ภาวะแทรกซ้อนจากการเสริมนม : โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

ข้อมูลจากสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนานาชาติ ในปี พ.ศ.2559 พบว่าประเทศไทยมีการตกแต่งเสริมสวยตาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 16,584 ครั้ง เสริมนมเป็นอันดับสอง จำนวน 14,435 ครั้ง เสริมจมูกเป็นอันดับสาม จำนวน 12,182 ครั้ง และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ปีละประมาณร้อยละ 9

เนื่องจากข้อมูลนี้ เป็นการรวบรวมจากการผ่าตัดเสริมสวยของแพทย์สมาชิกของสมาคม จึงอาจจะน้อยกว่าความเป็นจริงหลายเท่า เนื่องจากเมืองไทย แพทย์ที่ทำศัลยกรรมตกแต่งมีหลายสาขา นอกจากแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง ยังมีแพทย์ทั่วไป แพทย์ผิวหนัง แพทย์หูคอจมูก จักษุแพทย์ ศัลยแพทย์ สูติ-นรีแพทย์ เป็นต้น

จะเห็นว่าการเสริมนมซึ่งแต่เดิมจำกัดอยู่กับผู้หญิงข้ามเพศ หรือผู้หญิงที่ต้องการมีนมใหญ่ จากความนิยมในอาชีพ เช่น นางแบบ นักแสดง พริตตี้ ฯลฯ ในปัจจุบัน ความนิยมมีมากขึ้น โดยเป็นทางเลือกสำหรับผู้หญิงทุกคนที่อยากมีนมโตกว่าเดิม บางคนเหตุผลคือทำเพื่อสามี

สิ่งที่น่ากังวลคือ ผลเสียที่จะตามมาและภาวะแทรกซ้อนทั้งระยะสั้นระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ รวมถึงมะเร็ง

ในเรื่องนี้ องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ในปี ค.ศ.2017 ว่า

“ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่จะสรุปได้ว่า การเสริมนมมีผลกระทบทางลบต่อสุขภาพในระยะยาว นอกจากมีผลเสียจากภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดเสริมนมและสารที่ใช้เสริมนม จนอาจต้องผ่าตัดแก้ไข อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ที่ผู้หญิงบางกลุ่มอาจ เกิดผลเสียต่อสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้ ซึ่งอาจจะสร้างภูมิคุ้มกันผิดปกติต่อสารที่ใช้เสริมนม”

รายละเอียดที่สรุปโดยสถาบันการแพทย์ประเทศสหรัฐอเมริกา (IOM= Institute of Medicine) จากการศึกษาวิจัย เรื่องผลกระทบต่อสุขภาพ ของการเสริมนม มีดังนี้

1.ซิลิโคนที่มีคุณภาพที่ใช้เสริมนม ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพโดยทั่วไป

2.ในการศึกษาทางวิทยาภูมิคุ้มกัน ยังมีข้อจำกัด แต่จากข้อมุลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบว่าซิลิโคนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภูมิคุ้มกัน

3.ไม่มีการเพิ่มขึ้นของมะเร็งเต้านม ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรก หรือเป็นกลับคืน ในคนเสริมนม

4.ผู้หญิงที่เสริมนมบางรายมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคภูมิแพ้ตนเอง (Connective tissue disease) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) โรคของระบบประสาท (Neurologic diseases) อาการทางร่างกายต่างๆ เช่น ปวดเมื่อย เหน็บชา ขี้ลืม มึนงง อ่อนแรง อ่อนเพลีย ฯลฯ มากกว่าคนไม่เสริม

5.ไม่มีหลักฐานว่า ระดับซิลิโคนที่เพิ่มในน้ำนมแม่เสริมนม (แม่เสริมนม 55 ng/ml: แม่ใม่เสริมนม 51ng/ml) จะมีอันตรายทั้งระยะสั้นระยะยาวต่อทารกและไม่ลดปริมาณน้ำนม ดังนั้นแม่เสริมนมควรให้นมลูก

6.สำหรับอันตรายระยาวต่อเด็ก ที่ดื่มนมแม่ที่เสริมนม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ

7.อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ แต่การจะเสริมนม ควรพิจารณาถึงภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด หรือจากสารที่ใช้เสริมนม ที่พบบ่อยพอสมควรจนต้องผ่าตัดแก้ไข ซึ่งมีผลต่อสุขภาพ กาย ใจ ภาวะแทรกซ้อนนี้ เกิดมากขึ้น ตามจำนวนปีที่ผ่านไป เกิดมากในผู้หญิงที่ อ้วน อายุมาก สูบบุหรี่ ไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โลหิตจาง ฯลฯ

