การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็ดีหรือแม้แต่ในตลาดตราสารหนี้ กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีรุกคืบเข้าไปในแวดวงการลงทุนเหล่านี้มานานนับสิบปีแล้ว
ในสหรัฐอเมริกา กองทุนเก็งกำไร หรือที่เรียกกันว่า เฮดจ์ฟันด์ ขนาดใหญ่ เน้นคุณภาพ ที่มีเครือข่ายลูกค้าทั่วโลก หลายต่อหลายแห่ง ไม่เพียงทุ่มเงินมหาศาลพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่มีพลังประมวลผลสูงๆ สร้างเครือข่ายข้อมูลไฮ-สปีด เป็นของตัวเองเท่านั้น ยังถึงกับลงทุนว่าจ้าง นักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ ระดับดอกเตอร์ เข้ามาทำหน้าที่ตรวจวิเคราะห์ข้อมูลตลาดกันด้วย
ถึงขนาดพูดกันว่า วิเคราะห์หุ้นเก่งๆ จับทิศทางการตลาดได้ยอดเยี่ยม มีหวังร่ำรวยเป็นเศรษฐี มีเงินถุงเงินถังเอาได้ง่ายๆ
แต่พอถึงยุคนี้ ชักไม่แน่แล้วว่า คำกล่าวที่ว่านั้นจะเป็นความจริง เหตุเพราะถึงตอนนี้ เริ่มมีการโละพนักงานที่ทำหน้าที่วิเคราะห์หุ้น วิเคราะห์หลักทรัพย์ทิ้งกันแล้ว แล้วติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์พร้อมกับ
อัลกอริธึม หรือชุดโปรแกรมที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ที่เรียกกันว่า “แมชีน เลิร์นนิ่ง” ซึ่งแรกเริ่มพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ในรถยนต์ที่ไม่ต้องมีคนขับ มาใช้งานแทนที่พนักงานเหล่านั้น
คอมพิวเตอร์กับอัลกอริธึมที่ว่านี้ ซึ่งหลายคนมักเรียกรวมๆ ว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ “เอไอ” ยิ่งนับวันยิ่งเข้ามาพัวพันกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้นทุกที
ตัวอย่าง “เอไอ” อย่างง่ายที่สุดที่ใครๆ สามารถเรียกใช้งานได้ ก็เช่น ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง สิริ ในสมาร์ทโฟนของแอปเปิล, คอร์ทานา ของไมโครซอฟท์ หรือ กูเกิล แอสซิสแทนต์ ในแอนดรอยด์เวอร์ชั่นหลังๆ ที่ช่วยให้เราสามารถสั่งให้โทรศัพท์ทำอะไรต่อมิอะไรให้ โดยใช้เสียงพูดนั่นแหละครับ
ถัดจากสมาร์ทโฟน เราก็อาจมี “อเล็กซา” และอื่นๆ อีกมากมายในรูปแบบเดียวกันนี้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะประจำบ้าน บอกให้เปิดไฟ เปิดแอร์ ฯลฯ ก็ทำให้ได้ในพริบตา
แต่เอไอที่นำมาใช้เลือกลงทุนซื้อขายหุ้นหรืออื่นๆ ในตลาดลงทุนแทนคนนั้น ซับซ้อนกว่ากันมากทีเดียว แถมยังต้องมีพลังการประมวลผลสูง เพราะต้องการคำตอบในชั่วเสี้ยววินาที เพื่อรองรับการลงทุนในโลกยุคใหม่ที่ว่ากันเป็นเรือนพันล้าน หมื่นล้านดอลลาร์ ในชั่วระยะเวลาเพียงนาทีเดียวเท่านั้น
ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ว่านั้น จำเป็นต้องพัฒนาไปก้าวหน้าถึงขนาดสามารถเรียนรู้จน “รู้จัก” รูปแบบการเคลื่อนไหวของหุ้นแต่ละตัว เพื่อให้ได้รู้ถึง “ความผิดปกติ” (ไม่ว่าในทางบวกหรือลบ) ของหุ้นตัวนั้นๆ ต้องรู้จักเชื่อมโยงข้อมูลสารพัดเข้ากับตัวหุ้นจากแหล่งข้อมูลที่มากมาย 100-200 แหล่ง ที่แน่นอนก็คือต้องสามารถเรียนรู้ “ภาษาธรรมชาติ” ที่ไม่ใช่ภาษาคอมพิวเตอร์ เพื่อความรวดเร็วในการแปลงข้อมูลมหาศาลในแต่ละช่วงการซื้อขายเข้ามา สำหรับเลือกหุ้นหรือหลักทรัพย์ตัวหนึ่งตัวใดมาซื้อขาย ทำกำไรให้อย่างต่อเนื่อง
“แบล็คร็อค” กองทุนบริหารสินทรัพย์ระดับโลกในนิวยอร์ก ที่มีเงินให้บริหารจัดการอยู่มหาศาลถึง 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นกองทุนรายแรกที่เริ่มเทรนด์เทคโนโลยีใหม่นี้ จัดการโละบรรดาผู้จัดการพอร์ตกองทุนทั้งหลายทิ้ง แล้วใช้เทคโนโลยีเอไอมาบริหารจัดการ “ช่วย” ในการตัดสินใจซื้อขายแทน
ถัดมามีอีกหลายรายที่เจริญรอยตาม อาทิ เฮดจ์ฟันด์ เอคิวอาร์ ซึ่งเพิ่งว่าจ้างนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่เชี่ยวชาญด้านข้อมูลจนเป็นที่ยอมรับกันอย่าง มาร์คอส โลเปซ เด ปราโด เข้าไปเป็นผู้บุกเบิกเอไอให้กับบริษัท เช่นเดียวกับ ฟิเดลลิตี้ อินเวสต์เมนต์ ที่หันไปสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ด้านข้อมูลระดับ “เซียน” ขึ้นในบริษัทมากถึง 140 คนเลยทีเดียว
แนวโน้มที่มีการสำรวจกันเมื่อปลายปี 2561 นั้นน่าสนใจทีเดียว เพราะที่สหรัฐในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนพากันถอนเงินลงทุนในกองทุนที่บริหารจัดการโดยมนุษย์ ซึ่งเรียกกันว่า “แอ๊กทีฟ อีควิตีส์ ฟันด์” มากถึง 160,000 ล้านดอลลาร์ ตรงกันข้ามในช่วงเวลาเดียวกัน มีการลงทุนในกองทุนที่จัดการด้วยระบบเอไอ ที่เรียกกันว่า “ซิสเต็มเมติก แอ๊กทีฟ อีควิตีส์” ถึง 170,000 ล้านดอลลาร์
ดังนั้น ถึงแม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง จนสามารถทำได้เพียงแค่เป็น “ตัวช่วย” ในการตัดสินใจซื้อขายก็ตามที
แต่ผู้สันทัดกรณีในแวดวงหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เชื่อว่า เทคโนโลยีเอไอจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของแวดวงที่จะครอบคลุมการลงทุนตลาดหุ้นสำหรับปีใหม่นี้ครับ

