หน้าแรก คอลัมนิสต์ การเลือกตั้งแ...

การเลือกตั้งและความเหลื่อมล้ำ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร

21.12.18 | 13:00 น.

การเลือกตั้ง (หากเกิดขึ้น) จะทำให้เรามีรัฐบาลที่มีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำอย่างได้ผลหรือไม่
ในบทความนี้เราจะดูแนวนโยบายจากพรรคสำคัญๆ

จากฟากรัฐบาลรัฐประหาร ซึ่งเตรียมเถลิงอำนาจต่อไป (ด้วยแรงหนุนของ 250 ส.ว.ในกำมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) เราจะเห็นนโยบายได้จากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในบทที่ว่าด้วย “ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม” มีถ้อยคำสวย เช่น

“การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ…กระจายทรัพยากร การกระจายโอกาสของการพัฒนา… [การกระจาย] บริการทางสังคมและกระบวนการยุติธรรมที่มีคุณภาพ (แต่บ้านผู้พิพากษายังอยู่บนดอยสุเทพ)

…กระจายศูนย์กลางความเจริญ…ขับเคลื่อนการพัฒนาในรูปแบบประชารัฐ …พัฒนาการเกษตร…โดยเน้นระบบจัดการตนเอง…รวมทั้งโอกาสการถือครองที่ดิน…ให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์อย่างเป็นธรรม

ปรับระบบเอกสารสิทธิการถือครองที่ดินประเภทต่างๆ ให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่ไม่มีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ใช้เป็นหลักฐาน ประกอบการขอพิจารณาสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้ …

Advertisement

…ยกระดับกลไกการดูแลแรงงานไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล”

ในทางปฏิบัติหากดูจากมาตรการในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลทหาร พอจะเห็นความไม่ชัดเจน และเค้าลางของนโยบายที่เป็นไปได้บางประการ

ที่ยังไม่มีความชัดเจนก็ เช่น การกระจายศูนย์กลางความเจริญ ประชาชนจัดการตนเอง จะเป็นจริงไหม การมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินของหลายกลุ่มที่ยังเป็นปัญหา จะเกิดขึ้นจริงไหม

สำหรับเค้าลางของนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งได้เห็นแล้วจากแนวทางและมาตรการที่ผ่านมา 4 ปี
และจะเป็นไปต่อไปแน่ๆ คือ การรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่รัฐส่วนกลาง การสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านโครงการประชารัฐที่อิงอำนาจรัฐ เพื่อคุ้มครองการผูกขาดและการขยายธุรกิจสู่เขตนอกกรุงเทพฯ

การทวงคืนผืนป่า ที่จะกระทบประชาชนประมาณ 10 ล้านคนใน 2,700 ชุมชน ที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ในพื้นที่ป่าประมาณ 20 ล้านไร่ ซึ่งในหลายๆ กรณีได้ตั้งถิ่นฐานอยู่กินกันมากับป่าเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว

และที่แน่ๆ ก็คืออีอีซี หรือโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ โครงการนี้ถ้าสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ มีการลงทุนด้านสาธารณูปโภคเป็นที่น่าพอใจ และเสนอสิทธิพิเศษต่างๆ รวมทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้มากกว่า 10 ปี รวมทั้งอาจให้นักลงทุนต่างชาติได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างหนำใจ การลงทุนจะไหลเข้ามา ก็จะทำให้จีดีพีโต ตลาดหุ้นบูม นักอสังหาฯบางกลุ่มรวย นักลงทุนต่างชาติรวย

สำหรับไทยเราได้การจ้างงานบ้าง มีการไหลรินสู่คนงานได้ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 325-330 บาทบ้าง ภาษีที่จะได้ไม่น่าจะมากมายเมื่อเทียบกับที่เสียไป

เศรษฐกิจจะดูดี แต่โดยภาพรวม การไหลรินของโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ (ซึ่งพึ่งการนำเข้าทั้งเทคโนโลยี วัสดุ เครื่องจักรสมัยใหม่ และคนงานทักษะสูง เป็นหลัก) จะไม่มากพอที่จะลดความเหลื่อมล้ำของทั้งประเทศลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะถ้าผลของนโยบายทวงคืนผืนป่าและการกดค่าจ้างคนงานระดับล่างเป็นไปในทาง
ตรงกันข้าม นอกจากนั้น แรงกดดันทางการเมืองจะยิ่งทำให้ต้องใช้เงินภาษีแจกเงินคนจนคนด้อยโอกาสไปเรื่อยๆ

พรรคเพื่อไทยและพันธมิตรจะทำอะไร คนรุ่นใหม่ในพรรคบอกว่าจะสู้ด้านนโยบายต่อไป เน้นฟังเสียงประชาชน ถ้าดูจากที่ผ่านมา คงเป็นเรื่องปรับค่าจ้างขั้นต่ำและรายได้คนงานระดับล่างอื่นๆ การให้สินเชื่อเอสเอ็มอี การพักหนี้เกษตรกร การหนุนราคาสินค้าเกษตร โครงการสุขภาพถ้วนหน้าประชาชนมั่นใจได้ว่าจะทำต่อไป ฯลฯ

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเร็วๆ นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เน้นลดความเหลื่อมล้ำ
ด้วยการปฏิรูประบบภาษี การประกันราคาผลิตผลเกษตร ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาด้วยการกระจายอำนาจ สนับสนุนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ลดความเหลื่อมล้ำด้านโครงสร้าง (ยังไม่มีรายละเอียด) จะไม่มุ่งไปที่รัฐสวัสดิการสถานเดียวแต่จะผสานกับโครงการเงินออมแห่งชาติ (ซึ่งรัฐบาลสมัยประชาธิปัตย์ในปี 2554 ผ่านเป็นกฎหมาย) ที่จะเป็นฐานของระบบบำนาญผู้ทำงานในเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น หาบเร่แผงลอย คนทำงานอิสระ ฯลฯ

กล่าวถึงพรรคอนาคตใหม่ มองการณ์ไกล ต้องการเปลี่ยนทัศนคติ เสนออุดมการณ์ประชาธิปไตย ประสงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ตั้งเป้าเป็นรัฐสวัสดิการ มีนัยว่าพร้อมที่จะให้มีการปฏิรูประบบภาษี พูดถึงเรื่องลดการผูกขาด เห็นว่าปัญหาความยากจนมีมูลเหตุมาจากที่คนชนบทไม่มีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ แต่ยังไม่ได้แสดงอะไรชัดเจนในเรื่องนโยบายที่ดิน

และมีคนในพรรคขนาดกลางบางพรรคเห็นว่า รัฐบาลกลางต้องลดอำนาจกำกับควบคุมเขตชนบทลงเพื่อให้คนธรรมดารวยขึ้นบ้าง โดยเสนอว่า “จังหวัดไหนอยากเจริญรัฐบาลต้องลดอำนาจลงบ้าง”

พรรคเล็กอื่นๆ จะไม่มีนโยบายอะไรนอกจากว่าคอยเสียบกับรัฐบาลทหาร

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคการเมืองหลายพรรคมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำที่หลากหลาย เป็นเรื่องใหม่ และน่าทึ่ง มิใช่หรือ?