หนึ่งในปรากฏการณ์ดีๆ ปีใหม่ น่าจะได้แก่ คำกล่าวของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่กล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา
ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทำเป็นตัวอย่างว่า ทุกคนเห็นต่างกันได้โดยเป็นมิตรกันได้ อยู่ร่วมกันได้
ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศด้วยความเป็นมิตร
คำกล่าวนี้ถ้าตีความแคบๆ เพียงแค่แนะนำให้นายกรัฐมนตรี รับฟังความเห็นต่าง โดยเฉพาะข้อสังเกต 8 ข้อของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯเจ้าของบทความ “8 เหตุผลที่ผมไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อไป” ก็เป็นประโยชน์ระดับหนึ่ง
แต่ถ้าจะนำมาใช้บริหารประเทศ ใช้กับคนทุกคนด้วย ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะกับคนไทยทุกคนเท่านั้น
แต่จะเป็นประโยชน์กับ พล.อ.ประยุทธ์เองด้วย
นับจากรัฐประหาร 2549 มาจนปัจจุบัน สังคมไทยเกิดความแตกร้าวรุนแรง
จากปี 2549 จนปัจจุบัน ระยะเวลาประมาณ 12 ปี ใช้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ เกิดรัฐประหาร 2 ครั้ง เลือกตั้ง 2 ครั้ง เลือกตั้งโมฆะ 1 ครั้ง
มีการชุมนุมใหญ่ ทั้งของกลุุ่มเสื้อเหลือง คนเสื้อแดงหลายครั้ง มีการสลายม็อบด้วยกำลังอาวุธ มีผู้บาดเจ็บหลายพันคน เสียชีวิตมากกว่า 100 คน
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจาก “ความเห็นต่าง” โดยแท้
ฝ่ายหนึ่งเชื่อในประชาธิปไตย ให้ประชาชนลงคะแนนเลือกผู้แทนฯ แล้วเข้าไปเลือกนายกฯกันในสภา จัดรัฐบาลบริหารประเทศ วาระ 4 ปี ถ้าบริหารไม่ดี ก็จะต้องสิ้นวาระ ยุติบทบาทไปตามวิถีทาง
ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ประชาธิปไตย คือช่องทางให้นายทุนซื้อเสียง ประชาชนไม่มีความรู้ เลือกคนไม่ดีเข้ามากุมอำนาจ แล้วคอร์รัปชั่น
สุดท้ายลงเอยด้วยรัฐประหาร เว้นวรรคประชาธิปไตยมา 5 ปี และกำลังจะเลือกตั้งกันใหม่ เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี
เข้าสู่เทศกาลเลือกตั้ง อันเป็นเทศกาลประชันความเห็น แนวคิด แนวนโยบาย ให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะไว้วางใจพรรคไหน
ถ้าไม่เชื่อว่าคนเราเห็นต่างกันได้ และเห็นต่างแล้วยังเป็นมิตรอยู่ร่วมกันได้ ก็ยากที่การเลือกตั้งจะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย
ทั้งหมดนี้ ถ้ารัฐบาลและ คสช.ไม่เริ่มต้นและนำการปฏิบัติ ก็ยากที่สังคมไทยจะเดินกันต่อไปด้วยความเป็นมิตร เป็นเพื่อนร่วมชาติกันได้
การเห็นต่างอย่างเป็นมิตรต้องเริ่มจากการเมืองช่วงนี้ ทุกฝ่ายต้องใจกว้าง ยอมรับให้ประชาชนได้ตัดสินว่า จะเลือกใครเข้ามาเป็นรัฐบาล

