หน้าแรก คอลัมนิสต์ ๑๐๐ บท : ๑๐๐ ...

๑๐๐ บท : ๑๐๐ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวรฯ (๕) : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

22.12.18 | 14:20 น.

ฉบับที่แล้วเขียนถึง “๑๐๐ บท พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” ให้แฟนๆ มติชนได้ติดตามจนถึงบทพระนิพนธ์ที่ ๗๙ ฉบับนี่จึงขอต่อเนื่องในพระนิพนธ์ให้ครบ ๑๐๐ บท

พระนิพนธ์ ๘๐ : ผู้มีปัญญา เห็นค่าของตนที่ฝึกแล้ว ย่อมยินดีที่จะเผชิญความยาก ความยากแม้มากมายเพียงไรก็ตาม ย่อมให้ผลเป็นความมีค่าแห่งจิตใจตน เป็นความมีค่าแห่งตนเอง เป็นผลที่คุ้มกับความยากลำบาก ที่ต้องต่อสู้เพื่อให้การฝึกตนนั้นเป็นไปด้วยดี มีผลสำเร็จสมดังความมุ่งมาดปรารถนา “บัณฑิตหรือคนดีมีปัญญา ย่อมกล้า ย่อมพร้อม ที่จะรับความยากทั้งหลาย เพียงเพื่อได้มีโอกาสฝึกตน”

พระนิพนธ์ ๘๑ : ผู้ที่จะยอมเป็นที่พึ่งของผู้ใดผู้หนึ่ง คือ จะให้ผู้ใดพึ่ง จะต้องเห็นสมควร นั่นก็คือ…จะต้องเห็นว่าผู้ที่ตนจะให้พึ่ง ให้ความช่วยเหลือนั้น มีความเหมาะสมที่จะได้รับความช่วยเหลือในเรื่องใดหรือไม่ ถ้าไม่เห็นความสมควรก็คงไม่ช่วย นี้คือพุทธศาสนสุภาษิตกล่าวว่า… “ตนแลเป็นที่พึ่งของตน” ผู้มีปัญญาเห็นความหมายของพุทธภาษิตนี้ จึงตั้งใจทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน คือทำตนให้เป็นคนดี นั่นแหละเป็นประการสำคัญ

พระนิพนธ์ ๘๒ : การสามารถรักษาจิตใจ รักษาวาจา รักษาการกระทำให้เป็นไปเพื่อไปก่อทุกข์โทษภัยแก่ผู้อื่น ไม่เรียกว่าเป็นการทำเพื่อผู้อื่น ไม่เรียกว่าเป็นการถือว่าผู้อื่นเป็นที่รักของตน แต่เป็นการทำเพื่อตนเอง เป็นการถือว่าตนเป็นที่รักของตนอย่างยิ่ง ไม่มีความรักอื่นเสมอด้วยความรักตนผู้ที่สามารถรักษากายวาจาใจของตนให้ดีได้นั้น ก็คือ “ผู้ที่รักตนอย่างยิ่ง” นั่นเอง เพราะรักตนอย่างยิ่งจึงประพฤติปฏิบัติดีเพื่อให้ตนเป็นคนดี

พระนิพนธ์ ๘๓ : เมื่อจะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เมื่อใด ขอให้นึกถึงตนเอง นึกว่าตนเป็นที่รักของตน จึงไม่ควรทำลายตน เหมือนตนเป็นที่รักเกียจเกลียดชังอย่างยิ่ง จนถึงกับต้องทำลายเสีย การคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เป็นการทำลายตนอย่างแน่แท้สังคมแห่งมนุษยชาติ บางคราวสงบเย็น บางคราวเดือนร้อนวุ่นวายก็เพราะมีความดีความชั่วเป็นปัจจัยสำคัญ
พระพุทธศาสนาจึงมุ่งแนะนำสั่งสอนให้ประกอบความดีละเว้นความชั่ว และอบรมจิตใจให้ผ่องแผ้ว ซึ่งจะผลักดันให้ทำความดี ส่วนจิตใจชั่วทราม ย่อมนำให้สร้างความชั่วเสียหาย ทั้งแก่ตนเอง ทั้งแก่ผู้อื่น

