หน้าแรก คอลัมนิสต์ รื่นร่มรมเยศ ...

รื่นร่มรมเยศ : สอนลูกให้สวดมนต์ (2) : เสฐียรพงษ์ วรรณปก

30.12.18 | 14:20 น.

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องสวดมนต์ต่อ หลายคนสงสัยว่า สวดมนต์ดีอย่างไร สวดมนต์แล้วไม่แผ่เมตตา ไม่กรวดน้ำ กับสวดมนต์แล้ว แผ่เมตตา และกรวดน้ำ จะได้อานิสงส์ (ผลดี) เหมือนกันไหม

สวดมนต์ดีอย่างไร ผมคิดว่าผลดีของการสวดมนต์พอสรุปได้ดังนี้

1.ทำให้เกื้อกูลแก่สุขภาพร่างกาย การสวดมนต์ไม่ถึงกับเป็นยาบำรุงกำลัง แต่ผู้สวดมนต์บ่อยๆ เปล่งเสียงดังๆ เต็มที่ถูกต้องตามฐานกรณ์ (คือออกเสียงให้ถูกต้องตามที่เกิดของเสียง) ระบบการหายใจย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ โลหิตสูบฉีดเป็นปกติ ขับส่วนเสียในร่างกายออก สร้างเสริมส่วนที่บกพร่องให้คงคืนและดีขึ้น ทำให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ดี

บทสวดมนต์แต่ละบท ล้วนมีเนื้อหาดีงาม พูดถึงแต่เรื่องบุญกุศล ย่อมจะทำให้จิตใจเราดีขึ้นแน่นอน และเสียงสวดมนต์นี้จะเป็น “พลัง” ที่คงอยู่ในตัวเรา ไม่ลบเลือนหายไปไหน

ผมมีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง เมื่อครั้ง สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธ ทรงประชวรหนัก หมอได้ต่อท่อระโยงระยางไปหมด ชีพจรและการเต้นของพระหทัยนั้นผิดปกติมากจนน่าเป็นห่วง

Advertisement

พอถึงเวลาประมาณ 5-6 โมงเย็นทุกวัน ทุกอย่างกลับเป็นปกติ เป็นอย่างนี้ทุกวัน ไม่มีใครทราบเพราะเหตุใด จนกระทั่งพระเลขานุการส่วนพระองค์ระลึกได้ว่า เวลานี้เป็นเวลาที่สมเด็จพระสังฆราชลงสวดมนต์ในโบสถ์ทุกวัน

ฝากไว้ให้คิดด้วย พลังแห่งความดีงามจากการสวดมนต์ทุกวัน คงอยู่ที่ตัวเราไม่เลือนหายไปไหน นี่กระมังครับที่เขาเรียกว่า “พลังศักดิ์สิทธิ์”

2.ผลดีประการที่สองก็คือ เป็นการสร้างสมาธิอย่างดี ไม่ต้องฝึกสมาธิอย่างอื่นใดก็ได้ เพียงสวดมนต์ทุกวันๆ ทุกค่ำคืนเป็นกิจวัตร ท่านจะอัศจรรย์ใจที่พบว่าสมาธิของท่านดีวันดีคืนเมื่อจิตเป็นสมาธิ จะทำงานอะไรก็ย่อมทำได้ดี มีประสิทธิภาพ

เมื่อสวดมนต์แล้วท่านแนะนำให้แผ่เมตตา และกรวดน้ำ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เผื่อแผ่บุญกุศลที่เราได้ทำให้แก่คนอื่น แสดงถึงความเป็นผู้ใจกว้าง ไม่หวงความดีไว้สำหรับตัวคนเดียว การแผ่เมตตา หรือกรวดน้ำ เป็นการ “เพิ่มขยายความดี” ครับ ยิ่งให้ก็ยิ่งเพิ่ม ไม่มีหมด เหมือนเราจุดเทียนเล่มหนึ่ง แล้วจุดต่อไปอีกสิบเล่มยี่สิบเล่มหรือร้อยเล่ม ยิ่งต่อมากเท่าใดแสงสว่างมีแต่เพิ่มฉันใดก็ฉันนั้น

มีลูกสอนลูกมีหลานสอนหลานให้ไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำเถอะครับ อย่างน้อยวันละครั้งก่อนเข้านอนก็ยังดี โบราณท่านปลูกฝังศีลธรรมจริยธรรมให้แก่ลูกหลานได้ผลดีกว่าเราสมัยนี้มากนัก เพราะท่านมีความ “เข้าใจ” มีสติปัญญามากกว่าเราคือท่านเข้าใจว่า เรื่องของศีลธรรมจริยธรรม มิใช่เรื่องจะต้องมาสอนกัน หากแต่เป็นเรื่องที่พึง “อบรม” (ทั้งอบและรม) ให้ซึมซับเข้าไปยังจิตวิญญาณของลูกหลานทีละนิดๆ เช่น

1.สร้างจิตสำนึกทางศีลธรรมจริยธรรมแก่ลูกหลาน คือ สอนให้อายชั่วกลัวบาป พูดแบบพระก็ว่า ให้มีหิริโอตตัปปะ โดยวิธีง่ายๆ เป็นธรรมชาติ เช่น ไม่ให้กินอาหารที่จะนำไปถวายพระ “อย่านะลูก เดี๋ยวจะบาป ตายแล้วไปเป็นเปรต” สอนให้ลูกผู้หญิงอยู่ห่างพระ ไม่ให้แตะต้องพระ “อย่าแตะต้องพระนะลูก เดี๋ยวบาป” หรือสอนไม่ให้หยิบเอาอะไรที่เป็นของวัด ของสงฆ์มาเป็นของตน

