200 ปีคนไทยในสายตาชาวต่างชาติ เดินหน้าหรือถอยหลัง : โดย ณรงค์ ขุ้มทอง

ช่วงก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตกและเข้าสู่สมัยต้นกรุงธนบุรีมีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง ชื่อนายฟรังซัว อังรี ตรุแปง (Turpin) ได้รวบรวมเรื่องประวัติศาสตร์ประเทศไทยไว้ตามข้อมูลที่ได้รับจากบาทหลวงบรีโกต์ ซึ่งเป็นสังฆราชแห่งตาบรากา (Bishop of Tabraca) ประมุขมิสซังกรุงสยาม ที่เคยอยู่กรุงสยามหลายปี เมื่อกรุงแตกบาทหลวงบรีโกต์ถูกพม่าจับตัวไปที่บางช้าง แล้วพาไปเมืองทวาย ต่อจากนั้นกัปตันเรือชาวอังกฤษ ชื่อรีเวียร์ พาไปเมืองย่างกุ้งประเทศพม่าเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2310 (ค.ศ.1767) บาทหลวงบรีโกต์ได้รับการปล่อยตัวจากย่างกุ้งท่านก็เดินทางไปที่เมืองปอนติเชอรี่ 17 มีนาคม พ.ศ.2311 (ค.ศ.1768) แล้วได้เดินทางกลับไปปารีส

ตรุแปง เขียนบันทึกดังกล่าวเป็นหนังสือภาษาฝรั่งเศส 2 เล่มชื่อ “Histoire du Royaume de Siam” พิมพ์ที่กรุงปารีสในปี พ.ศ.2314 (ค.ศ.1771) หนังสือนี้กรมศิลปากรได้ให้ นายปอลซาเวียร์ แปลเล่มที่ 1 และพิมพ์เป็นภาษาไทยในปี 2539 ชื่อ “ประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม”

ส่วนเล่มที่สอง กรมศิลปากรให้ นางสมศรี เอี่ยมธรรม แปลเป็นภาไทยจากฉบับภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า “ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาฉบับตรุแปง” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2522 ตรุแปงได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับกรุงสยามไว้หลายแง่หลายมุม ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสสัมผัสสิ่งเหล่านี้บ้าง ตอนที่ผู้เขียนเป็นเด็กบ้านนอก ช่วงราวๆ ปี 2500

ผู้เขียนลองนำมาเปรียบเทียบเชื่อมโยงดูแล้วสิ่งที่ตรุแปงบันทึกไว้น่าจะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้คนไทยยุค 4.0 กลับไปคิดไปถามตัวเองดูบ้างน่าจะดี

ตรุแปงได้สรุปไว้ดังนี้

1.ชาวสยามเป็นคนภาคภูมิใจในชาติและรักขนบธรรมเนียมอย่างเหนียวแน่น มีกิริยามารยาทอ่อนโยนสุภาพ มีเมตตา ซ่อนความรู้สึก ไม่ชอบพูดมาก มัธยัสถ์ ไม่ชอบหรูหราฟุ่มเฟือย ไม่เห็นแก่ตัว มีความรู้จักพอไม่ติดใจอยากได้สมบัติสิ่งของต่างๆ เหมือนคนยุโรป แต่ของที่มีอยู่จะรักษาอย่างหวงแหน ชอบฝังสมบัติมากกว่าจะนำออกมาใช้ นับถือผู้อาวุโส เคารพพ่อแม่ แต่ชาวสยามชอบขี้ปดมดเท็จไม่กล้าสู้ความจริง

2.ชาวสยามเป็นคนเฉื่อยชาเกียจคร้าน ย่อท้อ ไม่ชอบทำอะไรที่ลำบากยากเย็น ไม่ชอบทำของยาก ไม่ยินดียินร้าย ไม่ลุกลี้ลุกลน ไม่ออกกำลังบริหารร่างกายเพราะทำให้เหน็ดเหนื่อย ชาวสยามเป็นศัตรูกับความเหน็ดเหนื่อย และความยากลำบาก ดูเหมือนจะมีชีวิตอยู่เพื่อจะกินและสืบพันธุ์เท่านั้น คนสยามมักจะเหลาะแหละไม่ยอมรับหลักการและผลที่เกิดจากหลักการ จิตใจไม่ค่อยได้รับการฝึกฝน จึงไม่เคยแยกว่าอะไรดีและอะไรดีที่สุด ไม่นึกจะคิดไตร่ตรองหาเหตุผล มักเป็นนายที่แข็งกระด้างไม่ค่อยรู้วิธีบังคับบัญชา บ้ายศ/อวดเก่ง/บ้าอำนาจ/ยอมทิ้งหลักการและจุดยืน

