ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับพิธีพระราชทานเพลิง “ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์” ดาราหนุ่มที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร อันเนื่องมาจากโรคไข้เลือดออก
ท่ามกลางบรรยากาศคละคลุ้งปนเปของหลายสิ่งหลายอย่าง
แน่นอน ย่อมมีกระแสรัก เสียดาย เสียใจ อาลัย ในตัวปอ-ทฤษฎี ของคลื่นมหาชนจำนวนมาก ซึ่งนับเป็น “เรื่องบวก”
แต่ก็ยังมี “เรื่องลบ” ถูกหยิบยกขึ้นอภิปรายตามมาไม่น้อย อาทิ คำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อการทำหน้าที่ ที่อาจเกินเส้นความเหมาะสมไปบ้าง ของกองทัพสื่อมวลชน
ทว่า ทั้งหมดก็คงเป็นเหมือน “พลุไฟ” ที่ถูกจุดขึ้นสว่างไสวบนท้องฟ้าเพียงแวบเดียว ก่อนจะจางหายไปจากสายตาและความทรงจำของผู้คนอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสังคมที่ย่อมจะผกผันไปตามกระแสสถานการณ์ใหม่ๆ ชนิดอื่นๆ ที่จะถั่งโถมเข้ามา
การประณามก่นด่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนทางโซเชียลมีเดีย อาจไม่ส่งผลอะไรต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคนทำอาชีพสื่อมากนัก ในยุคที่ความสำเร็จหลายๆ ด้าน ต้องวัดกันจากยอดคลิกในโลกออนไลน์
และก่อนที่ผู้บริโภคจะชมหรือด่านักข่าวคนใด หรือสำนักข่าวแห่งไหน ก็มักต้องคลิกเข้าอ่านผลงานของนักข่าวและสำนักข่าวนั้นๆ เสียก่อน
ที่สำคัญ ยอดคลิกเข้าขมเว็บไซต์จะนำไปสู่เม็ดเงินทางโฆษณา โดยไม่ต้องลงรายละเอียดว่า ผู้คลิกเข้าอ่านเนื้อหา มีความพอใจหรือไม่พอใจในเนื้อหาดังกล่าวมากกว่ากัน
ส่วนการจัดวงเสวนาวิพากษ์วิจารณ์กันเองอย่างทันทีทันควัน หรือการแสดงท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามกระแสสังคม ของสมาคมวิชาชีพ ก็คงไม่ได้ทำให้แนวทางการปฏิบัติงานของสื่อมวลชนเปลี่ยนแปลงไปอย่างยั่งยืน
เพราะสื่อมวลชนไม่ได้เป็นผู้คอยขีดเส้นหรือกำหนดก่อรูปความคิดให้แก่ผู้คนในสังคม แต่เพียงฝ่ายเดียว หากพฤติกรรมและรสนิยมของผู้คนในสังคม ก็มีส่วนต่อการกำหนดแบบแผนการทำงานหรือการผลิตข่าวสารของสื่อเช่นกัน
ดังนั้น ในระยะยาว สื่อมวลชนคงมิอาจเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ผ่านกลไกการตรวจสอบท้วงติงกันเองภายในแวดวงวิชาชีพ หรือการรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการด้านสื่อ
แต่สื่อมวลชนจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ด้วยแรงบีบจากผู้บริโภคข่าวสารต่างหาก
หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ในท่ามกลางข้อเรียกร้องให้สื่อปรับปรุงวิธีการทำงานและผลิตเนื้อหา ผู้ชม, ผู้ฟัง, ผู้อ่าน ก็อาจจะต้องร่วมกันแสดงท่าทีให้สื่อตระหนักด้วยว่า รสนิยมในการบริโภคข่าวสารของผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และเปลี่ยนไปในทางที่ต้องการเนื้อหาสาระเชิงลึกมากขึ้น
เหมือนกับเรื่องราวของพระเอกปอ-ทฤษฎีเอง ที่จะค่อยๆ คลี่คลายให้หลุดพ้นออกไปจากประเด็นการสูญเสีย หรือความเศร้าใจของมหาชน (ซึ่งมหาชนกลุ่มเดียวกันนี้หรือกลุ่มก่อนหน้านี้ ต่างก็เคยเศร้าโศกเสียใจกับการสูญเสีย “ดารา” รายอื่นๆ อาทิ มิตร ชัยบัญชา และพุ่มพวง ดวงจันทร์ มาแล้ว)
สักวันหนึ่ง เราอาจได้มานั่งคิดกันว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่าง “ดารา” ในยุคทศวรรษ 2540-2550 กับ “ดารา” ยุคก่อนหน้านั้น
เพราะในขณะที่ปอโลดแล่นอยู่ในสังคมบันเทิงสมัยใหม่ แต่น่าสนใจว่า เขากลับต้องปกปิดชีวิตครอบครัวเอาไว้เหมือนดารารุ่นพี่หลายๆ คน จวบจนวาระเกือบสุดท้าย เรื่องราวดังกล่าวจึงถูกเปิดเผยออกมา
สักวันหนึ่ง เราอาจได้จัดวางปอไว้ในกลุ่มของหนุ่มสาวอีสานจำนวนมาก ที่ถูกแมวมองสายตาแหลมคมชักชวนเข้ามาเป็นนักแสดงชื่อดังในทศวรรษ 2540-2550
แต่หนุ่มสาวเหล่านี้กลับมิได้มีรูปลักษณ์เป็น “คนอีสาน” ตาม “ภาพเหมารวม” ที่คนกรุงเทพฯ มักทึกทักจินตนาการเอาไว้ ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่ได้นำเสนอตนเองโดยยึดโยงเข้ากับ “ความเป็นอีสาน” แบบเดิมๆ สักเท่าไหร่
สักวันหนึ่ง เมื่อกระแสร้อนแรงของอารมณ์ความรู้สึกผ่านพ้นไป การคิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง จนตกผลึก ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นตามมา

