บทสรุปการพัฒนาประเทศไทย โดย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (WWW.manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx? NewsiD) ชี้ให้เห็นว่า โมเดลการพัฒนา 3 รหัสที่ผ่านมายังไม่สามารถนำพาประเทศไทยผ่านกับดักความยากจนไปสู่ประเทศไทย ที่มีรายได้ปานกลางขั้นสูงหรือรายได้สูงจึงได้กำหนดโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดปัจจุบัน (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ เป็นรหัส Thailand 4.0 จากโมเดล คือประเทศไทย 1.0 ประเทศไทย 2.0 เน้นไปอุตสาหกรรมเบา ใช้ต้นทุน แรงงานและวัตถุดิบน้อย โมเดลประเทศไทย 3.0 เน้นอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก โดยที่ผลพวงของการพัฒนาประเทศไทยในช่วง 3 โมเดลของการพัฒนานั้นประเทศไทยตกอยู่ในกลุ่มกับดักความยากจน (MIT) ที่ประชาชนมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่า 10,000 US$ 1 เป็นเวลากว่า 10 ปี (Varakorn.com) สำหรับแนวทางในโมเดลประเทศไทย 4.0 มีดังนี้
1) เปลี่ยนจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้านวัตกรรม
2) เปลี่ยนจากขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์
3) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ Value-Based Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
4) ปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น
ในการที่จะนำประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย 4.0 ได้นั้น กำลังคน (แรงงาน) เป็นองค์ประกอบหลักในการขับเคลื่อนหากละเลยในการเตรียมกำลังคนที่มีคุณสมบัติตามที่ตลาดแรงงานต้องการประเทศไทยก็จะตกอยู่ในภาวะชะงักงันไม่มีโอกาสออกจากกับดักกลุ่มรายได้ปานกลาง (MIT)
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยผลิตกำลังคนยังไม่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ข้อมูลจากการประชุมนานาชาติ เรื่องการยกระดับกำลังคนของไทย : ทางออกกับดักรายได้ปานกลาง การพัฒนาแรงงานวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดเล็ก และผู้ประกอบการ เมื่อวันที่ 18-19 มิถุนายน 2559 โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้คุณภาพเยาวชน (สสค.) (จดหมายข่าว สสค.ฉบับที่ 211 วันที่ 29 มิถุนายน 2559) ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาและทักษะขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา (โออีซีดี) นายแอนเดรีย สไลเชอร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านทักษะและการจ้างงานจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) นางสาวอกิโก๊ะ ซากาโมโตะ ได้เสนอข้อมูลที่สอดคล้องกันว่าแรงงานของไทย มีทักษะ ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
ขณะเดียวกันกับการประชุมวิชาการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อสร้างความพร้อม ในการประกอบอาชีพแก่เด็กและเยาวชน จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการประชุมวิชาการดังกล่าว ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (www.qlf.or.th/Home/Contents/1176) เสนอข้อมูลจากการวิจัยสถานการณ์ตลาดแรงงานในกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม มีประเด็นที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 โดยมุ่งเน้นไปที่กำลังคนสายอาชีพที่จบ ปวช.ปวส.และ ม.6 ที่มีทักษะอาชีพที่จะนำไปทำงานได้
มีข้อเสนอดังนี้
“โครงสร้างแรงงานที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเข้าไปสู่ยุค 4.0 ได้คือประเทศไทยจะต้องมีแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40.50 แต่ปัจจุบันกลับมีเพียงร้อยละ 20