3.ชาวสยามมีความเจ็บแค้นสูงเมื่ออับอาย บ้าคลั่งอย่างไม่รู้จักชั่งใจเมื่อโมโห บางครั้งโหดเหี้ยมทารุณทำร้ายกันถึงตาย โดยเฉพาะวิธีประหารชีวิตของสยามแบบต่างๆ นั้นสยดสยองทรมานยิ่ง การปฏิวัติที่มีบ่อยๆ ทำให้คนมั่งมีหลายคนถูกริบทรัพย์จนหมดตัว คนสยามมักยอมอ่อนน้อมต่อผู้อยู่เหนือกว่า แต่จะหยิ่งดูหมิ่นคนที่ต่ำกว่าและคนที่แสดงความยกย่องเขา บางคนช่างพูดอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม อ้างเหตุผลผิดๆ มาตบตาคน เชื่อถือไสยศาสตร์ โชคลาง หมอดู เข้าทรงและคาถาอาคม ชอบใส่ร้ายกัน ไม่เป็นลูกผู้ชาย หาเหตุผลมาเพื่อทำลายคนอื่นหรือฝ่ายตรงข้ามเพื่อพรรคพวกของตน

4.สตรีสยามมีความเหนียมอายสงบเสงี่ยม ทำไร่ไถนาและเก็บเกี่ยวข้าว ขณะที่ผู้ชายชาวสยามบางคนนอนซึมอยู่บนที่นอน ผู้ชายสยามชอบมีภรรยาหลายคน

5.ชาวสยามไม่รู้จักปลูกฝีฉีดยา หลายคนมีแผลบนใบหน้าซึ่งเกิดจากฝีดาษ กามโรคยังไม่เป็นที่รู้จักกันในสยาม ยังไม่รู้จักการผ่าตัด ชอบใช้การนวดในการรักษาโรค มีการใช้ปูที่กลายเป็นหินนำไปตำละลายกับเหล้าเพื่อรักษาโรคบิด ชาวสยามเก่งในการใช้สมุนไพรในการรักษาโรค หรือมาทำเครื่องแกงหรือทำอาหารการกิน

6.ชาวสยามกินอึ่งอ่าง คางคก หนูนา ไข่เหี้ย ตั๊กแตน หนู กิ้งก่า ตับปลากระเบน ตะขาบปิ้ง และแมลงทุกชนิด ชอบสูบยาฉุน และชอบกินหมากทำให้ฟันดำ ลิ้นชาวสยามนั้นหยาบ สามารถกินปลาเน่าหรือไข่เสียตายโคมได้

ชาวสยามไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ แต่ชอบกินไส้สัตว์ มีการทำปูจ๋า โดยเอาเนื้อปูมาสับกับกระเทียมใส่ในกระดองปูแล้วนำไปทอด

7.ชาวสยามชอบตั้งบ้านเรือนเฉพาะอยู่ริมน้ำ ส่วนที่ห่างแม่น้ำลำคลองจะมีคนอาศัยอยู่น้อย ชอบเดินทางและขนส่งด้วยเรือในแม่น้ำลำคลองมากกว่ารถม้า ไม่ชอบสร้างเมืองชายทะเล ไม่ชำนาญเดินเรือทะเล ไม่รู้ดาราศาสตร์ ใช้ดาราศาสตร์เพื่อทำนายโชคชะตาในท้องนามีการทำหุ่นฟางไล่นกมีใบพัดเกิดเสียง และเคาะแผ่นโลหะเพื่อไล่นกที่มากินข้าวในนา บ้านชาวสยามสะอาดสวยงาม ฝาบ้านทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะยกพื้นสูงเพื่อหนีน้ำท่วม มุงหลังคาด้วยใบไม้ใบหญ้า บางบ้านทำด้วยไม้ฝากระดาน ซึ่งต่อชิ้นส่วนเข้าด้วยกันทั้งหลังได้โดยไม่ต้องใช้ตะปูสักตัวเดียว

