วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางในปลายทศวรรษ 1960 นั้นเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศขนาดใหญ่ครั้งสุดท้ายของอู ถั่น หลังจากที่หมดวาระในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติได้เพียง 3 ปีเศษ อู ถั่นเสียชีวิตที่กรุงนิวยอร์กในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1974 (พ.ศ.2517) ด้วยโรคมะเร็งปอด ศพของเขาถูกนำกลับไปพม่าเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา แต่นายกรัฐมนตรีเน วิน ปฏิเสธไม่ยอมจัดงานศพของอู ถั่นให้เป็นรัฐพิธี และสั่งให้นำศพของอู ถั่นไปฝังไว้ที่สุสานจานด่อซึ่งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยย่างกุ้งอย่างเงียบๆ ปฏิเสธไม่ยอมสร้างสุสานให้กับอู ถั่นอย่างสมเกียรติ นอกจากเน วินจะมองว่าอู ถั่นคือเพื่อนสนิทของอู นุ ที่กลายเป็นศัตรูทางการเมืองหมายเลขหนึ่งของเน วินในขณะนั้นแล้ว อู ถั่นยังมีชื่อเสียงเกียรติยศในฐานะเลขาธิการสหประชาชาติ นับเป็นชาวพม่าที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศท่ามกลางบรรยากาศที่ทั่วโลกกำลังรุมประณามรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า คำสั่งของเน วินสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนโดยเฉพาะผู้นำนักศึกษาในย่างกุ้งที่มองอู ถั่นว่าเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย การเสียสละเพื่อประชาคมโลก และสิทธิมนุษยชน
เมื่อมีเสียงวิพากย์วิจารณ์รัฐบาลเน วิน ว่าการนำศพอู ถั่นไปฝังไว้ที่สุสานจานด่อนั้นไม่เหมาะสม รัฐบาลจึงจำต้องจัดให้ประชาชนเข้าคารวะศพที่สนามไจ้ก์ก่ะส่าน (Kyaikkasan) มีประชาชนจำนวนมากเข้าแถวเพื่อเข้าไปคารวะศพอู ถั่น แต่ในท้ายที่สุดรัฐบาลเน วินเปลี่ยนใจไม่ยอมให้ประชาชนที่รออยู่เข้าไปด้านในได้ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำนักศึกษา เหตุการณ์เริ่มชุลมุนขึ้นเมื่อผู้นำนักศึกษาขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ประณามรัฐบาลและเรียกร้องให้นักศึกษานำโลงศพของอู ถั่นออกไปเพื่อไปประกอบพิธีที่เหมาะสมและสมเกียรติภายในมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง อารมณ์ที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นของนักศึกษาและการอารักขาโลงศพอู ถั่นด้วยสารวัตรทหารและตำรวจอย่างแน่นหนาทำให้ทั้งสองฝั่งปะทะกันอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเสียชีวิตอย่างน้อย 20 นาย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก รัฐบาลตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกในวันรุ่งขึ้น
นักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยร่วมกันเคลื่อนโลงศพของอู ถั่น ประชาชนข้างทางโห่ร้องสนับสนุนนักศึกษาอย่างคึกคัก พวกเขานึกฝันไปว่าชัยชนะของนักศึกษาในครั้งนั้นอาจหมายถึงจุดจบของรัฐบาลทหารที่ปกครองพม่ามาครบ 12 ปีในปีนั้น แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นช่างโหดร้ายกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก นักศึกษาราว 5,000 คน ใช้เวลา 4 ชั่วโมงเศษ กว่าจะเดินทางถึงพื้นที่ของมหาวิทยาลัยศิลปะและวิทยาศาสตร์แห่งย่างกุ้ง (หรือเรียกย่อๆ ว่า RASU) นักศึกษาผลัดเวรเข้าดูแลโลงศพอู ถั่นที่ถูกนำไปไว้ในหอประชุมใหญ่หลังเก่า หลังจากเวลาผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ นักศึกษาหารือกันว่าควรนำศพไปไว้ในอนุสรณ์สถานที่จะสร้างขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นอาคารสโมสรนักศึกษาเดิมที่ถูกเนวินระเบิดไประหว่างรัฐประหารปี 1962 (พ.ศ.2505)
เมื่อเวลาผ่านไป 3 สัปดาห์ รัฐบาลเน วินตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดจัดการกับนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เพราะมีสายลับของรัฐบาลหลายคนถูกส่งเข้าไปในมหาวิทยาลัยแล้วถูกนักศึกษาซ้อมและทรมานจนถึงแก่ความตาย เน วินตอบโต้นักศึกษาโดยการใช้กองกำลังติดอาวุธสงครามล้อมปราบนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัย กองกำลังของรัฐบาลประจำอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยย่างกุ้งกว่า 1 สัปดาห์ เมื่อเหตุการณ์สงบลงและกองทัพยึดพื้นที่ในมหาวิทยาลัยได้หมดแล้วปรากฏว่ามีนักศึกษาเสียชีวิตภายในนั้นนับร้อยคน ทั้งจากการถูกยิงและถูกทุบตีอย่างป่าเถื่อนและยังมีอีกกว่าพันคนที่ถูกจับกุม ภายหลังจากความรุนแรงภายในมหาวิทยาลัยย่างกุ้งสงบลง กลับเกิดการจลาจลระลอกใหม่ขึ้นทั่วเมืองย่างกุ้งจนรัฐบาลต้องตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกและจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรง ในที่สุดรัฐบาลได้ศพของอู ถั่นไปฝังไว้ที่สุสานบนถนนกันดอมิน