Advertisement

พระนิพนธ์ ๘๔ : พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ แปลความว่า “ตนเทียวเป็นคติของตน” คือตนนั้นแหละจักเป็นผู้พาตนไป ไปดีไปชั่ว ไปสว่างไปมืด ไปอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น แล้วแต่ตนจะพาไปที่มักกล่าวกันว่า คนนั้นพาคนนี้ไปดีไม่ดีนั้น ไม่ถูกต้องตามความจริง ไม่มีผู้ใดจะพาใครไปไหนได้ นอกจากเจ้าตัวเองจะเป็นผู้พาตัวเองไป ผู้อื่นเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น แม้ตัวเองไม่พาตัวเองไปดีแล้ว ก็ไม่ผู้ใดอื่นสามารถพาไปดีได้อย่างแน่นอน หรือแม้ตัวเองไม่พาตัวเองไปชั่วแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดอื่นจะสามารถพาไปชั่วได้อย่างแน่นอน

พระนิพนธ์ ๘๕ : ความสงบอย่างยิ่งของใจ ย่อมมีอยู่ได้เป็นปกติ ด้วยอำนาจของอุเบกขาที่แท้จริงในพรหมวิหาร ผู้มีใจยังไม่เป็นอุเบกขา บางทีก็สามารถแสดงอุเบกขาให้ปรากฏภายนอกได้ หลายคนเคยพูดว่า “ฉันอุเบกขา” นั่นไม่หมายถึงว่า ผู้พูดมีใจเป็นอุเบกขาในพรหมวิหารธรรม แต่หมายเพียงการกระทำเท่านั้นที่ไม่ยุ่งเกี่ยวในเรื่องนั้นนี้เป็นเรื่องๆ ไป ความสงบเป็นปกติของใจด้วยอำนาจของอุเบกขานั้นหามีไม่

พระนิพนธ์ ๘๖ : ผู้ที่รักษาตนได้ คือ ผู้ที่มีความดี ที่กล่าวว่า รักษาตนได้นั้นพูดให้ยาวออกไป คือมีความดีรักษาตนอยู่นั่นเองไม่ได้หมายความเป็นอย่างอื่นไม่มีผู้ใดจะสามารถรักษาตนได้ ถ้าไม่มีความดี ถ้าไม่ได้กระทำความดีอย่างเพียงพอ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม คือ ผู้ประพฤติธรรมย่อมมีความดีรักษา ย่อมเป็นผู้ที่รักษาตนได้ ดังนั้น สิ่งซึ่งต้องทำที่เป็นความสำคัญ สำหรับทุกคนที่ต้องการรักษาตน คือ “ความดี”

พระนิพนธ์ ๘๗ : พุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้…แปลความว่า “ความหมดจดจากกิเลสทั้งปวง เป็นความดับจากทุกข์ทั้งหลาย” กิเลสทั้งปวง คือ ความโลภทั้งปวง ความหลงทั้งปวง ทุกข์ทั้งปลายคือทุกข์ทุกประการ ถ้าจะกล่าวเป็นเหตุเป็นผล ต้องกล่าวว่า กิเลสเป็นเหตุ ทุกข์เป็นผล คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเหตุ ความทุกข์เป็นผลผู้มีกิเลสคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ต้องมีความทุกข์ ผู้มีกิเลสคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงมาก ก็มีทุกข์มาก ผู้มีกิเลสคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงน้อย ก็มีทุกข์น้อยผู้หมดจดแล้วจากกิเลสทั้งปวง คือ ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลงเลย จักไม่มีทุกข์ คือ มีความดับจากทุกข์ทั้งหลาย