ชาวสยามนอนบนเสื่อ ไม่มีเตียง ตู้ เก้าอี้ หรือภาพวาด ชาวสยามส่วนใหญ่นุ่งผ้าสีไม่ใส่เสื้อ นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำ ไม่แก้ผ้าอาบน้ำเหมือนชาวยุโรป ฝ่าเท้าหนาเพราะเดินด้วยเท้าเปล่าจนหนามธรรมดาตำไม่เข้า เด็กแก้ผ้าจนถึงห้าขวบ ข้าราชการใส่เสื้อมัสลินสีขาวไม่มีคอปกสวมหมวกสีขาวยอดแหลม (ลอกพอก) ทหารใส่เสื้อสีแดง

พระเจ้าแผ่นดินทรงฉลองพระองค์ทำด้วยผ้าตาดประดับผ้าลูกไม้จากยุโรป วังพระเจ้าแผ่นดินสร้างด้วยอิฐ หลังคายอดแหลมมุงด้วยดีบุกพื้นปูด้วยพรมเปอร์เซีย ล้อมด้วยกำแพงอิฐสามชั้น พระเจ้าแผ่นดินใส่หมวก ใส่รองเท้าปลายแหลมไม่หุ้มส้น ประชาชนไม่เคยเห็นพระเจ้าแผ่นดิน เพียงการออกพระนามหรือถามถึงพระสุขภาพก็ถือเป็นการลบลู่พระบรมเดชานุภาพ ผู้หญิงสยามชอบไว้เล็บยาว

8.การปกครองส่วนท้องที่พระราชอาณาจักรสยามแบ่งออกเป็นสิบเมืองแต่ละเมืองมีเจ้าเมืองหนึ่งคน คือ ศรีอยุธยา Supthia บางกอก Bancok พิษณุโลก Porcelon เพชรบุรี Pipli กำแพงเพชร Campine ราชบุรี Rappri ตะนาวศรี Tenasserim นครศรีธรรมราช Ligour กาญจนบุรี Cambouri และนครราชสีมา Concacem

9.การป้องกันประเทศ ทหารสยามไม่ค่อยได้ออกรบ ใจไม่กล้า อ่อนแอ ไม่มีระเบียบวินัย ไม่กล้าฆ่าศัตรู อาวุธไม่ดี ขี่ม้าไม่เก่ง ใช้ช้างมากกว่าม้า ซึ่งเกิดผลร้ายต่อตนเอง เพราะเมื่อช้างบาดเจ็บอาจบ้าคลั่งทำร้ายควาญของตนแล้วเหยียบให้ตายได้ ช้างของพระเจ้าแผ่นดินได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีมาก ม้าสยามรูปร่างไม่งดงาม พันธุ์ไม่ดี ดังนั้น จึงต้องนำม้ามาจากต่างประเทศ เช่น ปัตตาเวีย

ทหารสยามกลัวความเหนื่อยยากในการสงคราม จึงไม่มีความก้าวหน้าในวิชาทหาร เมื่อออกสนามรบทหารจะเอาข้าวใส่กระบุงแบกใส่บ่าไปสำหรับกินได้หนึ่งเดือน ถ้าสงครามมีนานและข้าวหมดทหารมักจะตายเพราะหิวข้าวมากกว่าถูกศัตรูฆ่าตาย การที่มีน้ำท่วม กับการที่มีแม่น้ำตัดกรุงสยามออกเป็นตอนๆ นั้น เป็นปราการที่มั่นคงที่สุดที่มีไว้สำหรับรับมือการรุกรานจากต่างประเทศ

สยามมีเรือรบใช้พายและใบอยู่ห้าสิบลำ หลายลำผุชำรุดมีปืนใหญ่ที่ไม่มีประสิทธิภาพเพราะขึ้นสนิม ดินปืนที่สยามทำขึ้นเองนั้นไม่แรงพอ ต้องซื้อดินปืนจากยุโรป ไม่รู้จักวิชาสร้างป้อมที่ทำให้เมืองมั่นคง ป้อมปราการที่มีอยู่สร้างตามแบบแปลนของชาวฝรั่งเศสและโปรตุเกสที่บางกอกที่ป้อมสร้างโดยฝรั่งเศสสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ขณะที่เกิดปฏิวัติในอยุธยาชาวฝรั่งเศสที่ถูกตามสังหารในนครหลวงได้เคยหนีมายังป้อมนี้ เมื่อพม่ายกทัพที่มาตีกรุงศรีอยุธยากลับไป พระยาตากได้เข้ามายึดเมืองบางกอก มีชาวต่างประเทศมาเป็นทหารรักษาพระองค์ด้วยเช่นกองร้อยชาวตาด Tartars และชาวอินเดียซึ่งต้องปลุกความแกล้วกล้าด้วยฝิ่น