และเมื่อดูข้อมูลจะพบว่าอัตราผู้เรียนจบปริญญาตรีในปี 2559 มีผู้ว่างงานถึง 1.79 แสนคน ซึ่งในหลายๆ จังหวัดของไทยยังเป็นเศรษฐกิจในยุค 2.0 การจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ 3.0 และ 4.0 ได้จะต้องถูกขับเคลื่อนด้วยแรงงานในสายวิชาชีพแต่อีกหลายจังหวัดยังอยู่ที่ 2.0 หรือ 3.0 ก็จะยิ่งสร้างให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นกว่าเดิม
การผลิตคนในสายอาชีพนั้นไม่จำเป็นจะต้องผลิตผู้เรียนที่จบอาชีวะเพียงอย่างเดียว แต่สามารถขยายสู่โรงเรียนในระดับมัธยมศึกษา ให้นักเรียนได้เรียนวิชาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่เป็นวิชาเสริมในการเรียนได้ ซึ่งก็จะช่วยให้เด็กมัธยมศึกษาที่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อสามารถหางานทำได้ และยังช่วยให้นักเรียนกลุ่มนี้กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อีกด้วย
ดังนั้น เพื่อไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เราจึงต้องการแรงงานฝีมืออีกไม่น้อยกว่า 12 ล้านคน ภายใน 10 ปี”
ข้อมูลจากการวิจัยดังกล่าวที่เป็นข้อมูลข้างต้นเป็นข้อเสนอที่เป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่งในการเตรียมแรงงานให้กับประเทศไทยสำหรับช่วงปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเปลี่ยนสู่ยุค 4.0 เนื่องจากแรงงานฝีมือในประเทศไทยปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 14.40 เท่านั้น ส่วนประเทศที่พ้นจากกลุ่ม MIT เช่น สวีเดน เยอรมนี สิงคโปร์ และฟินแลนด์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 48
การปฏิรูปประเทศไทยในรอบนี้ทางการศึกษาจะเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญค่อนข้างมากกับการอาชีวศึกษา โดยที่การอาชีวศึกษาในสภาพปัจจุบันได้มีการหลอมรวมการบริหารการอาชีวศึกษา ในส่วนที่สังกัดภาครัฐและการอาชีวศึกษาเอกชนเข้าสังกัดในสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเข้าด้วยกันแล้วก็ตาม ปริมาณการผลิตแรงงานกลุ่ม ปวช. ปวส.ก็ยังไม่เพียงพอต่อการรองรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโมเดล 4.0
ตัวช่วยที่สำคัญในการผลิตกำลังแรงงานมีฝีมืออีกก็คือโรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งประเทศที่เปิดสอนหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายม (ม.4-ม.6) สถาบันอาชีวศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และวิทยาลัยชุมชนในสังกัด สกอ.20 แห่ง ที่มีการเปิดสอนหลักสูตรอนุปริญญา ปวช.ปวส. และประกาศนียบัตรหลักสูตรต่างๆ หากได้มีการปรับปรุงแบบการจัดการศึกษาไปเน้นการผลิตสายอาชีพ เพื่อเป็นแรงงานที่มีฝีมือให้มากขึ้น ให้มีสัดส่วนแรงงานที่มีฝีมือเข้าใกล้ร้อยละ 50 มิใช่มุ่งเน้นให้เยาวชนไปสู่ปริญญา ดังที่ มัตทิยอ คอนยัค ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การแรงงาน ระหว่างประเทศ (จดหมายข่าว สสค. ฉบับที่ 115) กล่าวไว้ในเวทีเสวนาวิชาการนานาชาติครั้งที่ 3 หัวข้อ“เยาวชนกับการจ้างงาน” โดย สสค.เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนมิถุนายน 2556 ไว้ว่า “เยาวชนจำนวนมากขวนขวายเพื่อให้ได้ปริญญาหรืออนุปริญญา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ตลาดแรงงานหรือผู้ประกอบการต้องการ”
สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เปิดสอนในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-ม.6) อยู่ในสังกัด สพฐ.สช. โรงเรียนสาธิตในสถาบันอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดตั้งอยู่ทั่วประเทศต้นสังกัดของสถานศึกษาต่างๆ เหล่านี้ควรปฏิรูปการเรียนรู้สอนให้มีแผนการเรียนวิชาชีพเกิดขึ้น ดังที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ บราซิล ที่เรียกว่า Career academy หรือ Studio School เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาทางเลือก
ผู้เขียนได้เคยเสนอข้อเขียนในเรื่องนี้ไว้ในมติชนรายวัน “กระแสทรรศน์” ภายใต้ หัวข้อ Career Academies ในโรงเรียนมัธยมศึกษาของไทย ทางเลือกในการสร้างกำลังคนสายอาชีพ (มติชนรายวัน 7 ตุลาคม 2557) โรงเรียนมัธยมศึกษาในขณะในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย ภายใต้กรมวิสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมวิสามัญศึกษาได้จัดให้มีโรงเรียนมัธยมแบบประสมขึ้นเป็นโครงการใหญ่ที่กำหนดการดำเนินงานระหว่างปี พ.ศ.2510-2514 เป็นโครงการระยะ 5 ปี โรงเรียนมัธยมแบบประสมที่จัดขึ้นนี้มีทั้งสิ้นรวม 20 โรงเรียน
ทั้งนี้ กรมวิสามัญศึกษามีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาและข้อขัดข้องต่างๆ ในการจัดการศึกษาระดับมัธยมซึ่งเป็นระดับที่มีความสำคัญต่อนักเรียนที่อยู่ในวัยรุ่น จะออกไปศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไป และเพื่อออกไปประกอบอาชีพต่อไป กรมวิสามัญศึกษาได้ทดลองจัดโรงเรียนมัธยมแบบประสมขึ้นเป็นแห่งแรกที่โรงเรียนสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ พ.ศ.2503 และมีความเห็นว่า การดำเนินงานทดลองได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้ เป็นเพราะหลักสูตรที่วางไว้อนุญาตให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงวิชาที่เรียนได้ตามความถนัดและเหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้องแล้วแต่ครูผู้แนะนำโดยใกล้ชิดในปี พ.ศ.2503 คณะกรรมการโรงเรียนมัธยมแบบประสมได้เสนอแนะให้จัดตั้งโรงเรียนแบบนี้ขึ้นอีก
ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการวิจัยจึงได้จัดตั้งโรงเรียนมัธยมแบบประสมขึ้นโดยใช้เงินกู้เพื่อพัฒนาการศึกษาต่อมาได้ยุติไปในปัจจุบันได้มีการดำเนินการที่คล้ายคลึงกับโรงเรียนมัธยมแบบประสม จดหมายข่าว สสค.ฉบับที่ 180 ฉบับ
“ระบบการศึกษาเพื่อการมีงานทำเพิ่มทางเลือกเพื่อเด็กไทย” ได้นำเสนอตัวอย่างโรงเรียนในปัจจุบัน ที่จัดการศึกษาตามแนวการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพได้แก่เยาวชน
เช่น โรงเรียนบ้านใหญ่พิทยาคม จ.นครราชสีมา ได้จัดหลักสูตรคู่ขนานด้วยความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคสุรนารีตั้งแต่ปี 2549 โดยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กำลังริเริ่ม 2 โครงการได้แก่ 1.โครงการ Career academy โดยความร่วมมือระหว่างโรงเรียนมัธยมศึกษาทั้ง 5 แห่ง กับบริษัท เพียรกุศลไหมและฝ้าย จำกัด และ 2.โครงการ “โรงเรียนในโรงงาน” (Work-integratedLearning:WiL) โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาและบริษัทสยามมิชลิน จำกัด เป็นต้น
การจัดการศึกษาที่เน้นแผนการเรียนวิชาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษาประสบการณ์ในอดีตจนกระทั่งปัจจุบันได้ชี้ให้เห็นว่าสามารถดำเนินการได้ภายใต้งบประมาณปกติเพียงแต่จัดหลักสูตร จัดหาอุปกรณ์เพิ่มขึ้นพัฒนาครูและร่วมมือกับสถานประกอบการต่างๆ ในการใช้ครูพิเศษจัดระบบการเรียนที่เน้นทักษะให้สอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรเน้นความเป็นเอกภาพในด้านการผลิตเนื่องจากขณะนี้มีการดำเนินการหลายรูปแบบ เช่น โครงการ ปวช.ในโรงเรียนมัธยมสายสามัญ ได้วุฒิ ม.6 และ ปวช.โครงการทวิศึกษา และนักเรียน ม.6 สายอาชีพ ผู้ปกครองนักเรียนอาจจะสับสน และขาดความเข้าใจที่ชัดเจน สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบประสม ตามแนวทางที่ดำเนินการในปัจจุบันของประเทศต่างๆ เป็นทิศทางแบบอย่างในการเตรียมกำลังคนให้สามารถทำงานได้ เมื่อจบการศึกษาและเป็นกลุ่มแรงงานฝีมือที่มีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศประกอบกับเป้าหมายในการดึงดูดให้ผู้เรียนเข้าเรียนอาชีวศึกษาของไทยดูเหมือนว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย หากไม่มีการเพิ่มเส้นทางคู่ขนานระหว่าง สายสามัญและสายอาชีพ ในอนาคตประเทศไทยอาจจะมีแรงงานไร้ฝีมือมากขึ้นก็เป็นได้