วันดีคืนดีก็พาลูกหลานขนทรายเข้าวัดไปก่อพระเจดีย์ทราย ประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย สาระสำคัญคือการสอนให้ลูกหลานรู้คุณค่าแห่งหิริโอตตัปปะ คือสอนว่า “เราเดินเข้าเดินออกจากวัดทุกวัน ทรายติดเท้าเราออกนอกวัด เท่ากับนำเอาของสงฆ์ออกไปโดยไม่รู้ตัว เป็นบาป เพราะฉะนั้นเราควรนำทรายมาคืนวัด คือให้มากกว่าที่เรานำออกไป”

คนสมัยนี้อาจเห็นเป็นเรื่องขำ แต่นี่แหละครับคือเทคนิควิธีปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่ลูกหลาน และลูกหลานในยุคโน้น มีความเข้มแข็งทางจริยธรรมมากกว่าลูกหลานคนสมัยนี้นัก ใช่หรือไม่

2.บูรณาการชีวิตกับพระพุทธศาสนา “บูรณาการ” เป็นคำที่พูดกันมากยุคนี้แต่เป็นเรื่องบูรณาการทางวิชาการ ไม่เกี่ยวกับบูรณาการแห่งชีวิต “บูรณาการ” แปลว่า ทำให้เต็ม พ่อแม่สมัยก่อนรู้จัก “เติมเต็ม” ให้แก่ชีวิตของลูกหลาน โดยพาลูกหลานให้ไปคุ้นกับบรรยากาศทางพระศาสนา หัดให้ไหว้พระพาทำบุญตักบาตร พาไปวัด มีงานบุญต่างๆ ก็พาลูกไป แม้ลูกจะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนักก็ตาม หรือแม้พ่อแม่ไปวัดไปสนทนากับหลวงพ่อที่วัด ก็พาลูกหลานไปด้วย ปล่อยให้วิ่งเล่นตามลานวัด ขณะพ่อแม่สนทนาธรรมกับพระสงฆ์

สิ่งเหล่านี้ดูให้ดีก็คือการเติมเต็มให้แก่ชีวิตของลูกหลานนั้นเอง เด็กๆ เหล่านี้ได้ “คุ้น” กับบรรยากาศทางพระศาสนาคุ้นกับพระกับเจ้า เข้าพระเข้าเจ้าได้ดี โตมาเวลาจะให้อาราธนาศีล อาราธนาธรรม ก็ทำได้ไม่ขัดเขิน เพราะเคยได้เห็น ได้ยินได้ฟังจนจำได้ ทุกอย่างจะเป็นไปโดยธรรมชาติ

ไม่เหมือนคนรุ่นนี้ แม้จบจากมหาวิทยาลัย จบจากต่างประเทศ ไหว้พระ กราบพระก็ไม่ค่อยเป็น พูดกับพระกับเจ้าก็ขัดๆ เขินๆ ใช้สรรพนามแทนตัวเอง แทนพระ ผิดๆ ถูกๆ ว่ากันว่า ดร.จากเมืองนอกผู้เก่งสารพัดเรื่อง พอใครชวนไปหาพระเท่านั้นไม่กล้าไป “ไม่ทราบว่าจะพูดกับพระท่านอย่างไร” นี้คือคำสารภาพของปัญญาชนยุคโลกาภิวัตน์ ยุคที่ชีวิตมิได้บูรณาการกับพระพุทธศาสนาครับ

3.พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่าง สอนลูกอย่างใดควรทำได้อย่างนั้น คำสอนจึงจะศักดิ์สิทธิ์ เฉพาะเรื่องการไหว้พระสวดมนต์นี้ พ่อแม่ควรทำด้วย พาลูกหลานทำ จึงจะไม่มีปัญหา ตอนลูกยังเล็กๆ อยู่ก็ไม่เป็นไรดอกครับ สอนให้แกสวดอะไรแกก็สวด แต่พอโตมาจะมีปัญหา

ลูกจะถามว่า “แล้วทำไมพ่อ/แม่ ไม่สวดละครับ”

แล้วเราจะตอบลูกว่าอย่างไร เพื่อนผมคนหนึ่งถูกลูกถามอย่างนี้เหมือนกัน ผมถามว่าแล้วตอบลูกว่าอย่างไร

“ก็บอกว่า พ่อสวดมามากแล้วลูก ให้ลูกสวดคนเดียวไปก่อนเถอะ” (ฮิฮิ)

ไม่ได้ผลดอกครับ เด็กจะมีความคับข้องใจ สงสัยในใจว่า “ถ้าเรื่องการไหว้พระสวดมนต์ มันดีจริง พ่อแม่
ก็น่าจะทำด้วย แสดงว่ามันไม่ดีจริง พ่อแม่หลอกเรา”

อย่างนี้แล้ว จะไม่เป็นผลดีอะไร ทางที่ดีพ่อแม่ก็ควรเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกด้วยการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมจึงจะประสบผลสำเร็จด้วยดี

พอมาถึงตรงนี้แล้วพ่อแม่ทั้งหลายก็คงเห็นแล้วว่า การอยากให้ลูกเป็นคนดีน่ะมันง่าย ง่ายที่อยาก แต่เมื่อจะให้เกิดผลตามที่อยากนั้นมันไม่ง่ายเสียแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เหลือวิสัยมิใช่หรือครับ การให้การศึกษาหรือการฝึกฝนอบรมลูกหลานก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อทุกอย่างสัมฤทธิผลแล้วก็คุ้มเกินคุ้ม