อันนี้อาจจะเป็นเพราะทหารสยามไม่เคยมีข้าศึกมาประชิดเมืองในยุค หลังๆ ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการที่คนสยามทะเลาะกันเองแย่งชิงผลประโยชน์ทางการเมืองกันเอง คราใดที่จัดซื้ออาวุธก็มักจะมีข่าวการรับผลประโยชน์ใต้โต๊ะกัน

10.สินค้าสำคัญของสยามคือ แร่กาลีนา แร่ดีบุก งา ดินประสิวขาว และแท่งตะกั่ว ในสมัยก่อน การค้าของสยามรุ่งเรืองมาก มีเรือเป็นพันๆ ลำจากจีนและยุโรป เข้ามาค้าขาย แต่ปัจจุบันสักสิบลำยังยาก เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าชาวสยามเป็นคนที่เก่งด้านการค้าขายทางทะเล แต่ตรงข้ามปัจจุบันไทยเราไม่ได้นำจุดเด่นนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการหารายได้เข้าประเทศ

11.เด็กสยามชอบเล่นลูกข่าง ลูกหนัง มีการเล่นว่าวผูกตะเกียงขึ้นไปตอนกลางคืนด้วย ดนตรีสยามมีซอสามสาย ปี่ ขลุ่ย กลอง มีการเล่นหุ่นกระบอก สกา มหากรุก ตะกร้อ คนสยามชอบการพนันชนไก่ แข่งวัวแทนแข่งม้า ชอบการร้องเพลงแต่ไม่รู้จักโน้ตเพลง และไม่จดไว้ในตำรา มิชชันนารีหมู่แรกได้แต่งกฎทางศาสนาเบื้องต้นเป็นทำนองเพลงภาษาละตินเพื่อจารึกลงความจำของศิษย์ และวิธีนี้ปรากฏผลดียิ่ง ไม่มีคนทำเครื่องดนตรีขาย ใครอยากทำอะไรก็ทำตามใจชอบ อาชีพนักแสดงละครเป็นอาชีพต่ำต้อย การแสดงส่วนมากมักตลกโปกฮา และมักมีคำอุจาดลามกสอดแทรกอยู่ ชาวสยามชอบการพนันอย่างยิ่ง ผู้แพ้การพนันยอมขายได้แม้กระทั่งลูกเมียของตน

12.การศึกษาของสยามขาดวิชารู้จักคิดหาเหตุผล คนสยามพยายามจะไม่คิดเพราะความคิดทำให้เหน็ดเหนื่อย ต้นศาสนาภาษาฝรั่งเศสเรียกพระภิกษุพุทธศาสนาว่า ตาลาปวง Talapoin ซึ่งได้มาจากคำว่า ตาลปัตรที่พระภิกษุถือในมือ เพื่อไม่ให้เห็นสตรีขณะกำลังสวดมนต์

13.ด้านยุติธรรมไม่มีประเทศใดในโลก ที่คนจะมีวิธีพลิกแพลงมากเท่ากับในประเทศสยาม ในประเทศนี้คนที่ชำนาญการในการทำให้คดียุ่งสามารถทำให้เรื่องร้ายที่สุดกลับเป็นไปในทางดีได้ และเขาจะเรียกร้องค่าตอบแทนอย่างสูงทีเดียว การลงโทษผู้กระทำผิดมีหลายระดับ เช่น ไปตัดหญ้าให้ช้างกิน เอามีดกรีดศีรษะ เฆี่ยน ดำน้ำ ลุยไฟ ตอกเล็บ บีบขมับ จนถึงตัดหัวประหารชีวิต ปัจจุบันใช้กฎหมายหรืออำนาจที่ตนเองมีอยู่ทำลายและใส่ร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือคู่แข่งทางการเมือง (นักกฎหมายหลายคนทิ้งหลักการเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจ)

14.แร่ธาตุและสมุนไพร กรุงสยามมีเปลือกหอยที่ทำหินปูนขาวได้ มีปูนตำที่ดีกว่าปูนซีเมนต์ของยุโรป มีเหมืองทองคำที่บ้านจันดอม (Chandom) มีบ่อเงิน บ่อตะกั่ว ดีบุก เหล็ก และมีเหมือนเพชรโมรา (Agate) ในสูงของแผ่นดิน มีเหมืองดินประสิวที่เมืองกุย และมีดินประสิวจากขี้ค้างคาวตามโขดหินและโบสถ์ มีฝ้ายจากต้นฝ้ายและต้นปันชา (Pancha) มีแร่กาลีนา (ดีบุก) ซึ่งเมื่อประสมกับคัดมี (Cadmie) ซึ่งเป็นหินแร่อีกอย่างหนึ่งที่ตำเป็นผงง่าย หลอมเข้ากับทองแดงจะตีแร่กาลีนาให้ยืดออกได้ เรียกว่า ตูเตอนาค (Toutenague)

