ผมเข้าใจว่า นักปกครองและนักบริหารแนวกระแสหลัก มักมีแนวคิดแบบรวมอำนาจ ซึ่งเมื่อมีโอกาสเข้ามาเป็นผู้มีอำนาจได้บริหารประเทศ ส่วนใหญ่จะมีแนวคิดแบบ “จับปลาให้เขากิน” โดยเฉพาะจะเห็นได้จากโครงการประชานิยมทั้งหลาย รวมทั้งโครงการประชารัฐที่ผันเงินช่วยเหลือชาวบ้านในหลากหลายรูปแบบ ทั้งในรูปของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ซึ่งเป็นเพียงการเยียวยาชั่วคราวเหมือนการจับปลาให้เขากิน
แต่หากเป็นนักบริหารหรือนักปกครองที่เป็นนักพัฒนาก็อาจจะคิดต่าง โดยมีหลักคิดในการมองเรื่องคน หรือพลเมืองเป็นศูนย์กลางการพัฒนามากกว่า ซึ่งเขาจะมีหลักการในเรื่อง “สอนให้เขาจับปลา” นั่นก็คือหลักการ “ช่วยเขาเพื่อให้เขาช่วยตนเองได้” เป็นประโยคคำสอนที่นักบริหารการพัฒนาได้ถูกปลูกฝังแนวทางการทำงานพัฒนาว่า การให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่ว่าในรูปแบบใดๆ ก็ต้องช่วยเขา เพื่อให้เขาช่วยตนเองให้ได้ นั่นก็คือ การทำให้คนและชุมชนมีศักยภาพ รู้จักจัดการตนเอง และพึ่งตนเองให้ได้
มีนักพัฒนาชาวจีนชื่อ เจมส์ ซี เยน หรือ Dr.James C Yen ซึ่งได้ถูกยกย่องว่าเป็นต้นแบบของนักพัฒนาที่ปฏิบัติและส่งเสริมให้คนรู้จักพึ่งตนเอง เขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าอ่านมากชื่อ “Go to the People” โดยได้บอกคนทำงานพัฒนาว่า (1) ต้องไปหาประชาชน (2) ไปเรียนรู้ประชาชน (3) ไปวางแผนร่วมกับประชาชนและชุมชน เป็นต้น และเขาได้ให้ข้อคิดเป็นประโยคเด็ดๆ ว่า “อย่าจับปลาให้เขากิน จับปลาให้เขากินมีกินชั่วคราว แต่จงสอนให้เขาจับปลา จะมีกินชั่วชีวา”
ย่อมเป็นการเตือนสติผู้บริหารประเทศที่มีแนวคิดแบบประชานิยมในฐานะผู้มีหน้าที่พัฒนาประเทศว่า การพัฒนาแม้ว่าจะทุ่มงบประมาณหรือการสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มงบประมาณให้ชาวบ้านทำโครงการ การให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ งบช่วยเหลือคนจน คนมีรายได้น้อย หรือผันเงินลงสู่ชุมชน หมู่บ้าน ทั้งในรูปกองทุนหมู่บ้าน เงินช่วยเหลือให้เปล่าต่างๆ นานา ในโครงการแก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ก็ควรจะต้องทำให้เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของคนและชุมชน รัฐบาลเองจำเป็นจะต้องกลับมาฉุกคิดกันใหม่ว่าควรให้ความช่วยเหลือชาวบ้านให้ช่วยตนเองได้อย่างไร
ผมจึงเข้าใจว่า การสงเคราะห์ช่วยเหลือหรือการสงเคราะห์เงินตรงไปยังกลุ่มประชาชน จึงต้องตระหนักว่าจะทำอย่างไรให้เงินไปเพิ่มศักยภาพให้เขารู้จักจัดการตนเอง นำไปสู่การจัดการตนเอง และรู้จักพึ่งตนเองได้ในที่สุด มิฉะนั้นแล้วเขาอาจจะไม่รู้จักคุณค่า หวงแหนงบประมาณทรัพย์สินและวัสดุสิ่งของก็ได้ เพราะเขาได้มาอย่างฟรีๆ
ผมจึงเข้าใจว่า กระบวนการพัฒนา กลไกการพัฒนา หรือหน่วยที่รับนโยบายจากรัฐบาล รวมทั้งรัฐบาลเองก็ต้องมีเป้าหมาย หลักการ และกระบวนการให้ชัดเจนว่า “การส่งเสริมการพัฒนา มุ่งให้ประชาชนรู้จักพึ่งตนเองให้ได้” ดังนั้น กระบวนการและวิธีการของหน่วยงานพัฒนา รวมทั้งกลไกหน่วยงานภาครัฐที่เป็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจึงต้องตระหนักให้ความสำคัญ ต้องคิดแนวทางและวิธีการส่งเสริมประชาชน ชุมชน เพื่อให้รู้จักจัดการตนเองหรือพึ่งตนเองให้ได้ โดยนโยบายรัฐบาลก็ต้องให้มีความชัดเจนในประเด็นนี้ด้วย
ผมได้เห็นการทุ่มเงินงบประมาณในแต่ละปีให้แก่ประชาชน ชุมชน ตำบล หมู่บ้าน มีจำนวนปริมาณจำนวนมากเป็นแสนแสนล้าน ถือว่าแต่ละชุมชนหมู่บ้านได้รับไม่น้อย ซึ่งควรต้องประเมินผลให้รู้ว่า “ประชาชน ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้มากน้อยเพียงใด”