พระนิพนธ์ ๘๘ : กิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นความเศร้าหมองมีความร้อนอยู่ในตัวเต็มที่ เปรียบได้ดังถ่านไฟก้อนใหญ่ที่ลุกโพลงร้อนแรงเต็มที่ ผู้ใดไม่หลบหลีกให้ห่างไกลพ้นไปจริงแล้วผู้นั้นย่อมต้องได้กระทบความร้อนแรงนั้น เข้าไปใกล้เพียงใดก็จะกระทบร้อนเพียงนั้นใกล้จนชิด ก็จะเช่นเดียวกับเห็นถ่านไฟสีแดงงดงาม แล้วยื่นมือเข้าไปจับต้องสัมผัส ย่อมต้องถึงกับพองไหม้ ถลอกปอกเปิกได้เลือด ได้น้ำเหลือง แม้ถอยห่างออกได้บ้าง เปลวความร้อนแห่งไฟแรงที่จะกระทบก็จะลดน้อยตามระยะที่ถอยห่างนั้น

พระนิพนธ์ ๘๙ : ใจไกลจากกิเลสเพียงไรก็มีความสุขเพียงนั้น มีความเบิกบานแจ่มใสเพียงนั้น กิเลสก็เหมือนเครื่องพรางตาทั้งหลาย ย่อมทำให้ไม่แจ่มใส ทำให้มืดมัว กิเลสปกคลุมใจหนาแน่นมาก ก็ทำให้ใจมืดมัวมาก ดังที่ท่านเปรียบกิเลสเช่นเมฆบนท้องฟ้าจิตเช่นดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์มีความเจิดจ้าอยู่ในตัวเมฆเคลื่อนเข้าบดบัง ก็จะทำให้ความสว่างไม่ปรากฏ จิตที่กิเลสเข้าปกคลุมก็จะเศร้าหมอง ทั้งที่จิตมีความบริสุทธิ์ผ่องใสอยู่ในตัวเต็มที่ ดังที่ท่านกล่าวว่า “จิตที่แท้นั้นมีความประภัสสร”

พระนิพนธ์ ๙๐ : จิตที่มีความสงบ มีความบริสุทธิ์ก็ด้วยมีศีลเป็นที่รองรับหรือเป็นพื้น ท่านจึงเปรียบศีลเป็นเช่นแผ่นดิน อันเป็นที่ดำรงอยู่ของสรรพสัตว์ในโลก และของสิ่งทั้งปวงศีลเป็นเช่นแผ่นดิน เพราะศีลเป็นที่รองรับกุศลกรรมทั้งปวง แม้ปราศจากศีลเป็นแผ่นดินรองรับ กุศลธรรมก็ตั้งขึ้นไม่ได้ ตั้งอยู่ไม่ได้ ต้องมีศีลเป็นแผ่นดินรองรับ กุศลธรรมทั้งหลายจึงจะตั้งขึ้นได้ นอกจากศีลความบริสุทธิ์ของจิต ต้องมีสมาธิเป็นส่วนสำคัญเพราะสมาธิจักทำให้จิตบริสุทธิ์จากนิวรณ์ทั้งหลาย ความบริสุทธิ์จากนิวรณ์นั้นเป็นบาทของปัญญา

พระนิพนธ์ ๙๑ : ความยึดมั่นถือมั่น เป็นความไม่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ละ แต่เมื่อยังละความยืดทุกอย่างไม่ได้ ก็พึงทุ่มเทจิตใจให้ยึดมั่นการทำกรรมดี ยึดมั่นความเชื่อในผลของการทำความดีว่า ทำดีจักได้ผลดีจริง มีความยึดมั่นความเชื่อในผลของการทำความชั่ว ว่าทำชั่วจักได้ผลชั่วจริงความยึดมั่นเช่นนี้ จักเป็นทางนำไปดี ให้ได้ทำดี ไม่ทำไม่ดี ซึ่งก็ย่อมจักนำให้พ้นทุกข์โทษภัยของกรรมไม่ดี ได้รับแต่คุณประโยชน์สารพัดของกรรมดี