ภาวะแทรกซ้อนมีดังนี้

1.ภาวะแทรกซ้อนของการใช้ยาชา ยาสลบ เช่น แพ้ยาชา ยาสลบ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดหัว ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ หากรุนแรงอาจเสียชีวิต

2.ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดเสริมนมและสารที่เสริมนม พบได้ตั้งแต่น้อยกว่าร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 28 จนต้องผ่าตัดแก้ไข เช่น ห้อเลือด มีเลือดคั่ง (Hematoma) ผิวหนังเต้านมตาย ถุงซิลิโคนทะลุ ติดเชื้อที่เต้านม ติดเชื้อที่ผิวหนัง เจ็บชาหัวนม มีแผลเป็นขนาดใหญ่ พังผืดหดรัดตัว ซิลิโคนเหลวรั่ว นมและหัวนมสองข้างระดับไม่เท่ากัน นมและหัวนมบิดเบี้ยว ซิลิโคนอยู่ผิดที่ คลำถุงซิลิโคนได้ชัด ถุงซิลิโคนโป่งผิดที่ ผิวหนังเต้านมไม่เรียบ ดูไม่เป็นธรรมชาติ

3.เกิดหลอดเลือดดำที่ผิวหนังเต้านมอุดตันอักเสบ เรียกว่า Mondor disease ทำให้เจ็บ บวม มีก้อนที่เต้านม แม้จะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่นอกจากทำให้ไม่สุขสบายแล้ว อาจเกิดลิ่มเลือดหลุดเข้าเส้นเลือดไปอุดตันสมองและหัวใจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

4.ผ่าตัดเปลี่ยนซิลิโคน การคงรูปของเต้านมที่เสริม ขึ้นอยู่กับอายุ รูปร่าง ชนิดของซิลิโคน และจำนวนปีที่ผ่านไป ซิลิโคนมักจะมีอายุการใช้งาน คนที่เสริมนม พึงพอใจในรูปร่างเต้านม ร้อยละ 86 ในสองปีแรก แต่ห้าปีต่อมา ความพึงพอใจลดลงเหลือร้อยละ 40

5.เสียเงิน ร้อยละ 20 ไม่พึงพอใจกับผลลัพธ์ของการเสริมนม เพราะไม่เป็นไปตามความคาดหวัง คนที่ไม่พึงพอใจ มักต้องผ่าตัดแก้ไขจนพึงพอใจ

คำแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเสริมนม

1.ในคนอายุมาก มีโรคประจำตัว เช่น โรคซีด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ ภูมิแพ้ หอบหืด ไม่แข็งแรง ฯลฯ ไม่ควรเสริมนม

2.ควรเลือกแพทย์ ที่มีฝีมือ มีประสบการณ์ มีความชำนาญ ควรตรวจสอบด้วยว่าไม่ใช่หมอปลอม

3.ควรเลือกสถานพยาบาล ที่สะอาด ปลอดภัย มีอุปกรณ์ช่วยชีวิต มีบุคลากร ครบพร้อม

4.ควรเลือกชนิดของสารเสริมนมที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ถุงซิลิโคน สามารถทนต่อแรงกดบีบ ยืดขยายตัวได้ดี โอกาสซึมหรือรั่วต่ำ ของเหลวที่บรรจุในถุงเป็นซิลิโคนเหลว หรือน้ำเกลือที่มีการรับประกัน อย่าเลือกที่ราคาถูก แต่คุณภาพต่ำ เพราะจะเกิดอันตราย

สรุป การเสริมนมส่วนใหญ่ป็นการกระทำเพื่อหวังผลให้โตขึ้น ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ อันที่จริงนมผู้หญิงนั้นมีความสวยงามเป็นแบบฉบับเฉพาะตัว ข้อดี คือใหญ่ได้ทันตาเห็น แต่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน จนถึงกับเสียชีวิตได้ จึงควรพิจารณาตามความจำเป็น ทุนทรัพย์ และหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข
chanwalee@srisukho.com

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กโทนี่’ ยัน ‘ราเยวัช’ นำข้อผิดพลาดจากศึกอาเซียนปรับจูนทัพ ‘ช้างศึก’ พร้อมลุยเอเชี่ยนคัพ
บทความถัดไปกฟผ. คว้ารางวัลดีเด่นเพราะใส่ใจสวล.-รับผิดชอบต่อสังคม