนิยมกับพรรคแรงงานก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

เป็นการสะท้อนให้เห็นเด่นชัดว่า “เทเรซา เมย์” และสมาชิกพรรคอนุรักษนิยมไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว พรรคแรงงานก็ไม่ยอมฝ่ากระแสลมแรงมาทำการสนับสนุนผู้ใช้สิทธิของพรรค ฉะนั้น จึงยึดหลักมัชฌิมา วางตัวเป็นกลาง และไม่กระตือรือร้นต่อภาระหน้าที่

ในขณะที่ “เจรามี คอร์บิน” หัวหน้าพรรคแรงงานได้เสนอให้ไปเจรจาใหม่กับ “อียู” เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาข้อตกลงที่ดีกว่า ถ้าไม่ได้ผลก็ทำการลงประชามติรอบสอง

การเสนอให้ไปเจรจาใหม่นั้นเป็นเรื่องไร้เหตุผล คือเป็นการส่ง “เทเรซา เมย์” ไปตายนั่นเอง

ส่วนการเสนอให้มีการทำประชามติใหม่นั้น เสมือนเป็นการส่งต่อลูกบอลให้แก่คนอังกฤษ

นักการเมืองส่วนใหญ่คำนึงถึงอนาคตทางการเมืองของตนมากกว่าอนาคตของประเทศ พูดจาหุนหันพลันแล่น เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่เขา และเพื่อความสะดวกเฉพาะคราวหนึ่งๆ เท่านั้น

เส้นทางการแยกตัวของสหราชอาณาจักรแคบลงทุกขณะ

มีข่าวว่า เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ “เทเรซา เมย์” สั่นคลอนมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว

กรณีเบร็กซิท ละม้ายกับเพลง “โลกนี้คือละคร” ที่ “สุเทพ วงศ์กำแหง” ขับร้อง คือ

“โลกนี้นี่ดูยิ่งดูยอกย้อน เปรียบเหมือนละคร…………”

ปัญหาจะอยู่หรือจะไปของสหราชอาณาจักร ยังมองไม่เห็นทางออก

แต่บรรยากาศในสหราชอาณาจักรวันนี้ไม่ต่างไปจากประเทศจีนเมื่อแรกเริ่มปฏิรูปเปิดประเทศในปี 1978 กล่าวคือ ความกังวลของคนอังกฤษอันเกี่ยวกับการแยกตัวแล้ว อนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ยังสถิตอยู่ในดวงหทัยมิเสื่อมคลาย เช่นเดียวกับคนจีนสมัยนั้น ผู้อาวุโสของจีนที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกันมาแต่อ้อนแต่ออก เกิดมีความเห็นแตกต่างและเกิดความขัดแย้งกันในเรื่องปฏิรูปเปิดประเทศ โดยเข้าใจว่า ความเป็นสังคมนิยมจะหมดไป จึงมากด้วยปัญหา

ฉะนั้น ความกังวลของคนอังกฤษวันนี้ จึงเหมือนกับความกังวลของคนจีนวันนั้น

แต่ก็มีจุดต่างคือ การ “แยกตัว” เป็นการโดดเดี่ยวตนเอง

ส่วนการ “ปฏิรูป” คือ การเปิดประเทศสู่โลกโกอินเตอร์

ความผันผวนปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรของสหราชอาณาจักร คงไม่มีคำพูดใดที่เหมาะสมเท่ากับวลีเด็ดของ “ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร (ล่วงลับ) ที่ได้กล่าวเมื่อ 43 ปีก่อน ขณะที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในสภาผู้แทนราษฎร วลีนั้นคือ “ยุ่งตายห่า”

ต้องยอมรับว่าเป็นยามยากของ “เทเรซา เมย์” อย่างแท้จริง

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

บทความก่อนหน้านี้แชร์สนั่น! ค่าโดยสารรถในกระบี่แพง ด้านขนส่งลงตรวจไม่พบ วอนชี้เบาะแสจับปรับจริงทุกราย
บทความถัดไปนิวส์โน้ต : อ่อนแอก็แพ้ไป