พระนิพนธ์ ๙๒ : ผู้มีปัญญามาก เป็นผู้ไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยม เพราะผู้มีปัญญามากนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมอันเป็นกลโกง เป็นความไม่สุจริต ผู้มีปัญญาสามารถใช้ปัญญาแก้ไขจัดการเรื่องราวทั้งหลายให้เป็นไปได้อย่างถูกต้องด้วยดีผู้มีปัญญารักเกียจการใช้เล่ห์เหลี่ยม ไม่ยินดีจะใช้เล่ห์เหลี่ยมแต่รู้จักเล่ห์เหลี่ยม เพราะปัญญาเป็นแสงสว่าง ย่อมนำให้รู้ ให้เห็น ให้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดเจน มากน้อยตามความมากน้อยของปัญญา

พระนิพนธ์ ๙๓ : ชัยชนะทางใจนั้น ทุกคนมีอยู่เสมอ ในเรื่องนั้นบ้าง ในเรื่องนี้บ้าง เป็นชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ และชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ต่างๆ กันเมื่อใดความโลภเข้าใกล้ แม้สามารถหนีไกลจากความโลภได้ด้วยปัญญา คือด้วยเหตุผล…เมื่อนั้นเป็นชัยชนะเมื่อใดความโกรธเข้าใกล้ แม้สามารถหนีไกลจากความโกรธได้ด้วยปัญญา คือด้วยเหตุผล…เมื่อนั้นเป็นชัยชนะเมื่อให้ความหลงเข้าใกล้ แม้สามารถหนีไกลจากความหลงได้ด้วยปัญญา คือด้วยเหตุผล…เมื่อนั้นเป็นชัยชนะ

พระนิพนธ์ ๙๔ : จิตใดเป็นจิตของบัณฑิต คือผู้มีปัญญาแห่งธรรม ผู้ได้ศึกษาธรรม ได้ปฏิบัติธรรม ได้รับผลแห่งธรรมปฏิบัติ มีสมบัติที่เป็นธรรม คือ “ธรรมสมบัติ” จิตนั้นมีคุณลักษณะเปรียบได้ดั่งภูเขาหินแท่งทึบ ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม อันผู้อยู่ในโลกจะต้องพบเป็นธรรมดา เพราะเป็นสิ่งที่มีประจำโลกทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว คือทั้งลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ผู้มีใจเป็นบัณฑิต เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่งบัณฑิตแม้ต้องเผชิญโลกธรรมทั้ง ๘ นี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว ย่อมมีใจตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว

พระนิพนธ์ ๙๕ : ทาน คือ การให้สิ่งที่สมควรแก่ผู้ที่สมควรให้ และการให้แก่ผู้ที่สมควรได้รับ ความสมควรเป็นความสำคัญอย่างยิ่งประมาณหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เป็น “ผู้ให้” นั้น ย่อมมิได้ทรงสมควรให้สิ่งที่สมควรแก่ผู้ที่สมควรแก่สิ่งนั้น ผู้รับไม่ปฏิเสธที่จะรับและเห็นค่าของสิ่งที่จะได้รับนั้น รับแล้วจะเป็นคุณประโยชน์ แม้การดุว่าตำหนิติเตียนผู้ที่สมควรได้รับการดุว่าตำหนิติเตียน เพื่อเป็นการช่วยเหลืออบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนดี พระพุทธเจ้าทรงถือว่าเป็นทาน เป็นธรรม เป็นธรรมทานที่ทรงกล่าวว่า ยิ่งกว่าทานทั้งปวง

พระนิพนธ์ ๙๖ : ศีลเป็นฐาน ปัญญาเป็นยอด ผู้มีศีล คือ ผู้มีฐานที่จะรองรับสิ่งดีงามทั้งหลายทั้งปวงได้และในบรรดาสิ่งดีงามทั้งหลายทั้งปวงนั้น มีปัญญาเป็นสิ่งสูงสุด สิ่งดีงามทั้งหลายทั้งปวงมีศีลเป็นฐาน เกิดแต่ศีล ๕ เป็นต้นศีล ๕ ย่อมเป็นฐานให้เว้นจากการเบียดเบียนทำลายชีวิตเว้นจากการเบียดเบียนถือเอาทรัพย์สิ่งของของผู้อื่นเว้นจากการประพฤติผิดประเวณีเว้นจากการเจรจาให้เกิดความเข้าใจผิดจากความจริงเว้นจากเหตุแห่งความมัวเมาคือสุราเมรัยสิ่งที่ศีลทำให้เว้นได้ทั้งปวง ล้วนเป็นความไม่ดีไม่งาม การเว้นสิ่งที่ไม่ดีงาม ก็คือความดีงาม