(Kandawmin Road) ใกล้ทางเข้าพระเจดีย์ชเวดากองทางทิศใต้ ในที่เดียวกันนี้ยังเป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญของพม่า ได้แก่ พระนางศุภยะลัต (พระมเหสีของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า) ตะขิ่น โก ด่อ มาย (นักเขียนชาตินิยมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักชาตินิยมยุคต่อมาอย่างออง ซาน และอู นุ) และด่อ ขิ่น จี (ภริยาของนายพลออง ซาน และมารดาของด่อ ออง ซาน ซูจี)
ในปัจจุบัน ภายหลังกระแสการปฏิรูปทางการเมืองในพม่าที่เกิดขึ้นหลังรัฐบาล SPDC ได้ออกแผนแม่บทเพื่อกรุยทางไปสู่ประชาธิปไตย 7 ขั้นตอน (The 7-Stage Roadmap to Democracy) ตั้งแต่ปี 2003 (พ.ศ.2546) และมีความชัดเจนมากขึ้นแบบก้าวกระโดดเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2010 (พ.ศ.2553) ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ อย่างไรก็ดี พรรคฝ่ายค้านหรือพรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตยของออง ซาน ซูจี ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้งในครั้งนั้นโดยให้เหตุผลส่วนหนึ่งว่าออง ซาน ซูจี
ยังถูกควบคุมตัวในบ้านพักและยังมีนักโทษการเมืองที่ยังจำคุกอยู่อีกกว่า 2,000 คน หนึ่งในนั้นคือมิน โก นาย (Min Ko Naing) ผู้นำนักศึกษาคนสำคัญในเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างนักศึกษาและประชาชนกับรัฐบาลในเดือนสิงหาคม ปี 1988 อย่างไรก็ดี พรรคเอ็นแอลดีตัดสินใจเข้าร่วมการเลือกตั้งซ่อมในปี 2012 (พ.ศ.2555) ผลการเลือกตั้งที่พรรคเอ็นแอลดีได้รับชัยชนะถล่มทลาย ได้ที่นั่งในสภาลุดดอ (Hluttaw) รวมกันทั้งสิ้น 43 ที่นั่ง จากทั้งหมด 44 ที่นั่ง
ในท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกมองว่าเป็นยุคประชาธิปไตยเบ่งบานในพม่า บุคคลที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศแต่เป็นศัตรูทางการเมืองและจิตวิญญาณกับกองทัพมาอย่างยาวนานอย่างอู ถั่น จึงได้รับความสนใจจากภาคประชาสังคมมากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน บ้านพักของอู ถั่นและครอบครัวในย่านวินเดอร์เมียร์จึงได้รับการบูรณะอีกครั้งเพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมประวัติและแนวคิด อีกทั้งคุณูปการของอู ถั่น ในฐานะบุคคลสำคัญของทั้งพม่าและของโลก การบูรณะบ้านสไตล์โคโลเนียลหลังนี้เกิดจากความร่วมมือของ Yangon Heritage Trust และครอบครัวของอู ถั่นเองโดยได้รับความเห็นชอบจากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง การบูรณะเริ่มขึ้นในปี 2012 และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมในต้นปี 2014 (พ.ศ.2557)
จวบจนปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 4 ทศวรรษที่เรื่องราวของอู ถั่นมิได้รับการเผยแพร่และศึกษาอย่างจริงจังในสังคมพม่าและสังคมไทย อู ถั่นคือหนึ่งในรัฐบุรุษที่สร้างชื่อเสียงให้กับพม่าแต่ในขณะเดียวกันนอกเหนือจากตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติชาวเอเชียคนแรกแล้ว สังคมพม่าและสังคมภายนอกรู้จักอู ถั่นน้อยมาก บทบาทหลักของอู ถั่นในฐานะผู้รักษาสันติภาพของโลกอาจเริ่มขึ้นด้วยความบังเอิญและการตัดสินใจของชาติมหาอำนาจในบริบทของการแข่งขันกันในสงครามเย็น แต่ตลอดหนึ่งทศวรรษที่อยู่ในตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ อู ถั่นได้แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเป็นผู้นำกระบวนการเจรจาเพื่อสันติภาพได้ไม่น้อยหน้าตัวแทนจากประเทศที่เจริญแล้วอื่นๆ นอกจากนี้ ประสบการณ์หลายครั้งในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในสงครามตัวแทนยังทำให้เขาได้รับขนานนามว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทลดความตึงเครียดของโลกในเวลานั้น
แต่อย่างไรก็ดี ตลอดเวลาของการดำรงตำแหน่งผู้นำองค์กรระดับโลก อู ถั่นกลับไม่ได้รับเกียรติจากรัฐบาลทหารพม่าภายใต้นายพลเน วิน จวบจนนาทีสุดท้ายของชีวิต ความเปลี่ยนแปลงในพม่าปัจจุบันเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการสร้างประชาธิปไตยและการสร้างความปรองดองในชาติในปัจจุบันจึงมีความพยายามที่จะนำชีวิตและผลงานของอู ถั่นกลับมาเล่าใหม่ และบูรณะสถานที่
สำคัญที่เคยเป็นที่พำนักของอู ถั่นในย่างกุ้งเพื่อนำความทรงจำที่รางเลือนของอู ถั่นในประวัติศาสตร์พม่ากลับมาอีกครั้ง