ทำอย่างไร จึงจะทำให้ผู้เรียนได้เรียนวิชาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา อาจคัดเลือกโรงเรียนโดยยึดเขตอุตสาหกรรมแต่ละประเภทเป็นพื้นที่เป้าหมาย ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนั้น แรงงานการจัดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย เน้นแผนการเรียนวิชาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา ในระยะเริ่มต้นแผนพัฒนาการศึกษา ระยะ 5 ปี ปีแรก อาจเปิดสอนในเชิงพื้นที่ (Aaea Base) ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่มีความต้องการแรงงานสูงในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor:EEC) ใน 3 จังหวัด
ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา
แผนการเรียนวิชาชีพที่เปิดสอนจะต้องมุ่งตอบสนอง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็น Demand Side โดยคัดเลือกโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรมัยมศึกษาตอนปลายในระดับอำเภอทั้ง 3 จังหวัด ภายใต้การนำของศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา โดยใช้ยุทธศาสตร์ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ สถานประกอบการในเขตอุตสาหกรรม ศูนย์พัฒนาแรงงาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สำนักงานการท่องเที่ยว สถาบันคีนันแห่งเอเชีย บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และสถานอุดมศึกษาในพื้นที่ในการจัดการศึกษาที่เน้นแผนการเรียนอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อเพิ่มแรงงานฝีมือให้มีสัดส่วนมากขึ้น รัฐบาลควรสนับสนุนให้เกิดโครงการร่วมมือระหว่างภาคการศึกษากับเอกชน (Industry-Academia Collaboration)
ปัจจุบันรัฐบาลมีโครงการประชารัฐด้านการศึกษา ควรนำมาใช้ในระบบนี้จะทำให้มีหุ้นส่วน (partners) ในการจัดการศึกษาตั้งแต่การจัดทำหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติการฝึกงานระหว่างเรียน และปิดภาคเรียนในสถานประกอบการที่มีคุณภาพ
นักเรียนที่จบการศึกษาตามแผนการเรียนอาชีพจากโรงเรียนมัธยมศึกษาจะได้รับวุฒิการศึกษาเป็นประกาศนียบัตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) แผนการเรียนวิชาชีพสามารถเข้าสู่อาชีพได้ตามที่ตลาดแรงงานต้องการเพราะระบบการผลิตกำลังคนที่เน้นสาขาอาชีพที่ประเทศต้องการและกระบวนการผลิตที่เน้นทักษะตามที่ตลาดต้องการ
หากกระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นที่จะเพิ่มแรงงานการผลิตที่เป็นแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้นให้เป็นไปตามมาตรฐานประเทศที่มีประสบการณ์พัฒนาประเทศให้พ้นจากกับดักความยากจนปานกลาง (Middle Income Trap) ลำพังเพียง ปวช./ปวส. ในสถาบันอาชีวศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนจะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ประเทศไทย 4.0 ได้ เนื่องจากปริมาณไม่เพียงพอ
หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) แผนการเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญ ในการปรับประเทศเข้าสู่โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้รหัส Thailand 4.0