มีน้ำผึ้งชันดิบที่เกิดจากแมลงในป่า ขี้ครั่งใช้ผนึกซองจดหมาย รังนก นกยูง นกแก้ว นกกระเรียน นกคอยาวใหญ่ ซึ่งมีขนราคาแพงมีหนังกวางที่ชาวฮอลันดานำไปขายญี่ปุ่นได้กำไรมากมาย เอ็นขากวางตากแห้งและเนื้อกวางก็ขายได้ราคาดี อำพันสีเทา (Amber) มีอยู่ทั่วไปตามฝั่งทะเลของอาณาจักรสยาม เป็นยารักษาไข้จับสั่นที่ชะงัดนัก โดยกินอำพันสีเทาเม็ดหนึ่งบดใส่น้ำช้อนกาแฟ อำพันมีราคาแพงเป็นสี่เท่าตามน้ำหนักของโลหะเงิน

กำยานเก็บมาจากต้นไม้ (ดีที่สุดจากรัฐอะแจในเกาะสุมาตรา) และชะมดเช็ดจากลูกอัณฑะของชะมด ใช้ทำน้ำหอม น้ำมะพร้าวที่สดใหม่ใช้ใส่ผมน้ำมันมะพร้าวใช้ผงชูรสปรุงอาหาร เมื่อผสมน้ำมันมะพร้าวกับมูลช้างแห้งสามารถทำไต้จุดไฟหรือมาดาส (Damas) ซึ่งสามารถส่งไปขายถึงปอนดิเชอรี่ และมัทรา

น้ำมันยางเชรียงได้มาจากการเจาะต้นยางแล้วเอาไฟสุม น้ำมันจีร์จีลี่ได้จากเมล็ดพืชต้นเล็กๆ มีหลายกิ่ง หว่านเป็นทุ่ง นำเมล็ดมาแช่น้ำร้อนห่อด้วยกระสอบเสื่อยัดเข้าไปในเครื่องหีบใช้ตะเกียงจุด ใช้ถูร่างกายเมื่ออาบน้ำเสร็จ แล้วกากจีร์จีลี่ที่เหลือจากการหีบน้ำมันสามารถตัดเป็นชิ้นๆ นำมาเชื่อมเป็นแยมได้ด้วย

15.ต้นไม้และผลไม้ ไม้หอมของกรุงสยามคือกฤษณา ซาร์ฟารเรส การบูร และจันทน์หอม กฤษณา ได้จากจันทบูร (Chahtun) พวกจีนและอิสลามชอบ มีราคาแพงมาก ความหอมของกฤษณาเกิดในแก่นไม้เมื่อมันผุ เปลือกไม้ แชสซาเฟรส (Sassafras) เป็นต้นไม้ใหญ่ เนื้อเท่ากับไม้สน ใช้ในการผสมยารักษากามโรค เวลาจะลอกเปลือกต้นไม้ซึ่งมีกลิ่นการบูร ต้องถอดเสื้อผ้าออกหมด เอาแป้งชนิดหนึ่งละลายน้ำถูตัว เพื่อให้ไอที่ออกจากต้นไม้ไม่เข้าไปในผิวหนัง ถ้าเข้าไปแล้วจะทำให้คันมาก

ไม้จันทน์ ได้จากต้นจันทน์ (Sandale) ชนิดสีขาวมาจากเกาะติมอร์ ชนิดแดงมีมากในสยาม ชาวสยามใช้แผ่นไม้จันทน์ชิ้นเล็กๆ เผาไฟให้มีกลิ่นหอม ใช้ฝนกับน้ำบนหินทำให้แป้งมีกลิ่นหอมเพื่อทาถูร่างกายหลังอาบน้ำ และใช้เผาศพคนตาย ไม้ฝาง (Sapan) มีอยู่เป็นป่าหาง่ายในสยาม ชาวจีนญี่ปุ่นใช้ย้อมสี สยามส่งไปขายปีละหลายลำเรือ