การประเมินผลทั้งในรูปประเมินผลบุคคลและชุมชนที่รับเงินงบประมาณช่วยเหลือจากรัฐบาล ส่วนราชการ และกองทุนเงินในรูปแบบต่างๆ ย่อมจะต้องประเมินผลลัพธ์ (Output) ให้เห็นชัดเจนว่าบุคคลที่นำเงินไปใช้จ่าย บริหารจัดการตนเอง หรือชุมชนที่ได้รับงบประมาณหรือรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ส่วนราชการ มีชุมชนที่สามารถจัดการตนเอง หรือพึ่งตนเองได้มีมากน้อยเพียงใด
โดยทำการประมวลผลข้อมูล มีสถิติข้อมูล แบ่งแยกประเภทบุคคล ชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ควรจะได้เผยแพร่ให้รับรู้และได้เรียนรู้กันว่า “มีบุคคลที่ถือเป็นแบบอย่างการจัดการตนเอง พึ่งตนเอง และมีชุมชนที่เป็นแบบอย่างการจัดการตนเองและพึ่งตนเองได้” ที่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลและส่วนราชการ เพื่อจะเผยแพร่ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ผมเข้าใจว่า มีบุคคลที่ถือว่าเป็นแบบอย่างของการสอนให้เขาจับปลาและเป็นต้นแบบ ซึ่งเป็นผลอันเกิดจากการรับเงินช่วยเหลือจากรัฐและส่วนราชการ ที่เขาสามารถบริหารจัดการจนพึ่งตนเองได้ กับมีบุคคลและชุมชนอีกประเภทหนึ่งที่พึ่งตนเองได้ด้วยตัวเอง ทั้งคิดเอง ทำเอง และพัฒนาตนเอง ซึ่งทั้งสองกลุ่มดังกล่าวเห็นเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาที่รัฐบาลและหน่วยงานควรยกย่องชมเชย
นอกจากนี้ยังมีบุคคลและชุมชนที่น้อมนำหลักการทำงาน แนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านได้ทำเป็นแบบอย่างในพื้นที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาตามภูมิภาคต่างๆ ในโครงการพระราชดำริทั้งหมด เพื่อทำเป็นแบบอย่างต้นแบบนำไปประยุกต์ ซึ่งก็มีเป้าหมายเพื่อให้ราษฎรของพระองค์ท่านได้รู้จักคิด รู้จักประยุกต์ใช้ และน้อมนำคำสอนไปปฏิบัติ เพื่อให้รู้จักจัดการตนเอง พึ่งตนเองได้นั่นเอง ก็ควรยกย่องชมเชยเช่นกัน
ผมเข้าใจว่ารัฐบาลไทยทั้งในยุคก่อนหน้านี้และยุคปัจจุบันได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนแบบ “จับปลาให้เขากิน” มาตลอด โดยการทุ่มงบประมาณลงไปหลายแสนล้าน ควรมีการทบทวนประเมินผลกันจริงจัง และปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแนวทางใหม่มาเป็น “สอนให้เขาจับปลา” และหากลไกหน่วยงาน องค์กรที่จะพอสอนคนให้รู้จักจับปลา รู้จักจัดการตนเอง ซึ่งก็ควรจะกระทำกันอย่างมีระบบและมีกระบวนการ
จึงมีข้อเสนอให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐใหม่ แทนที่จะให้รัฐเหวี่ยงแหงบประมาณแบบประชานิยมจับปลาให้เขากิน มาเป็นการให้กลไกหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการเพิ่มศักยภาพ หรือพัฒนาพลเมือง เพื่อฝึกฝนคน ชุมชน ให้มีศักยภาพในการพึ่งตนเองได้ หรือสอนให้เขารู้จักจับปลานั่นเอง โดยรัฐบาลส่วนกลางมอบหมายการบริหารจัดการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายคนจน และคนที่ต้องการรับความช่วยเหลือให้มากที่สุด ให้ถือว่าหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยบริหารจัดการ เพื่อสอนให้ประชาชนรู้จักจับปลาและเป็นหน่วยปฏิบัติการโครงการ/กิจกรรม เพื่อทำให้คนและชุมชนรู้จักการจัดการตนเอง ข้อสำคัญการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นในรูปการถ่ายโอนงบประมาณลงไปให้ท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำให้กับกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบาง เป็นสิ่งที่ท้าทายขีดความสามารถต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดี
โดยเฉพาะการให้ผลการดำเนินงานที่เป็นผลลัพธ์ (Output) ให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนการบริหารการพัฒนาใหม่ โดยการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นที่จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยคนและชุมชน เพื่อให้เขารู้จักจัดการตนเองได้ในที่สุด
ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