พระนิพนธ์ ๙๗ : ผู้ใดมีสมาธิรวมแห่งจิต มีความตั้งมั่นแห่งจิต ผู้นั้นจะสามารถตรึกตรองให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มชัดในเรื่องทั้งปวงเป็นเหตุผล เป็นปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นปัญญาที่นำพาให้พ้นทุกข์ ตั้งแต่พ้นทุกข์เล็กน้อยจนถึงพ้นทุกข์ใหญ่ยิ่ง จนถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงทุกชีวิตเมื่ออุบัติขึ้นแล้ว ไม่ว่าคน ไม่ว่าสัตว์ จะต้องพบความทุกข์มากน้อยหนักเบาต่างๆ กัน ปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้สามารถเปลื้องความทุกข์ สลัดความทุกข์ได้ มิให้ความทุกข์ทับถมจิตใจ เป็นความพ้นทุกข์ ไกลทุกข์ อย่างสิ้นเชิง เหล่านี้ปัญญาทำได้ทั้งสิ้น ปัญญามีระดับใดก็จะจัดการกับความทุกข์ได้ระดับนั้น

พระนิพนธ์ ๙๘ : พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่ง กล่าวว่า “คนฉลาดกล่าวว่า ปัญญาประเสริฐเหมือนพระจันทร์ ประเสริฐกว่าดาวทั้งหลาย แม้ศีลสิริและธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไปตามผู้มีปัญญา” ผู้มีปัญญา คือ ผู้มีเหตุผล รู้ถูก รู้ผิด รู้ดีรู้ชั่ว รู้ควรรู้ไม่ควร รู้อย่างถูกตรงจริง มิใช่อย่างประมาณไปตามอำนาจของอคติ คือ โลภ โกรธ หลง แม้ประกอบด้วยอคติ ความลำเอียงเพราะโลภ เพราะโกรธ เพราะหลง เพราะกลัว ย่อมไม่เป็นไปอย่างถูกแท้

พระนิพนธ์ ๙๙ : สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระพุทธานุศาสนีว่า “ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสิ่งที่ฟังแล้ว เป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง คนผู้ประกอบด้วยปัญญาในโลกนี้ แม้ในความทุกข์ก็หาความสุขได้” ปัญญา หรือสัมมาปัญญา มีคุณสถานเดียว เพราะเมื่อใช้ความว่าปัญญา ย่อมหมายถึงปัญญาในธรรม ซึ่งจะเกิดได้ก็ต่อเมื่ออาศัยจิตบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์สะอาดระดับใด ปัญญาจะรู้ชัดจริงในระดับนั้น จิตเศร้าหมองขุ่นมัว…ปัญญาก็จะเป็นเช่นนั้นด้วย คือ เมื่อจิตเศร้าหมอง ปัญญาก็จะหมอง คือไม่ใสสว่าง

พระนิพนธ์ ๑๐๐ : ในบรรดาความไม่ประมาททั้งหลาย ความไม่ประมาทในความคิด เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นต้นสายของความไม่ประมาททั้งปวงความคิดเป็นเรื่องของใจ และใจนั้นท่านก็แสดงไว้แจ้งชัดว่าเป็นใหญ่ เป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ การพูด การดู การฟัง การทำ เป็นไปตามที่ใจคิดทั้งนั้น ความคิดให้เกิดความเห็นชอบคือ ความคิดด้วยอาศัยเหตุผล อาศัยปัญญา ให้ตรงให้ถูกตามความจริง ความจริงเป็นอย่างไรต้องอาศัยปัญญา ต้องไม่ประมาทปัญญา คิดให้เห็นตามความจริงนั้น ไม่คิดให้เห็นผิดจากความเป็นจริง นะครับ