ไม้สัก ใช้สร้างบ้านและต่อเรือ ไม้มะเกลือ มีแก่นสีดำชาวจีนชอบ ไม้ไผ่ ชาวสยามชอบตัดหน่อไผ่ออกเป็นชิ้นเล็กๆ มาดองเกลือใส่ไหแล้วใส่กระปุกดินที่มีน้ำส้มเก็บไว้กิน บางทีเติมพริกไทยดิบ

ครับนี่คือเกร็ดทางประวัติศาสตร์ 200 ปี ที่สะท้อนวิถีชีวิตและนิสัยคนไทยตั้งแต่บรรพบุรุษนับ 100 ปี แต่เมื่อนำมาเทียบเคียงดูแล้ว บางอย่างคนไทยยุค 4.0 ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ และด้วยอุปนิสัยที่นายตรุแปงสะท้อนมาให้เห็นยังคงมีอยู่ในสังคมไทย และยิ่งนับวันจะเพิ่มมากขึ้น หรือไทยเรากำลังกลับไปเริ่มต้นใหม่ และสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งคือการทุจริตคอร์รัปชั่น

การสร้างความขัดแย้ง โกรธแค้นชิงชังในสังคมไทย การดูถูกเหยียดหยามในหมู่คนไทยด้วยกันยังมีอยู่ กลไกการผูกขาดอำนาจรัฐในประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง และชนชั้นของตนเองยังมีอยู่จริง มีนักการเมืองนักต่อสู้คนหนึ่งของประเทศเพื่อนบ้านของเราได้แสดงจุดยืนไว้ว่า เขาปฏิเสธการล้างแค้น และแก้เผ็ดทางการเมืองปฏิเสธวิถีทางที่ใช้ความรุนแรง และท่านได้กล่าวถึงเมืองไทยว่า

“ในหลายช่วงเวลาสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ผมก็ไม่เห็นด้วยถึงแม้ผมคิดว่าไม่มีคำตอบที่ง่ายสำหรับประเทศไทย แต่คนไทยทุกคนควรที่จะร่วมกันมองไปยังอนาคตและทำเพื่อประโยชน์ของประเทศ ทุกอย่างจะต้องขึ้นอยู่กับทุกคนในประเทศที่จะกำหนดและตัดสินใจ ทุกคนต้องร่วมกันหาข้อยุติแม้จะยากลำบากขนาดไหน ทุกคนจะต้องมีความอดทนและค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ทุกประเทศล้วนต้องผ่านปัญหามาทั้งนั้น

ผมไม่สนับสนุนการใช้กำลังในรูปแบบใดทั้งสิ้น รัฐบาลไทยต้องมีจุดยืนตรงนี้ คนไทยจะต้องร่วมกันตั้งคำถาม และหาคำตอบที่เป็นธรรมกับทุกคน โดยให้โอกาสประชาชนทุกคนในการเข้าร่วมเดินหน้า ในช่วงปี 2514 ช่วงนั้นจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกฯของไทย ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ เกิดมีการใช้ความรุนแรงขึ้นทางภาคใต้ของประเทศไทย ผมเป็นหนึ่งในผู้ร่วมประท้วงขอความเป็นธรรมและเป็นการเข้าคุกครั้งแรกของผม ในนาทีนั้นผมเข้าใจทันทีว่าการใช้ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบของปัญหาใดทั้งสิ้น”

ทั้งหมดนี้คือตัวตนของ อันวาร์ อิบราฮิม จากปาก อันวาร์ อิบราฮิม เอง ว่าที่นายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ครับ 24 ก.พ.62 เป็นวันที่คนไทยรอคอย นำไทยเข้าสู่ประชาธิปไตยแบบไทยๆ อีกครั้งหนึ่ง ขออย่างเดียวอย่าให้ผู้นำไทยเอานิสัยตามที่นายตรุแปงบันทึกไว้ก็แล้วกัน

และขอภาวนาอย่าให้การเลือกตั้งครั้งนี้ทำลายประวัติศาสตร์การโกงมากกว่าการเลือกตั้งปี 2500 ก็แล้วกัน

ณรงค์ ขุ้มทอง
ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
โรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณ กรรมการที่ปรึกษาโรงเรียนดาวนายร้อย
กรรมการยุทธศาสตร์ศึกษาธิการจังหวัดสงขลา

บทความก่อนหน้านี้รู้ตัวชายหัวร้อนถือท่อนเหล็กทุบกระจกเก๋งแล้ว เหตุฉุนโดนปาดหน้า
บทความถัดไป27 สิงหาคม 2426 “กรากาตัว” ระเบิด ได้ยินถึงอยุธยา สะเทือนถึงยุโรป